ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ปี 1977s สามีคะ ได้โปรดหยุดส่งฉันเรียนได้แล้ว

ปี 1977s สามีคะ ได้โปรดหยุดส่งฉันเรียนได้แล้ว

หลังเข้าพิธีวิวาห์ ชีวิตที่วาดฝันไว้คือความเรียบง่ายตามขนบธรรมเนียมของผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว ซึ่งไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาตรากตรำทำนาหรือรับผิดชอบงานล้างจานอันเหน็ดเหนื่อย หน้าที่หลักมีเพียงการปรนนิบัติดูแลสามีและเลี้ยงดูลูกน้อยอยู่กับบ้านอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องการเรียนหนังสือให้วุ่นวายใจอีกต่อไป ทว่าความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อสามีของเธอไม่ได้ปล่อยให้เธอได้นั่งพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ อย่างที่เคยหวังไว้
ตอน
แชร์

ตอน 3

“ฮวาเหม่ยหลิง! ทำไมเธอซื้อของหวานกลับมาอีกแล้ว?”

เสียงทุ้มของเจียงอวิ่นเสียนดังขึ้นทันทีที่ภรรยากลับมาถึงบ้าน พร้อมกับถุงใส่ขนมถั่วแดงนึ่งที่เธอซื้อจากแผงลอยหน้าโรงเรียนภาคค่ำ

มันเป็นขนมที่บ้านของคนในโรงเรียนเอาไปขายในตลาดแล้วขายไม่หมด จึงเอามาวางขายให้คนในหมู่บ้านและคนที่มาเรียน นักเรียนที่มาเรียนเป็นบ้านที่พอมีเงินอยู่แล้วเลยขายได้

เธอชะงักมองสามีด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายปนระแวง “ฉันหิว แล้วมันก็แค่นิดเดียวเอง”

เพราะวันนี้กินข้าวเร็วกว่าเดิมทำให้หิว ระหว่างพักจึงไปซื้อและคิดว่าจะกินให้หมด แต่มันหมดเวลาพักก่อนทำให้เธอต้องเอากลับมาด้วย ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าสามีของเธอจะได้บ่น

เจียงอวิ่นเสียนวางหนังสือลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนลุกขึ้นตรงมาหา

“วันนี้ฉันเห็นเธอกินข้าวน้อย แล้วแอบซื้อขนมหวานกลับบ้าน ทั้งที่มันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่เหมือนข้าวที่มีประโยชน์!”

“ฉันอยากกินอะไรมันก็เรื่องของฉัน! อีกอย่างเงินนี่ก็เป็นเงินของฉัน!” เหม่ยหลิงตะโกนกลับ ใบหน้าขึ้นสีเพราะความโกรธ

สามีของเธอไม่ได้ให้เงินใช้เพราะข้าวกินที่บ้าน อีกทั้งเวลาไปเรียนมันเป็นโรงเรียนตอนเย็นไม่มีอะไรให้ซื้อ เงินที่มีคือเงินที่เธอเอามาจากบ้านไว้ใช้ในเรื่องจำเป็น ซึ่งเป็นเงินสินสอดที่ทางบ้านแบ่งให้

เงียบ มีเพียงความเงียบเป็นเสียงที่ตอบกลับ เจียงอวิ่นเสียนยืนเงียบ ดวงตานิ่งเฉยของเขาที่มองมาทำให้เธอหัวใจเต้นแรงอย่างแปลกประหลาด

“...”

หลังจากเขาไม่พูด ฮวาเหม่ยหลิงกลับรู้สึกประหลาดใจแทน “ไม่ดุแล้วเหรอ? ไม่ต่อว่าอะไรอีกแล้วใช่ไหม”

เจียงอวิ่นเสียนเดินไปหยิบกระป๋องคูปองอาหารที่วางอยู่บนชั้นไม้เก่า แล้วหยิบถุงขนมจากมือเธอไป

“ถ้าเธอดื้อ ฉันคงต้องยึดคูปองไว้ก่อน”

ฮวาเหม่ยหลิงอ้าปากค้าง “คุณกล้าเหรอ!”

“ลองดูสิ ว่าฉันกล้าหรือไม่” เจียงอวิ่นเสียนยิ้มบาง ๆ เหมือนไม่ใช่คนโมโหก่อนหน้านี้

เธออยากจะเถียง แต่ปากกลับพูดไม่ออก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะหัวใจดวงน้อยที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

สี่โมงเย็นของวันต่อไปเป็นวันที่เจียงอวิ่นเสียนไม่ได้ไปส่งภรรยา แต่ฮวาเหม่ยหลิงเดินไปที่โรงเรียนภาคค่ำเอง บรรยาศกาศในหมู่บ้านของสามีดูสงบสุขดี ไม่เหมือนในหมู่บ้านตระกูลฮวา อาจเป็นเพราะที่นั่นส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลฮวา เป็นญาติกันจึงสนิทกัน ไม่เหมือนที่นี่ไม่คุ้นชินและส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่คนนอกมาเช่า

ยกตัวอย่างของบ้านสามีที่ตอนแรกเขาเช่าที่ดินสร้างบ้าน ไป ๆ มา ๆ พอประจำการที่นี่ก็ซื้อไปเลย แม้บ้านจะหลังเล็กแต่ก็น่าอยู่

ฮวาเหม่ยหลิงเดินผ่านกลุ่มเพื่อนบ้านที่นั่งล้อมวงกันนินทาคนอื่นอย่างไม่ตั้งใจ และไม่คิดว่าคนที่พวกเขากำลังนินทาจะเป็นตัวเอง

“ภรรยาของทหารท้ายหมู่บ้านของเราที่เพิ่งแต่งเข้ามา ฉันได้ยินว่าสามีต้องลากไปเรียนหนังสือทุกวันเลย” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว

ก่อนหน้านี้นางอยากได้ทหารคนนี้เป็นหลานเขยแต่อีกฝ่ายไม่ชอบหลานสาวของนาง รู้ตัวอีกทีก็แต่งภรรยาเข้าบ้านแล้ว

“ฉันเห็นกับตาว่าเขาตื่นมาทำอาหารตั้งแต่เช้าก่อนออกไปทำงาน ตอนเย็นยังกลับมาทำอาหารให้ภรรยาอีก ผู้หญิงที่เป็นภาระสามีขนาดนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ”

“ฮึ ผู้ชายหน้าตาดีแบบนั้นก็คงไม่อยากได้ภรรยาขี้เกียจหรอกนะ”

แต่ไม่รู้ทำไมเจียงอวิ่นเสียงถึงได้คว้าเอาผู้หญิงคนนั้นไปเป็นภรรยา สู้หลานสาวของนางที่ทำงานในบ้าน งานนอกบ้านได้แบบไม่ตกบกพร่องก็ไม่ได้

ฮวาเหม่ยหลิงขบฟันแน่น หูแดงระเรื่อ ความอายตีขึ้นใบหน้าอย่างรุนแรง มันเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ด้วยซ้ำ มีบ้านไหนด้วยเหรอที่สามีทำอาหารให้ภรรยากิน ไหนจะส่งภรรยาเรียน ส่วนตัวเองทำงานหลังขดหลังแข็ง จะมีใครอีกถ้าไม่ใช่เจียงอวิ่นเสียนสามีของเธอเอง

เธอเดินปึงปังเข้าโรงเรียนแบบไม่ทักใคร ไม่สนว่าซูเสวี่ยอิงจะพาคนอื่นมาแนะนำให้รู้จัก ใบหน้าของเธอบูดบึ้งไม่มีใครเข้าหน้าติด กระทั่งครูลู่ยังมองลูกศิษย์อย่างงุนงง

“เฮ้ เหม่ยหลิงเธอเป็นอะไรน่ะ ไม่เขียนเหรอ?” ซูเสวี่ยอิงเอ่ยทัก

สมุดที่ครูลู่แจกมาว่างเปล่า ฮวาเหม่ยหลิงมองไปข้างหน้านิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จา ไม่ตอบกลับ และไม่แม้จะเขียนตามกระดาน

เพื่อนที่นั่งข้างซูเสวี่ยอิงกระซิบถาม “หล่อนเป็นอะไร”

ซูเสวี่ยอิงส่ายหน้าเบา ๆ มือขางซ้ายเคาะโต๊ะไปหนึ่งที “เหม่ยหลิงคงมีเรื่องที่ไม่อยากพูดน่ะ เธอเขียนงานของเธอไปเถอะ”

ใบหน้าของฮวาเหม่ยหลิงทำให้คนหันมามองเป็นระยะ ทั้งสงสัย และกลัวว่าเธอจะระเบิดอารมณ์ออกไป ยิ่งขยับตัวทีซูเสวี่ยอิงสะดุ้งที

กว่าจะหมดเวลาเรียนเป็นเวลาสามทุ่ม ฮวาเหม่ยหลิงคว้ากระเป๋าผ้าแล้วเดินออกจากโรงเรียนไป ไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนในโรงเรียนตะโกนเรียก

“เหม่ยหลิง!”

กลับมาถึงบ้านฮวาเหม่ยหลิงไม่เข้าครัว ไม่แตะอาหารเย็นที่สามีทำเอาไว้ให้ เธอทำเพียงแค่ทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้เก่าหน้าบ้าน ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ประมาณห้าทุ่มเจียงอวิ่นเสียนกลับมาถึงบ้าน เขานำของไปเก็บไว้ตรงจุดที่ต้องเก็บ ก่อนชะงักที่เห็นภรรยานั่งอยู่หน้าบ้านท่ามกลางจันทร์ที่ส่องให้เห็น

เจียงอวิ่นมองภรรยาที่นั่งเหม่อหลังเห็นว่าอาหารเย็นบนโต๊ะยังเหมือนเดิม “เป็นอะไร?”

“ไม่มีอะไร…” ฮวาเหม่ยหลิงส่ายหน้า

“ใครทำให้เธอร้องไห้?”

“คุณต่างหาก! คนอื่นเขานินทาว่าฉันเป็นภรรยาขี้เกียจ ต้องให้สามีลากไปเรียน!” เสียงสะอื้นของเธอหลุดออกมาทั้งที่พยายามฝืนไว้

เจียงอวิ่นเสียนค่อย ๆ เดินเข้ามา แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าภรรยา “เหม่ยหลิง เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงอยากให้เธอเรียน?”

ฮวาเหม่ยหลิงสบตาสามีทั้งน้ำตา

“ไม่ใช่เพราะฉันอยากให้เธอฉลาด หรือเป็นใครที่ยิ่งใหญ่” เขาเว้นคำแล้วกล่าวต่อ “แต่เพราะฉันอยากให้เธอเห็นว่าชีวิตของเธอมีค่าขนาดไหน”

เธอน้ำตาคลอ ใจหนึ่งยังดื้อรั้น แต่ใจอีกครึ่งกลับสั่นไหว “ฉัน ฉันไม่อยากให้คุณเหนื่อยเพราะฉัน”

เขายิ้มเล็กน้อย “ฉันเหนื่อยเพราะฉันห่วง ไม่ใช่เพราะเธอดื้อ”

ฮวาเหม่ยหลิงนั่งเงียบ สามีกับเธออายุห่างกันหลายปี ในขณะที่เธอเหมือนเด็กสาวเขากลับทำตัวเป็นผู้ใหญ่เหมือนญาติคนหนึ่ง

ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ฮวาเหม่ยหลิงถูกไล่ให้ไปกินข้าวเพราะไม่ได้กินข้าวมื้อเย็น กว่าจะเสร็จสามีไปอาบน้ำ ทำให้จานที่ปกติสามีเป็นคนทำความสะอาดเธอต้องไปจัดการเอง

ระหว่างล้างจาน จู่ ๆ ความคิดของเธอกลับนึกถึงคำพูดมากมายของสามี แม้เขาจะดูเหมือนบังคับเธอทุกอย่างแต่ดู ๆ แล้ว มันมีประโยชน์สำหรับเธอไม่ใช่เหรอ

แม้จะปากแข็งแต่หัวใจก็เริ่มยอมแพ้ให้กับน้ำเสียงทุ้มของสามี

“ทำอะไร”

ฮวาเหม่ยหลิงหันไปมองตามทิศของเสียงที่ได้ยิน เป็นสามีของเธอเดินเข้ามาในห้องพร้อมใช้ผ้าเช็ดผมไปด้วย เธอเลยยกสมุดที่เอากลับจากโรงเรียน

“การบ้านที่ครูลู่สั่งเอาไว้ค่ะ”

“อืม ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีการบ้านทุกวัน แต่เธอไม่เคยทำไปส่ง” เขาว่าด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

เธอยักไหล่ “ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้สนใจแล้วก็กลับบ้านก่อนทุกคนด้วย ไม่รู้ว่ามีการบ้านก็ไม่แปลกไหม แต่วันนี้ฉันกำลังทำแล้วไง”

จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากทำหรอก แต่คำพูดของสามีวนเวียนอยู๋ในหัว การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลาย ๆ คนทำ มันเป็นการยกระดับความรู้ คนที่อ่านหนังสือออกกลายเป็นคนที่ใคร ๆ ก็ต้องการ

สักวันหนึ่งถ้าเกิดเธอกับสามีต้องแยกทางกันขึ้นมา ฮวาเหม่ยหลิงต้องหาทางรอดให้ตัวเอง หลังจากได้ความรู้ต่อจากนี้คงเป็นเรื่องงาน

เจียงอวิ่นเสียนยกยิ้มมุมปาก “เธอเข้าใจไหม”

ฮวาเหม่ยหลิงส่ายหน้า “ครูลู่บอกให้เขียนตามที่มีในหนังสือ”

“เอามาดูสิ”

คนเป็นสามีหยิบหนังสือไปอ่านเพียงแค่กวาดสายตามองเขาก็จดจำเรื่องราวได้ ฮวาเหม่ยหลิงมองสามีของเธออย่างเลื่อนลอยพร้อมคำถามในใจ

ทำไมวันนี้สามีของเธอดูดีจัง?

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96JRE” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96JRE
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ร้อยหัวใจอุ่นไอรัก
9.7
ปิ่นปักพยายามรักษาระยะห่างจากเมฆาด้วยความเจียมตัวในฐานะที่ต้อยต่ำ แม้จะรู้สึกน้อยใจจนอยากเดินหนีไปจากชีวิตเขา แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ เมฆาใช้กำลังบังคับดึงร่างบางเข้ามากอดไว้แน่นในอ้อมอกเพื่อรั้งไม่ให้เธอจากไป ท่ามกลางความสับสนในใจของปิ่นปักที่มองว่าตนเองเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่ไม่มีใครต้องการ เมฆากลับแสดงท่าทีคุกคามและหวงแหนอย่างชัดเจนจนเธอไม่สามารถดิ้นรนหลุดพ้นจากพันธนาการที่แสนอบอุ่นแต่บีบคั้นนี้ได้เลย
หน้าปกนวนิยาย หนีร้ายอุ้มรัก
8.0
หลังเรียนจบหญิงสาวจำต้องไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ออสเตรเลียเพื่อหาเงินรักษายาย ทว่าโชคชะตาแสนโหดร้ายกลับทำให้เธอพบกับชายหนุ่มที่เข้าใจผิดว่าเธอเป็นหญิงขายบริการจนเกิดเหตุการณ์ฝังใจที่บีบให้เธอต้องหนีกลับไทยทันที แต่โลกกลับเหวี่ยงให้ทั้งคู่มาเจอกันอีกครั้งในฐานะที่มีพันธะผูกพันต่อกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวความรักสุดวุ่นวายที่ไร้ความดราม่าจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ขยับเข้าหากันอย่างน่ารักและน่าติดตาม
หน้าปกนวนิยาย Secretly in love (แอบหลงรัก)
9.6
ความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงชั่วข้ามคืนที่เกิดขึ้นด้วยความพลั้งเผลอ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่ยากจะถอนตัว เมื่อชายหนุ่มพบว่าคู่ขาในคืนเร่าร้อนนั้นคือรุ่นพี่ในคณะเดียวกันที่เขารู้จักดี เรื่องราวกลับยิ่งซับซ้อนและบีบคั้นหัวใจมากขึ้น เมื่อพบว่าฝ่ายหญิงมีเจ้าของหัวใจอยู่ก่อนแล้ว นำไปสู่ปมรักสามเส้าที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจและความลับที่ต้องปกปิดเอาไว้ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้
หน้าปกนวนิยาย เหยื่อในกับดักบงการใจ
9.7
เพื่อทลายแก๊งนรก ตำรวจสาวอย่างฉันยอมเป็นเหยื่อให้คนร้ายลวนลามบนรถเมล์เพื่อเก็บหลักฐานสำคัญ แต่แผนการจับกุมกลับพลิกผัน เมื่อฉันถูกสวมถุงดำคลุมหัวและตื่นขึ้นในโกดังค้ามนุษย์ ความจริงสุดสยองปรากฏว่าอาชญากรที่ฉันจับเป็นเพียงตัวล่อ โดยมี ‘พชร’ บอสใหญ่ผู้อยู่หลังม่านคอยเฝ้าดูความทรมานของฉันด้วยความบันเทิง เขาจงใจปั่นหัวฉันทั้งที่รู้ตัวตนจริง แม้ถูกมีดจ่อคอเขากลับกระซิบอย่างบ้าคลั่งว่า การได้เห็นตำรวจหญิงเดินลงนรกที่เขาสร้างขึ้นนั้นเร้าใจกว่าสิ่งใด
หน้าปกนวนิยาย วิมานเพลิง
9.0
เพราโพยม จิตรกรสาวผู้เพียบพร้อมด้วยชื่อเสียงกลับต้องเผชิญกับรักที่แผดเผา เมื่อความสัมพันธ์ของเธอกับ ปราณรต์ ช่างภาพหนุ่มเจ้าเสน่ห์ กลายเป็นตราบาปในฐานะเมียน้อยที่พรากสามีคนอื่นมาครอง ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์จึงไม่ต่างจากการติดอยู่ในวิมานเพลิงที่เต็มไปด้วยคำตราหน้าและความเจ็บปวด แม้จะพยายามไขว่คว้าหาความสุขเพียงใด ทว่าความจริงที่ตื่นขึ้นมากลับเป็นดั่งนรกที่คอยย้ำเตือนถึงเกียรติยศที่สูญสิ้นไปเพราะความรักที่ผิดศีลธรรมนี้
หน้าปกนวนิยาย รักชั่วนิรันดร์
9.0
โฮว่หลิงเฉินมหาเศรษฐีหนุ่มผู้เย็นชาออกคำสั่งไล่ตะเพิดและกำจัดหญิงสาวปริศนาอย่างไม่ใยดี จนกระทั่งผู้ช่วยคนสนิทแจ้งความจริงที่น่าตกใจว่าแท้จริงแล้วเธอคือภรรยาที่เขาไม่เคยใส่ใจ เมื่อความลับถูกเปิดเผย หลิงเฉินจึงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นสามีที่คลั่งรักและคอยตามใจเหนียนหย่าเสวียนในทุกเรื่องอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ทว่าท่ามกลางความหวานชื่นและความทะนุถนอมที่เขามอบให้แก่เธอ กลับนำไปสู่จุดจบที่ทุกคนต้องตะลึงนั่นคือการหย่าร้างที่ไม่มีใครเคยคาดฝันมาก่อน