
Dream Catcher ตาข่ายรัก กับดักฝัน
ตอน 2
ถึงใจจะคิดว่าการนั่งเขียนบทความอยู่ที่ห้องพักจะมีประโยชน์มากกว่า แต่สุดท้ายนธัญญ์ก็พาตัวเองมายืนอยู่กลางสนามบินนิวเม็กซิโกจนได้ เพราะไม่สามารถทนกับการตื๊อของเพื่อนสาวได้ ยิ่งพอรู้ว่าที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดนั้นเพราะต้องการพักใจหลังจากเลิกรากับแฟนหนุ่มแบบสายฟ้าแลบ เขาก็อดใจอ่อนไม่ได้ ยังดีที่การมาครั้งนี้ไม่ได้ไร้ความน่าสนใจเท่าไรนัก เพราะนอกจากนิวเม็กซิโกจะเป็นเมืองใหม่ให้นธัญญ์ได้ท่องเที่ยวแล้ว ยังมีงานพาววาวซึ่งเป็นเทศกาลพื้นเมืองของชาวอินเดียนแดงที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกด้วย
ดูเหมือนว่างานเทศกาลนี้จะเป็นเพียงอย่างเดียวที่ทำให้นธัญญ์ตัดสินใจมาเหยียบสนามบินนิวเม็กซิโก โดยเฉพาะการได้มากับหญิงสาวผู้สืบทอดเชื้อสายอินเดียนแดง เพราะนั่นหมายความว่านอกจากเขาอาจจะได้แรงบันดาลใจสำหรับงานเขียนแล้ว เขาจะได้สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินเดียนแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกยุคปัจจุบันด้วย
รถเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองเทาส์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก นธัญญ์ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศโดยรอบของเมืองเทาส์เป็นอย่างมาก เพราะภายในเมืองเทาส์เต็มไปด้วยสีสันมากมายและศิลปะต่างๆ ที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไปจากอาคารบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามท้องถนน เจมส์ พ่อของจูเลียเล่าประวัติของเมืองให้ฟังตลอดทางว่าเมืองแห่งนี้ ในยุคหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ชาวฮิปปี้ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เมืองเทาส์มีบรรยากาศผ่อนคลาย สงบ สวยงาม และสนุกสนาน นับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก
แต่นอกจากจะคละคลุ้งไปด้วยบรรยากาศของชาวฮิปปี้แล้ว นธัญญ์ยังสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของอินเดียนแดงที่ฝังตัวอยู่ในชุมชนแห่งนี้ สังเกตได้จากร้านรวงและบ้านเรือนซึ่งก่อสร้างคล้ายกับบ้านดินที่มีอยู่ประปราย แต่เขาก็ไม่แปลกใจนัก เพราะเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของชาวพิวโบลซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่เก่าแก่เผ่าหนึ่ง
“ถ้านายอยากจะเห็นบ้านดินแบบนี้เยอะๆ ละก็ ไปดูที่ชุมชนชาวพิวโบลสิ นั่งรถออกไปนอกเมืองแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว” เจมส์ว่าหลังจากที่ชายหนุ่มถามเขาถึงเรื่องบ้านดินไม่หยุดปาก ตามด้วยจูเลียที่แทรกขึ้นมาอีกคน
“ไม่ต้องห่วง ถ้านายอยากไปจริงๆ เดี๋ยวฉันยืมรถพ่อขับพานายไปเที่ยวเอง”
“ห้ามเอาไปทำพังเด็ดขาดเชียว” เจมส์เหลือบมองลูกสาวตัวดีเล็กน้อยก่อนแซวขำๆ
“แหม พ่อก็พูดไป ถ้ามันจะพังก็เป็นเพราะรถพ่อเก่าเกินจะเยียวยาต่างหาก ไม่ใช่ฝีมือหนูซะหน่อย” คนถูกแซวว่าแก้มป่อง
ภาพสองพ่อลูกหยอกล้อกันทำให้คนมองหยักยิ้มได้เล็กน้อย ก่อนเขาจะนึกขึ้นมาได้ว่าในเมืองเทาส์แห่งนี้ นอกจากอินเดียนแดงที่ถูกเรียกว่าชาวพิวโบลแล้ว ยังมีอินเดียนแดงเผ่าอื่นๆ อาศัยรวมอยู่ด้วยอีก
“คุณโรเมโรเป็นชาวพื้นเมืองเผ่าไหนหรือครับ”
เสียงหัวเราะเมื่อครู่ค่อยๆ ผ่อนลงก่อนคนตัวใหญ่จะมองชายหนุ่มผ่านกระจกมองหลัง
“บรรพบุรุษฉันมาจากเผ่าอะแพชี แม่ของจูเลียก็มาจากเผ่าอะแพชีเหมือนกัน แต่เป็นอะแพชีคนละกลุ่ม จูเลียก็เลยเป็นสาวลูกครึ่ง” เขาว่าติดตลก
นธัญญ์พยักหน้ารับไปอย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าเผ่าอะแพชีหรือเผ่าอินเดียนแดงอื่นๆ แตกย่อยออกเป็นกี่กลุ่มและแตกต่างกันแค่ไหน แค่กลุ่มอินเดียนแดงใหญ่ๆ เขายังรู้จักไม่ครบเลยด้วยซ้ำ
“ว่าแต่นายจะไปร่วมงานพาววาวด้วยไหม เห็นจูเลียบอกนายมาที่นี่ก็เพื่องานนี้” เจมส์เปลี่ยนเรื่อง
“ครับ ผมเคยได้ยินชื่องาน แต่ไม่เคยไปมาก่อนเลยอยากมาดูให้เห็นกับตา”
“งั้นก็ดี ฉันจะได้เตรียมชุดไว้เผื่อนายด้วยอีกคน” เจมส์ว่าเองเออเอง
นธัญญ์มองไปยังจูเลียอย่างขอคำอธิบายว่าชุดที่ว่านั้นคืออะไร ทว่าจูเลียกลับหันมายิ้มยิงฟันให้เขาแล้วยักไหล่ก่อนจะเบนสายตาออกไปนอกรถ
ความสงสัยของชายหนุ่มถูกปล่อยให้ค้างคาอยู่อย่างนั้นกระทั่งเจมส์เคลื่อนรถเข้าจอดบริเวณหน้าบ้านสองชั้นหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มากแต่ก็พอมีสนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านให้ตั้งม้านั่ง และกว้างพอให้เด็กๆ แถวนั้นวิ่งเล่นได้
ทันทีที่รถจอดสนิท ประตูบ้านก็เปิดออกพร้อมกับเสียงคนในบ้านที่ดังตามออกมา
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ลูกสาวแม่!”
“แม่!” จูเลียรีบลงจากรถ วิ่งเข้าไปโผกอดผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างท้วม ทว่ามีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเธออย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ก็มีเด็กผู้ชายวัยรุ่นร่างสูงที่ไว้ผมยาวเช่นเดียวกันกับเจมส์โผล่หน้ามาทางด้านหลังพร้อมทักทายเธอด้วยน้ำเสียงยียวน
“นี่คงโดนหนุ่มนิวยอร์กทิ้งมาอีกล่ะสิ ถึงได้กลับบ้านได้”
นธัญญ์แอบหัวเราะน้อยๆ เขารู้ว่าหนุ่มน้อยที่เห็นตรงหน้านั้นเป็นน้องชายวัยไฮสคูลของจูเลีย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอายุสิบแปดล่ะมั้ง
“หุบปากไปเลยเจฟฟรี่ ฉันเป็นคนทิ้งหมอนั่นต่างหากย่ะ!” จูเลียผละจากมารดา หันไปแหวน้องชาย
“จริงเร้อ” เด็กหนุ่มทำหน้าไม่เชื่อจนอีกฝ่ายต้องชูกำปั้นสูงเป็นการขู่
คุณอาจจะชอบ





