
หลังสลับคู่ ฉันจะพลิกผันชะตากรรม
ตอน 2
ตามธรรมเนียม
เช้าวันถัดมา ซูชิงหยวนกับซูหยูรานถือของขวัญไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลิง เพื่อไปดูตัว
มื้อนั้นทุกคนทานกันอย่างเกรงอกเกรงใจ มองแล้วไม่ได้มีอันใดผิดปกติ
มื้อกลางวันจบลง
แม่หลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ทั้งสองต่างก็เป็นเด็กดีกันทั้งคู่ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าผู้ใหญ่หรอก ไหน ๆ วันนี้ก็ได้มาเจอกันแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นกันเองเถอะ”
คนอื่น ๆ ก็ขานรับพร้อมกัน ซูชิงหยวนจึงลุกขึ้นตามไปด้วย
ชั่วพริบตา ห้องรับประทานอาหารก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว
“ซูชิงหยวน” จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าหลิงเยี่ยนโจวมายืนข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ สีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ “ตามผมมา”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ หลิงเยี่ยนโจวก็หันหลังเดินจากไปแล้ว
ซูชิงหยวนได้แต่จำใจ รีบก้าวตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่เดินตรงเข้าไปจนถึงห้องหนังสือ
หลิงเยี่ยนโจวปิดประตูลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
มีเสียงปังดังขึ้นเบา ๆ
เสียงนั้นกลับไปสะกิดเส้นประสาทอันอ่อนไหวในห้วงความทรงจำของซูชิงหยวน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเธอก็ถูกดึงให้หวนกลับไปยังชีวิตในชาติก่อน
ทุกครั้งที่หลิงโม่เฉินเห็นว่าเธอไม่เชื่อฟัง เขาก็จะลากเธอเข้าห้อง ถอดหน้ากากปลอม ๆ ออก หยิบเข็มขัดขึ้นมา แล้วลงมือสั่งสอนเธออย่างโหดเหี้ยม!
สายเข็มขัดฟาดลงบนร่าง ก่อให้เกิดความเจ็บแสบไปทั่วตัว
ซูชิงหยวนสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หลิงเยี่ยนโจวเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา ชะงักเล็กน้อย ก่อนถอยออกมาพอให้มีระยะห่างอย่างเหมาะสม “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก คำพูดบางอย่าง คุยกันเป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า”
ซูชิงหยวนดึงสติกลับมา มือข้างหนึ่งกำแน่น “รู้แล้ว”
เธอเพียงแค่ยังสลัดเงาดำที่หลิงโม่เฉินทิ้งไว้ในใจออกไปไม่ได้ก็เท่านั้น
ซูชิงหยวนตั้งสติ ก่อนมองสำรวจหลิงเยี่ยนโจวที่อยู่ตรงหน้า
ในชาติก่อน เธอเคยเจอเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งคือตอนที่ตระกูลซูและตระกูลหลิงตกลงหมั้นกัน และอีกครั้ง… คือหลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุ รถชนจนเสียโฉมและเดินไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้น
และครั้งนั้น ซูชิงหยวนก็เพียงได้เห็นเขาอยู่ไกล ๆ แค่แวบเดียวเท่านั้น
เมื่อเทียบกับหลิงเยี่ยนโจวผู้ชั่วช้าในชาติที่แล้ว หลิงเยี่ยนโจวในชาตินี้ที่ยังไม่ประสบอุบัติเหตุใด ๆ กลับเหมาะสมกับสมญานามที่ว่าไร้ความปราณีและเด็ดขาดกว่ามาก
เขาสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร เซ็ตผมปาดเรียบ สวมเชิ้ตสีเข้มเข้าชุดกับกางเกงสูท แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแน่นชัดเจน
“มีเรื่องอะไรเหรอ?” ซูชิงหยวนหลุบตาลงต่ำ
อยู่ดี ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเธอ ถ้าคนอย่างหลิงเยี่ยนโจวที่หนักขนาดนี้คิดจะทำร้ายเธอจริง ๆ เธอคงทนได้ไม่กี่ครั้งเป็นแน่
หลิงเยี่ยนโจวเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบเอกสารข้อตกลงหนึ่งชุดขึ้นมาจากกอง ก่อนโยนมาวางตรงหน้าเธอ “พูดกันให้ชัดไว้ก่อน ถึงผมจะตกลงจะแต่งงาน แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกต่อกันแม้แต่นิดเดียว”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แล้วว่า เขามีคนรักอยู่ในใจแล้ว
“ผมคิดว่าคุณเองก็คงจำใจ หรือมีเหตุผลบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงได้ยอมแต่งงานกับผมเหมือนกัน” หลิงเยี่ยนโจวเลื่อนเอกสารเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย “ดังนั้นก่อนที่การแต่งงานของเราจะสิ้นสุดลง ผมหวังว่าคุณจะทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อตกลงนี้ หลังแต่งงานเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราต้องแสร้งทำเป็นสามีภรรยาที่รักกันดี ส่วนเมื่ออยู่ลับหลังคน ผมจะไม่แตะต้องคุณ และจะไม่ก้าวก่ายชีวิตของคุณ เช่นเดียวกัน คุณเองก็ห้ามก้าวก่ายชีวิตของผมเหมือนกัน”
ซูชิงหยวนเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบเล็กน้อยว่า “จริงเหรอ? !”
ปฏิกิริยาของเธอดูแปลกไป
หลิงเยี่ยนโจวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยข้างหนึ่ง “ดูเหมือนคุณจะตั้งตารอซะเหลือเกินนะ?”
“เปล่า” ซูชิงหยวนเม้มริมฝีปาก รีบหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
ข้อตกลงนั้นเป็นธรรมและตรงไปตรงมา เนื้อหาโดยรวมก็เป็นเพียงข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ หลังการแต่งงานเท่านั้น
ซูชิงหยวนไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เธอหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป แต่ก่อนปลายปากกาจะสัมผัสกระดาษ เธอกลับชะงักมือไว้กลางอากาศ
“มีอะไรเหรอ?” หลิงเยี่ยนโจวขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยังมีตรงไหนที่คุณไม่เข้าใจอีกเหรอ?”
ซูชิงหยวนเงยหน้ามองเขา “หลิงเยี่ยนโจวถ้าหลังแต่งงานฉันทำงานวิจัยต่อ คุณก็จะไม่เข้ามายุ่งใช่ไหม?”
หลิงเยี่ยนโจวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่ ผมบอกแล้วไง พอผ่านพิธีไป เราก็ใช้ชีวิตใครชีวิตมัน”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หลิงเยี่ยนโจวรับสายทันที น้ำเสียงที่เคยเย็นชาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมให้คนไปเดี๋ยวนี้ ทางนี้ผมจัดการเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวผมจะรีบตามไป”
ท่าทางและน้ำเสียงตอนเขารับโทรศัพท์ แตกต่างจากเวลาที่อยู่กับซูชิงหยวนอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับคนปลายสายเป็นอย่างมาก
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกโล่งใจ เธอรีบตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารทันที
หลิงเยี่ยนโจววางสาย แล้วหันกลับมา เห็นว่าเธอเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณ”
ข้อตกลงจัดทำไว้สองฉบับ เธอรับไปหนึ่งฉบับ
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น หลิงเยี่ยนโจวก็ไม่รั้งเวลาไว้ เขาเก็บเอกสารข้อตกลงให้เรียบร้อย ก่อนเปิดประตูเชื้อเชิญให้ซูชิงหยวนออกไป
ออกมาจากห้องหนังสือแล้ว กลับไม่เห็นหลิงโม่เฉินกับซูหยูรานอยู่ตรงนั้น
หลิงเยี่ยนโจวเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนน้องสาวคุณกับโม่เฉินจะไปที่อื่นกันแล้ว คุณจะกลับยังไง? ต้องให้ผมจัดรถไปส่งคุณไหม?”
เขายังคงรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ มีมารยาท ชัดเจนว่าแม้จะจำใจต้องแต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้ปิดบังสถานการณ์ใด ๆ จากซูชิงหยวน ตรงกันข้าม เขากลับกำหนดขอบเขตระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน
ซูชิงหยวนสบายใจขึ้น
หลังจากผ่านความทรมานทั้งด้านจิตใจและการถูกควบคุมทางร่างกายในชาติก่อนจากหลิงโม่เฉินมา คราวนี้เธอปรารถนาจะมีคู่ชีวิตที่เป็นเหมือนหลิงเยี่ยนโจว แบบที่ปลอดภัยและไม่ก้าวก่ายชีวิตเธอ เป็นที่สุด
แบบนี้เธอก็จะสามารถตัดตัวออกจากตระกูลซูได้อย่างสบายใจ และทุ่มเทให้กับงานวิจัยของตัวเองได้เต็มที่
และเมื่อถึงเวลาต้องหย่ากับหลิงเยี่ยนโจวเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ
“ไม่จำเป็น” ซูชิงหยวนรักษามารยาทตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ “ฉันกลับเองได้ จะเรียกแท็กซี่กลับ ขอบคุณนะ”
หลิงเยี่ยนโจวพยักหน้าอย่างห่างเหิน ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
ซูชิงหยวนปฏิเสธน้ำใจของพ่อบ้านตระกูลหลิงที่อาสาจะจัดรถให้ เธอเลือกเดินออกไปด้วยตัวเอง
ระหว่างเดินผ่านสวน เธอได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
“หยูราน คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่เหมือนพี่ใหญ่ ไม่ว่าเขาจะแต่งกับใครก็แค่เพื่อเอาใจครอบครัว แต่ผมจะปฏิบัติต่อคุณด้วยความจริงใจ”
เป็นเสียงของหลิงโม่เฉิน
ซูชิงหยวนชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว ถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้เลย
เธอกลัวหลิงโม่เฉินจับใจจริง ๆ
เธอแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่กล้าขยับ
ผ่านใบไม้ที่บังตาเป็นเงาเลือนราง ซูชิงหยวนมองเห็นชัดเจน หลิงโม่เฉินกำลังยิ้มอ่อน แขวนสร้อยเส้นหนึ่งลงบนลำคอของซูหยูรานด้วยท่าทีอ่อนโยน
“เดี๋ยวผมใส่ให้”
ซูหยูรานมีท่าทีเหมือนเด็กสาว แก้มสองข้างแดงระเรื่อ “ค่ะ”
เธอหันหลังให้หลิงโม่เฉิน จึงไม่อาจเห็นประกายอำมหิตและความคิดอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาของเขา
แม้ซูหยูรานจะเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลซู แต่ตอนนี้เธอเป็นที่รักของพ่อซู และมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต เธออาจได้สืบทอดตระกูลซูต่อ
แบบนี้ตระกูลซูก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เขาชิงเป็นผู้สืบทอดได้ง่ายขึ้น
ส่วนซูชิงหยวน…
ก็เป็นแค่คนทึ่ม ๆ ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องวิจัยเท่านั้น
ซูหยูรานลูบไล้สร้อยที่ห้อยอยู่บนลำคอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานอย่างพอใจ
ในชาติก่อน เธอแต่งงานกับหลิงเยี่ยนโจวด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้ลงเอยกับเขา
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งเท่านั้น
แค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว ก็พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกก้าว
และท้ายที่สุด ก็ลงเอยด้วยการตายทั้งกลมตอนคลอด
ดังนั้นชาตินี้ เธอจึงเลือกหลิงโม่เฉิน ผู้ที่ดูอ่อนโยนที่สุดในสายตาเธอ
ในวันแต่งงาน เธอมั่นใจว่าจะต้องโดดเด่น เจิดจรัสยิ่งกว่าซูชิงหยวนอย่างแน่นอน!
“ดึกแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง” หลิงโม่เฉินละสายตากลับมา ก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
“ค่ะ” ซูหยูรานป็นฝ่ายเอื้อมมือไปจับมือเขาก่อน
ทั้งสองจึงเดินออกไปอีกด้าน
ซูชิงหยวนที่แอบอยู่ในเงามืดรู้สึกเข่าอ่อน แทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องพยุงตัวกับก้อนหินข้าง ๆ เพื่อยืนให้ไหว
เธอค่อย ๆ ปรับสภาพอารมณ์ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก
พอดีเห็นหลิงโม่เฉินเปิดประตูรถให้ซูหยูราน จากนั้นทั้งคู่ก็ขึ้นรถไปด้วยกัน
ผ่านกระจกหน้าต่างรถ ซูหยูรานหันมามองซูชิงหยวนที่ยืนอื้ออึงเหมือนวิญญาณหลุดลอยด้วยสายตายั่วยุ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อย
ตอนนี้ซูชิงหยวนคงได้รับเพียงกระดาษสัญญาแต่งงานจากหลิงเยี่ยนโจวเท่านั้น
ชาตินี้… เธอไม่มีทางได้เป็นคนที่มีความสุขคนนั้นอีกแล้ว
รถขับออกไป
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกมีแต่ความโล่งใจ ชาตินี้เธอจะไม่มีวันข้องแวะกับหหลิงโม่เฉินอีก
คุณอาจจะชอบ





