
หลังสลับคู่ ฉันจะพลิกผันชะตากรรม
ตอน 3
พริบตาเดียว วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามา
หลังจากหมั้นแล้ว ซูหยูรานกับหหลิงโม่เฉินก็รักกันหวานชื่น ออกเดตกันบ่อย ๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศวันวาเลนไทน์
ส่วนซูชิงหยวน หลังจากที่ได้พูดคุยอย่างจริงจังกับหลิงเยี่ยนโจวในห้องทำงานแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอทุ่มเททุกอย่างให้กับงานวิจัยของตัวเองเพียงอย่างเดียว
หลังจากที่ผู้ใหญ่ของตระกูลหลิงและตระกูลซูได้ประชุมปรึกษากัน จึงตัดสินใจจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ขึ้นพร้อมกัน
ในคืนก่อนวันแต่งงาน ซูชิงหยวนได้รับชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่หลิงเยี่ยนโจวให้คนส่งมาให้
ตามที่หลิงเยี่ยนโจวเคยพูดไว้ เขาแสดงบทบาทได้อย่างแนบเนียนต่อหน้าผู้คน ให้ซูชิงหยวนทั้งศักดิ์ศรีและความสูงส่งตามที่เธอควรจะได้รับอย่างครบถ้วน
“คุณซู ชุดแต่งงานชุดนี้เป็นงานออกแบบพิเศษจากฝรั่งเศส คุณหลิงได้สั่งตัดไว้ล่วงหน้าสามเดือนแล้วครับ” คนที่นำของมาส่งคือผู้ช่วยของหลิงเยี่ยนโจว ชื่อหลินโม่ “ยังมีเครื่องประดับ ก็เป็นเพชรสีน้ำเงินที่หายาก คุณหลิงถึงกับบินไปอิตาลี เพื่อให้ช่างฝีมือเก่าแก่ระดับร้อยปีทำขึ้นเป็นพิเศษ”
ทั้งชุดเจ้าสาวและสร้อยคอต่างก็สวยงดงาม เปล่งประกายสะดุดตาจับใจ
แต่ซูชิงหยวนกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เธอเพียงยิ้มอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณค่ะ”
ถึงคำพูดของหลินโม่จะฟังดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ท่าทีของหลิงเยี่ยนโจวนั้นจริงใจชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่เธอทำตามข้อตกลง เขาไม่มีทางเอาเปรียบเธอแน่นอน
ส่งหลินโม่ออกไปแล้ว ซูชิงหยวนหันกลับมา ก็เห็นซูหยูรานยืนอยู่ในห้องรับแขกพอดี
“น่าประทับใจมาก!” ซูหยูรานมีความไม่พอใจวาบผ่านในดวงตา “ได้แต่งเข้าตระกูลหลิงกับว่าที่ผู้สืบทอดในอนาคตนั้นต่างกันจริง ๆ”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แก่ใจถึงสิ่งที่เธอเคยทำในชาติก่อน จึงไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้มากนัก เธอเพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “น้องกับคุณชายรองหลิงรักใคร่กันดี ดูท่าแล้วคุณชายรองหลิงก็คงจะไม่เอาเปรียบเธอ”
ในชาติก่อนหลิงโม่เฉินสวมหน้ากากอยู่ตลอด จนกระทั่งหลังแต่งงานไปสามเดือน เขาถึงค่อยถอดมันออก
ในวันแต่งงาน ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ ถึงจะเทียบกับสิ่งที่หลิงเยี่ยนโจวจัดเตรียมให้ในชาตินี้ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แต่เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้ทิ่มแทงใจซูหยูรานเข้าอย่างจัง
เพราะหลิงโม่เฉินเคยบอกไว้ว่า งานแต่งจะจัดพร้อมกันทั้งสองคู่ และเนื่องจากหลิงเยี่ยนโจวเป็นทายาทหลักของตระกูลหลิง ดังนั้นมาตรฐานพื้นฐานของงานทั้งหมดจึงไม่ควรสูงเกินกว่าของหลิงเยี่ยนโจว
ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เตรียมไว้ให้ซูหยูราน แม้จะถือว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับของซูชิงหยวนแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“เธอภูมิใจมากเหรอ?” ซูหยูรานหัวเราะเยาะ นัยต์ตามีกลิ่นอายอันมืดมิดแวบผ่าน “ความภูมิใจของเธอ อยู่ได้อีกไม่นานหรอก!”
ในชาติก่อนเธอสามารถทำให้หลิงเยี่ยนโจวเสียโฉมจนกลายเป็นคนพิการได้ ชาตินี้เธอก็ทำได้เหมือนกัน!
ตราบใดที่หลิงโม่เฉินรักเธอ เธอก็สามารถผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นทายาทได้อย่างไม่ยากเย็น
ซูชิงหยวนเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ แล้วเดินสวนผ่านเธอไปเงียบ ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตีสี่ ทีมช่างแต่งหน้าจากตระกูลหลิงก็มาถึง ทั้งสองจึงเริ่มแต่งหน้าในห้องแยกกัน
คืนก่อนหน้านั้น ซูชิงหยวนมัวอ่านเอกสารงานวิจัยอยู่ทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย
ตอนนี้ในหัวของเธอก็ยังคงหมุนวนไปกับข้อมูล ๆ หนึ่ง
“แปลกจริง” ช่างแต่งหน้าที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ลิปสติกแท่งนี้ทำไมดูแปลก ๆ หรือว่าหมดอายุแล้ว?”
“คงไม่ใช่มั้งคะ” ผู้ช่วยช่างแต่งหน้าพูดออกมาเบา ๆ อย่างรู้สึกผิด “ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนี้แหละค่ะ ตอนนี้ไม่ทันแล้ว เอาลิปสติกแท่งอื่นมาแต่งให้คุณซูก่อนเถอะ”
ช่างแต่งหน้าก็ไม่ได้คิดมาก จึงเปลี่ยนเป็นลิปสติกแท่งอื่นแล้วก้าวเข้ามาเพื่อทาลิปให้ซูชิงหยวน
“เดี๋ยว” ซูชิงหยวนยื่นมือออกไป “ฉันขอดูลิปสติกได้ไหม?”
เธอเหลือบตามองผู้ช่วยข้าง ๆ เพียงแว่บเดียว ใบหน้าของผู้ช่วยก็ฉายแววลนลานขึ้นมาทันที
ช่างแต่งหน้าไม่ได้ปฏิเสธ และยื่นลิปสติกให้ซูชิงหยวนทันทีพลางพูดว่า “ลิปแท่งนี้แปลกจริง ๆ แต่แบรนด์นี้ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เรามีลิปสติกแท่งอื่นสำรองไว้”
ผู้ช่วยรีบเสริมต่อว่า “ใช่ค่ะ พอดีตั้งใจเก็บแท่งนี้ไว้สำรอง ถ้าระหว่างพิธีเครื่องสำอางหลุดหรือเลอะ ก็จะได้ใช้ทาได้”
ซูชิงหยวนก้มตาลง เปิดลิปสติกออกมาดูอย่างละเอียด แล้วลองสูดกลิ่นเบา ๆ ริมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ ขึ้นมาทันที
ด้านในลิปสติกนั้นถูกผสมผงถั่วลิสงลงไป และซูชิงหยวนแพ้ถั่วลิสงพอดี
คนที่คิดแผนแบบนี้ขึ้นมาได้ นอกจากซูหยูรานแล้ว ซูชิงหยวนก็นึกถึงใครไม่ออกอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ในชาติก่อนซูหยูรานก็เคยใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับเธอมาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายยิ่งกว่านี้อีกมากมายด้วย
ซูชิงหยวนยิ้มบาง ๆ พร้อมส่งลิปสติกคืนให้ แล้วโบกมือเรียกช่างแต่งหน้าให้เข้ามาใกล้ ๆ
ช่างแต่งหน้าโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอ แล้วเธอก็กระซิบบางอย่างเบา ๆ ในหูของอีกฝ่าย
ผู้ช่วยฟังไม่ออกว่าอะไร จึงทำได้แค่ยืนร้อนใจอยู่ข้าง ๆ
ดวงตาของช่างแต่งหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “รับทราบค่ะ”
เมื่อการแต่งหน้าและจัดทรงเสร็จเรียบร้อย บรรดาเพื่อนเจ้าสาวก็เข้ามาในห้องพอดี
ฝั่งซูชิงหยวนนั้นมีเพื่อนเจ้าสาวแค่คนเดียวคือเซี่ยหว่านซิง ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กจนโต
เซี่ยหว่านซิงพอเดินเข้ามาก็กวาดสายตามองเธอ ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ว่า “เรื่องที่เธอบอกไว้ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฟู่วานวานจะพูดแบบนั้น เธอจะมางานแต่งจริง ๆ เหรอ?”
ฟู่วานวานคือรักแรกที่หลิงเยี่ยนโจวเก็บไว้ในใจมาตลอด ในชาติก่อนซูหยูรานอยากได้หัวใจของเขามาครอบครอง จึงทำเรื่องร้าย ๆ ใส่ฟู่วานวานอยู่ไม่น้อย
ท้ายที่สุดซูหยูรานถึงขั้นเสียสติร่วมมือกับคนภายนอก วางแผนใส่ร้ายและทำร้ายหลิงเยี่ยนโจวเลยทีเดียว
ทำให้เขาใบหน้าเสียโฉม ขาทั้งสองข้างพิการ กลายเป็นคนที่ทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนฟู่วานวาน ผู้หญิงที่หลิงเยี่ยนโจวปกป้องด้วยชีวิต หลังจากดูแลเขาอยู่สามเดือนก็ตระหนักได้ว่าเขาไร้ประโยชน์สำหรับเธอ และสุดท้ายก็จากเขาไป
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เท่านั้น” ซูชิงหยวนยิ้มอ่อน
เพราะในชาติก่อน ฟู่วานวานเคยมาปรากฏตัวในงานแต่ง และยังทำให้ซูหยูรานต้องอับอายมาแล้วด้วย
เซี่ยหว่านซิงพยักหน้า “ก็จริง ถึงเธอกับหลิงเยี่ยนโจวจะแต่งงานกันตามข้อตกลง ไม่ได้ตั้งใจจะไปยุ่งความสัมพันธ์ของเขากับฟู่วานวาน แต่ฟู่วานวานอาจไม่คิดแบบนั้น ระวังเอาไว้ย่อมดีกว่าเสมอ”
ในเรื่องนี้ซูชิงหยวนไม่ได้ปิดบังเธอเลย
เพราะในชาติก่อน เซี่ยหว่านซิงต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อช่วยเธอให้รอดจากหลิงโม่เฉิน
ในชาตินี้เธอจะต้องปกป้องเซี่ยหว่านซิงให้ได้!
ไม่นานเจ้าบ่าวก็มารับตัว ตัดขั้นตอนพิธีที่ยุ่งยากออกไป ทำให้พวกเธอมาถึงสถานที่จัดงานแต่งได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์จัดพิธี
ซูชิงหยวนและหลิงเยี่ยนโจวยืนเคียงข้างกันอยู่แถวหน้า ตามด้วยซูหยูรานและหลิงโม่เฉินที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน
เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งงาน
หลิงเยี่ยนโจวยื่นมือมาอย่างสุภาพ ซูชิงหยวนจึงจับมือเขาอย่างมีมารยาท แล้วทั้งสองก็เดินเข้าสู่พิธีพร้อมกัน
มองเผิน ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นคู่ชายหล่อหญิงสวย ช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ถัดจากทั้งสองก็เป็นซูหยูรานเดินตามหลังมา
ก่อนขึ้นเวทีเธอแตะลิปสติกเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความมั่นใจ พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว จึงคล้องแขนหลิงโม่เฉินอย่างแนบชิด และก้าวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกัน
แต่ทันทีที่เธอขึ้นไปบนเวที แสงสปอตไลต์ก็ตกกระทบลงบนตัวเธอเต็มดวง
ด้านล่างเวทีก็พลันเงียบกริบลงในทันที
ซูหยูรานรู้สึกใจหวิวขึ้นมาทันที รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เริ่มจากริมฝีปากที่แสบร้อน แล้วตามมาด้วยแก้มที่ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ
เธอหันไปมองหลิงโม่เฉินอย่างตกใจลนลาน “โม่เฉิน เกิดอะไรขึ้น หน้าฉันมีอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร” หลิงโม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงจะแพ้นิดหน่อย ไม่ร้ายแรง เดี๋ยวผมให้คนไปเอายามาทาให้”
ซูหยูรานชะงักไปทันที
แพ้เหรอ?!
จะเป็นไปได้ยังไง!
ตามเหตุผลแล้ว คนที่ควรแพ้น่าจะเป็นซูชิงหยวนไม่ใช่เหรอ
แววตาเธอฉายแววชั่วร้ายวาบผ่าน
ต้องเป็นซูชิงหยวนแน่ ๆ เธอต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน
นังสารเลวคนนั้น เจ้าแผนการถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!
คุณอาจจะชอบ





