
ชาตินี้ไม่ขอเป็นสตรีต่ำช้า
ตอน 2
เช้าวันต่อมานางจึงได้รู้จากปากของอาเจินว่านางได้สารภาพทุกอย่างแล้วนั่นเป็นเพราะนางเมาจนขาดสติ
เกาเฟยอวี่จึงได้จับนางขังเอาไว้ในเรือนของตน เขาบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้เอง
แต่แล้วนางก็ได้รู้ว่าการจัดการของเขานั้นก็คือ การที่เขาจะพาคนมาจับนางถึงจวนและพานางไปยังลานประหาร
ทว่าก่อนวันที่ทางการจะส่งทหารมาจับนางและครอบครัว
ในคืนนั้นกลับมีคนของบิดามาพานางหนี คนผู้นั้นเก่งกาจยังสามารถหลบหลีกทหารเวรยามนั้นได้อย่างรวดเร็วและพานางไปหาครอบครัวเพื่อเร่งออกเดินทางไปนอกเมืองห้วยโจว
ในวันที่นางออกนอกเมืองนั้น นางร้องไห้แทบเป็นสายเลือด ทั้งยังทบทวนความผิดของตนเอง รู้สึกว่าที่ลงทุนมาทั้งหมดล้วนสูญเปล่า นอกจากจะไม่ได้รับสิ่งใดแล้วนางยังเสียทุกสิ่งไปทั้งหมดแล้ว
ซูลี่จูหนีออกมานอกเมืองได้สำเร็จแต่ไม่พบครอบครัวของตนเอง คนผู้นั้นบอกว่ายามนี้ทหารติดตามไม่ลดละ ท่านพ่อของนางจึงพาครอบครัวล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
คนผู้นั้นพานางมาซ่อนตัวที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งพร้อมกับสาวใช้นามอาเจิน จากนั้นเขาก็จากไปทิ้งนางและบ่าวรับใช้เอาไว้เผชิญชะตากรรมเพียงสองคน
“คุณหนูข้าจะไปติดตามหานายท่าน ท่านอยู่ที่นี่อย่าไปที่ใดรอข้านะขอรับ”
“เข้าใจแล้ว เจ้าระวังตัวด้วยนะ”
“ขอรับ”
อาเจินกับนางหลบซ่อนกันอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นนานถึงครึ่งปีโดยที่ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนางอีก และคนผู้นั้นก็ไม่โผล่หน้ามาแม้แต่ครั้งเดียว
ซูลี่จูคิดว่าบางทีเขาอาจจะตายไปแล้ว
แต่นางไม่กล้าหนีไปที่ใดด้วยความหวังว่าเขาจะติดต่อมา และพานางไปหาครอบครัวในที่สุด นางเฝ้ารอมานานหลายเดือนแต่คนที่มากลับเป็นทหารที่สืบเสาะข่าวจนพบว่านางอยู่ที่นี่
ในวันที่ทหารโผล่มานางและอาเจินจึงได้หลบหนีอีกครั้ง
ซูลี่จูได้ทำร้ายนายทหารผู้หนึ่งจนเขาหัวแตก ทหารผู้นั้นบันดาลโทสะจึงคิดสังหารนาง
เพื่อปกป้องซูลี่จูอาเจินได้กอดนางเอาไว้และยอมรับดาบที่ฟันลงมาแทนซูลี่จู
คำสุดท้ายที่อาเจินพูดก็คือ
“คุณหนูหนีไปเจ้าค่ะ”
“อาเจิน ไม่นะอาเจิน เจ้าอย่าตายนะ อาเจิน”
สาวใช้ที่ภักดีตายไปต่อหน้า เลือดไหลนองท่วมร่างของนางที่กอดอาเจินเอาไว้ ซูลี่จูเข่าอ่อนร่างกายสั่นสะท้าน นางไม่อาจหนีไปที่ใดได้อีกแล้ว
ทุกคนต้องตายเพราะนางเป็นต้นเหตุ!
ในที่สุดซูลี่จูก็ถูกจับกลับมาที่เมืองห้วยโจวโดยคนผู้นั้นมาจับนางด้วยตนเอง
ผู้ตรวจการเฉิงสือที่ไล่ล่านางมาตลอดหลายเดือน นางเห็นแววตาของเขา นางไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับเขามาก่อน แต่ดูเหมือนเขาจะชิงชังนางยิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อมาถึงห้วยโจว นางก็ได้รู้ว่าบิดาของอันผิงจือตายแล้ว ส่วนอันผิงจือนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นเช่นใด
นางไม่ได้พบทั้งอันผิงจือและเกาเฟยอวี่ นางได้พบครอบครัวแต่กลับไม่ได้พูดคุยกัน ทุกคนล้วนหนีไม่พ้นต่างถูกจับมัดมือมัดปากไม่เว้นแม้กระทั่งน้องฝาแฝดของนางที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น
บิดาของนาง มารดาของนางมองนางด้วยสายตาเศร้าหมอง น้ำตาของคนชราทั้งคู่ไหลออกมาเป็นสาย คล้ายจะบอกนางว่า
ขอโทษ
ซูลี่จูสะอื้นไห้ในลำคอ ความผิดนี้นางมีส่วนเกี่ยวข้อง หากนางมีสติและเตือนท่านพ่อ คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
หลังจากประกาศพระราชโองการประหารและเนรเทศ ซูลี่จูก็ถูกพาไปยังลานประหารพร้อมกับบิดาและมารดา
ซูลี่จูถูกทหารผลักอย่างแรงจนล้มลงยังถูกทหารคนนั้นลากแขนบอบบางของนางโดยไม่คิดออมแรงแม้แต่น้อย
“ลุกขึ้น อย่าสำออย คนชั่วเช่นเจ้าตายเช่นนี้นับว่ายังน้อยไป”
ในขณะที่ก้าวเดิน บัดนี้ตนเองถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยาม มันเจ็บปวดจนกระทั่งนางหวนคิดถึงเวลาที่นางเหยียดหยามผู้อื่น
“นั่นมิใช่อดีตฮูหยินท่านเจ้าเมืองหรือ”
“ใช่สิ นางชั่วช้าเลวทรามร่วมมือกับบิดาใส่ร้ายสกุลอัน ทำคนดี ๆ ตายไปหนึ่งคนทั้งยังทำให้สกุลอันเสื่อมเสียสมควรตายแล้ว”
“นางเคยเป็นสตรีที่ชื่อว่างามล่มเมือง ดูสภาพยามนี้สิผอมบางยิ่งกว่ากระดาษ ใบหน้าซูบผอมเหลือเพียงกระดูก หึ หากไม่ทำตัวต่ำช้าก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
“คนชั่วเช่นนาง ตายไปย่อมตกนรก”
ชาวบ้านล้วนซุบซิบนินทา ไม่มีผู้ใดเห็นใจนาง มีเพียงคำสาปแช่งเท่านั้น
ความเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดเช่นนี้ยามนี้นางรับรู้ทั้งหมดแล้ว
นางไม่ได้หวาดกลัวความตาย หลายเดือนที่หลบซ่อนทำให้นางเข้าใจถึงการกระทำที่ผ่านมา กระทั่งสุดท้ายนางก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัวทำให้อาเจินต้องมาตายอีก
หากมีโอกาสนางอยากจะขออ้อนวอนสวรรค์ให้นางได้แก้ตัวอีกสักครั้งด้วยเถิด
ซูลี่จูถูกจับยืนบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เบื้องหน้านางคือเชือกที่ผูกเงื่อนตายแขวนลงมาจากขื่อ ลำคอของนางกำลังถูกเชือกคล้องเอาไว้
เมื่อเห็นนางอยู่บนเก้าอี้ชาวบ้านหลายคนถึงกับส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
“ฆ่านาง ฆ่านางเสีย”
และยามนี้นางก็ได้พบกับบิดามารดาแล้ว ทว่ากลับเป็นการพบที่ทำให้นางหัวใจแทบแตกสลายด้วยพวกเขาก็กำลังยืนอยู่บนเก้าอี้เตรียมถูกแขวนคอเช่นกัน
บิดากับมารดาล้วนมองหน้านาง ด้วยทุกคนล้วนถูกปิดปากบัดนี้จึงได้แต่ส่งสายตาให้กันและกัน สายตาแห่งความสิ้นหวังและยอมรับความตายแต่โดยดี
ซูลี่จูร้องไห้หลั่งน้ำตาและกรีดร้องอยู่ในอก ทว่าน้ำตาของนางไหลลงมาถึงเพียงครึ่งแก้มเก้าอี้ที่นางยืนอยู่ก็ถูกดึงออกไป
ทันใดนั้นลำคอพลันถูกบีบรัดอย่างแรง นางดิ้นรนเมื่อถูกเชือกเส้นใหญ่กดทับเข้าไปในเนื้อขาว ด้วยสัญชาตญาณทำให้นางกระเสือกกระสนมือเท้าปัดป่ายไปทั่วโดยไร้ทิศทางกลางอากาศ
นางหายใจไม่ออก รู้สึกทรมานที่สุดในชีวิตจนคิดร้องขอความตาย
ให้ข้าตายเร็ว ๆ เถิด
และในยามนี้นางก็ได้ยินคำของคนผู้หนึ่งดังออกมาจากที่แสนไกล
“ซูลี่จูหากมีโอกาสกลับไป เจ้าจะเปลี่ยนหรือไม่”
เสียงนี้เบาบางยิ่งนัก ทว่านางกลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน นางไม่อาจพูดได้จึงได้แต่ตอบคำนี้ในใจ
‘เปลี่ยน ข้าจะเปลี่ยน ข้าจะเปลี่ยน’
และเสียงนั้นพลันหายไป ซูลี่จูยังดิ้นรนอย่างทรมาน แขนขากวัดแกว่งไร้ทิศทางกลางอากาศและดิ้นรนประดุจปลาที่ถูกทุบหัว
และแล้วหลังจากผ่านความทรมานที่แม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่แต่ซูลี่จูกลับรู้สึกว่าเนิ่นนานเกือบเท่าชีวิตของนาง ดวงตาคู่งามบัดนี้กลับมองเห็นแสงประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวมืดมนดุจค่ำคืนที่ไร้แสงดาว จากนั้นนางจึงมองเห็นลำแสงสีขาวอันริบหรี่จากที่แสนไกล
ความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหลังจากทรมานอย่างเหลือแสนและนางก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง
‘เจ้าจะเปลี่ยนหรือไม่...’
และแล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง
คุณอาจจะชอบ





