
ชาตินี้ไม่ขอเป็นสตรีต่ำช้า
ตอน 3
ซูลี่จูเบิกตาโพลง พร้อมกับอ้าปากกว้างเพื่อสูดลมเข้าสู่ร่างกายคล้ายคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตมา
ท่าทางตกใจของนางทำให้อาเจินสาวใช้ถึงกับผวามาหานางที่เตียง
“คุณหนูท่านเป็นอันใดหรือเจ้าคะ”
ซูลี่จูได้ยินเสียงของอาเจินอย่างชัดเจน นางมองไปรอบ ๆ บัดนี้นางกำลังอยู่ที่ใด นางตายแล้วหรือจึงได้พบกับอาเจินอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าคะ เป็นอะไรหรือไม่”
ซูลี่จูมองมือของตัวเอง นางมองหน้าของอาเจินไม่ชัดนัก ด้วยห้องนี้มืดเพียงนี้
“อาเจิน ที่นี่ที่ไหนหรือ”
อาเจินงงงวยยิ่งนัก
“จวนท่านเจ้าเมืองเจ้าค่ะ”
“มิใช่ยมโลกหรือ เจ้าเป็นคนดีไยจึงได้ตกนรกเหมือนข้า”
อาเจินทั้งงงงวยทั้งมีสีหน้าหวาดหวั่น
“คุณหนู ท่านยังไม่ตายนะเจ้าคะจะไปยมโลกได้อย่างไร อีกอย่างบ่าวก็ไม่อยากตกนรกเจ้าค่ะ”
ซูลี่จูเบิกตากว้าง นางจ้องหน้าอาเจินจากนั้นก็ดึงอาเจินเข้ามากอดด้วยความยินดี
“อาเจินข้ายังไม่ตายใช่หรือไม่”
อาเจินไม่คุ้นเคยกับสัมผัสนี้ของนาง ด้วยนับตั้งแต่เติบโตมาเคียงข้างคอยรับใช้มักจะถูกซูลี่จูใช้เป็นที่รองรับอารมณ์เสมอ
อาเจินตัวสั่นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ มิใช่ว่าคุณหนูของนางเกิดอาการเห็นภาพหลอนในฝันจนทำให้เป็นเช่นนี้หรอกนะ
เสียงของอาเจินในยามที่เอ่ยปลอบจึงสั่นโดยไม่อาจควบคุม
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านนั่งอยู่ข้างนอกตากฝนเช่นนั้นจนทำให้ล้มป่วย สุขภาพของท่านยังไม่ดี ตัวก็ยังร้อนเพราะไข้หวัดท่านนอนเถิดนะเจ้าคะ อย่าฝืนทนลุกขึ้นมาเลย”
ซูลี่จูขมวดคิ้ว ท่าทางสับสนยิ่งนัก ร่างกายของนางสั่นระริกเมื่อได้ยินอาเจินบอกว่านางยังไม่ตาย
“ขะ ข้ายังไม่ตายจริงหรือ”
อาเจินไม่กล้ามองหน้าคุณหนูตรง ๆ ริมฝีปากยังสั่นด้วยขลาดกลัว
“ยังไม่ตายเจ้าค่ะ”
ซูลี่จูจ้องนางเขม็ง ยิ่งทำให้อาเจินหวาดหวั่น
“อาเจิน ข้ายังไม่ตาย เจ้าก็ยังไม่ตายใช่หรือไม่ เจ้าถูกแทงตรงนี้ข้าเห็นกับตา อาเจินข้าเห็นกับตา ข้าทำให้เจ้าตาย”
ซูลี่จูกลืนน้ำลายลงคอ น้ำตาไหลพรากเอ่ยทั้งสะอื้น อาเจินถึงกับตื่นตะลึงในท่าทางประหลาดนี้ของนาง
หรือป่วยจนสติเพี้ยนไปแล้ว อาเจินขยับปากแทบไม่ออกเพราะหวาดกลัวว่าคุณหนูจะเป็นบ้า และลงมือแทงนางอย่างที่พูด
“อาเจิน เจ้าต้องตอบข้า ตอบข้ามา”
ถูกคุณหนูคาดคั้นอาเจินจึงรวบรวมความกล้า พูดกับซูลี่จูมากที่สุดในชีวิตของตนเอง
“บ่าวไม่ตายเจ้าค่ะ บ่าวสบายดีไม่ได้ถูกแทง ส่วนคุณหนูเพราะนั่งคุกเข่าขอความเห็นใจจากนายท่านทั้งยังตากฝนจึงได้ล้มป่วย อาการหนักไม่น้อยแต่ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ท่านหมอตรวจดูร่างกายท่านแล้ว เพียงแค่เป็นไข้หวัดดื่มยาไม่กี่เทียบก็หายเจ้าค่ะ คุณหนูท่านตัวร้อนยิ่งนัก นอนเถิดนะเจ้าคะ”
ซูลี่จูจับใบหน้าตนเอง และสำรวจร่างของอาเจิน ไร้รอยเลือด อาเจินไม่ได้ซูบผอมเหมือนที่ผ่านมา ส่วนนางก็ไม่ได้ผอมจนเหลือแต่กระดูกเพราะไม่มีอาหารดี ๆ ประทังชีวิต นางยังคงมีรูปร่างเช่นเดิมก่อนที่จะหนีไปที่นั่น
แต่นางไม่อยากเชื่อว่านางจะกลับมาจริง ๆ
“ละ...แล้วท่านพ่อท่านแม่ อีกทั้งน้องของข้าเล่าพวกเขาสบายดีหรือไม่ พวกเขาอยู่ที่ใด”
“ทุกคนยังสบายดีที่จวนสกุลซูเจ้าค่ะ”
“ไม่มีผู้ใดตายใช่หรือไม่ ท่านพ่อ ท่านแม่ข้า ยังสบายดีใช่หรือไม่”
“ไม่มีผู้ใดตายเจ้าค่ะ ทุกคนสบายดีเจ้าค่ะ มีเพียงคุณหนูที่ล้มป่วย ดังนั้นนอนเถิดนะเจ้าคะ”
อาเจินอยากจะพูดนักว่าอย่าเอาแต่เอ่ยถึงเรื่องความตาย คำพูดอัปมงคลเช่นนี้ไม่สมควรพูดส่งเดช แต่นางก็ได้แต่หุบปากนิ่ง นางย่อมไม่กล้าออกความคิดเห็นให้คุณหนูไม่พอใจ
ในสมองของซูลี่จูบัดนี้สับสนยิ่งนัก นางหวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านโดยละเอียด เรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงเสียยิ่งกว่าจริงแต่ไยยามนี้อาเจินจึงยังอยู่ที่นี่คนทุกคนก็ยังอยู่ที่นี่
“อาเจิน เจ้าบอกข้าวันนี้วันที่เท่าไหร่ ช่วงเวลาใด ข้าอายุเท่าไหร่”
อาเจินตอบคำแผ่วเบา
“คุณหนูวันนี้วันที่สาม เดือนสิบเอ็ดเจ้าค่ะ”
“วันที่สามเดือนสิบเอ็ด วันนี้มิใช่ว่าเป็นช่วงเวลาที่ข้าอยากพบหน้าเกาเฟยอวี่เพราะเขาเอาแต่หลบหน้าข้าหรือ ข้าไปตามเขาที่จวน นั่งคุกเข่าจนร่างกายเจ็บป่วยทั้งฝนตกหนักและในที่สุดข้าก็หมดสติ ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็ป่วยหนักแล้ว”
“เจ้าค่ะ คุณหนูกล่าวถูกต้อง นายท่านใจดำนัก คุณหนูคุกเข่าตากฝน ขอให้เขาเห็นใจอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดร่างกายทนไม่ไหวเลยล้มลงไปเช่นนั้น”
เวลานั้นอาเจินยังถูกซูลี่จูตบไปคราหนึ่ง เพราะนางเอาร่มไปให้คุณหนู คุณหนูอยากให้ตัวเองได้รับความสนใจจากนายท่าน จึงไม่ยอมรับความช่วยเหลืออันใดจากนาง แต่สุดท้ายนายท่านก็ไม่โผล่หน้าออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ข้ากลับมาวันนี้สินะ”
ซูลี่จูจ้องใบหน้าของสาวใช้ในความมืดเปลือกตาไม่ขยับเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนหุ่นปั้นไม้ตัวหนึ่ง
ซูลี่จูกลืนน้ำลายลงคอ และบัดนี้กลับรู้สึกปวดแสบร้อนที่ลำคอ คล้ายกับว่านางผ่านการถูกบดบี้และถูกรัดมาจนคอแทบขาด
ที่แท้เกิดอะไรขึ้น สวรรค์ให้โอกาสข้าจริงหรือ
“อาเจิน ตบหน้า...”
อาเจินได้ยินดังนั้นก็พลันยกมือขึ้นตบหน้าตนเองตามคำสั่งอย่างแรง
เพี๊ยะ!
“พอหรือไม่เจ้าคะ”
อาเจินตบตนเองแรงยิ่งนัก นางไม่รู้ว่าทำสิ่งใดผิดคุณหนูจึงได้ลุกขึ้นมาลงโทษกลางดึก แต่การทำโทษนางโดยไร้เหตุผลเพียงเพราะหงุดหงิดเล็กน้อย คุณหนูก็ลงมือมาเสมอ
ยามนี้นางตบตัวเองยังรู้สึกดีเสียกว่าถูกคุณหนูตบ
ซูลี่จูตกใจยิ่งนัก นางรีบจับมือของอาเจินเอาไว้
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ให้เจ้าตีตนเอง อาเจินข้าขอโทษ แต่เจ้าจะช่วยตบหน้าข้าได้หรือไม่”
นางย่อมรู้ว่าอาเจินกำลังตัวสั่น สตรีนางนี้กลายเป็นอาเจินคนเดิมก่อนที่จะเกิดเรื่องกับสกุลซูไปแล้ว
“คะ คุณหนู บ่าวไม่กล้า”
อาเจินยิ่งรู้สึกว่าซูลี่จูมีใจวิปริตผิดเพี้ยนขึ้นทุกวันแล้ว นางเป็นสตรีร้ายกาจที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้อย่างน่ากลัว
“ตบข้า อาเจิน ถ้าเจ้าไม่ตบ...”
อาเจินถูกเสียงของคุณหนูข่มขวัญ จึงได้ยกมือขึ้นแล้วฟาดเข้าไปที่แก้มของซูลี่จู แต่น้ำหนักมือเบายิ่งนัก
ซูลี่จูไม่ได้ล้อเล่น ในเมื่ออาเจินไม่ลงมือ นางจึงตบหน้าตนเองอย่างแรง
“โอ๊ย เจ็บ!”
“คุณหนู อย่าทำเช่นนี้เจ้าค่ะ เจ็บหรือไม่ ตีบ่าวแทนเถิดเจ้าค่ะ จะโกรธอันใดก็ตีบ่าวเถิด คุณหนูไม่สบายอยู่นะเจ้าคะ ตบตนเองแรงเช่นนั้นได้อย่างไร”
อาเจินเห็นซูลี่จูตบตนเองก็รู้สึกสงสาร นางถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาเพื่อปกป้องผู้เป็นนาย เป็นมือเป็นเท้าเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ และเป็นทุกอย่างให้ซูลี่จู ความเจ็บนางทนได้แต่เมื่อเห็นซูลี่จูเจ็บอาเจินกลับรู้สึกทนไม่ได้
ซูลี่จูร้องไห้จนสะอื้น นางปาดน้ำตาแล้วเอ่ยว่า
“อาเจิน คงมีเพียงเจ้าที่ดีกับข้าที่สุด ต่อไปข้าจะชดใช้ให้เจ้า จะดีต่อเจ้า จะไม่ทำร้ายเจ้าอีกและจะปกป้องเจ้าเอง”
“คุณหนูเจ้าคะ นอนลงนะเจ้าคะบ่าวจะไปหายามาทาให้ท่านเจ้าค่ะ”
ความเจ็บนี้ทำให้ซูลี่จูเข้าใจแล้ว ว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น นางได้โอกาสในการกลับมาอีกครั้ง คำอ้อนวอนก่อนตายของนางนั้นส่งผล สวรรค์จึงได้เมตตานางเช่นนี้
ซูลี่จูปล่อยให้อาเจินจุดตะเกียง ภายในห้องสว่างขึ้นมาโดยพลัน อาเจินเดินเข้ามาพร้อมกับยาในมือ นางคุกเข่าแทบเท้าของซูลี่จู แต่กลับถูกซูลี่จูดึงมือของนางขึ้นมาให้นั่งลงบนเตียง
ด้วยความเคยชิน คิดว่าตนเองจะถูกทำร้าย อาเจินจึงหลับตาพร้อมกัดฟันแน่น
ในชาติก่อนซูลี่จูมักจะเห็นภาพนี้จนชินตา ก่อนที่นางจะตกระกำลำบากทุกครั้งที่เห็นอาเจินทำเช่นนี้นางมักจะมีอารมณ์โมโหและตบตีอาเจินราวกับสตรีบ้าคลั่ง
ทว่าหลังจากหลบหนีไปพร้อมกัน อาเจินที่คอยปกป้องนางและไม่ทอดทิ้งนางไปที่ใด ทำให้ซูลี่จูกลับใจได้ในที่สุด
ซูลี่จูจับมือของอาเจินจากนั้นจึงสัมผัสใบหน้าเล็กของสาวใช้เบา ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบที่อาเจินไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต
“ข้าไม่ตีเจ้า ต่อไปจะไม่ตีเจ้าอีกแล้ว อาเจินอย่ากลัวข้าจะได้หรือไม่ ชีวิตของข้านอกจากเจ้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดอีก อาเจิน ข้าขอโทษทุกอย่างที่ผ่านมา เจ้าจะยกโทษให้ข้าได้หรือไม่”
“คะ คุณหนู ยะ ไย...”
หรือท่านหมอให้ยาผิด คุณหนูจึงกล่าวขอโทษนาง
“เจ้ามองข้าเถิด เห็นหรือไม่ว่าข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าเลยแม้แต่น้อย”
อาเจินค่อย ๆ ลืมตา ไม่มีการลงโทษ ไม่มีคำด่าหยาบคาย คุณหนูพูดจากับนางด้วยน้ำเสียงที่ดียิ่งนัก ดีจนอาเจินยิ่งหวาดกลัว
ซูลี่จูยิ้มอ่อนหวาน
“อาเจิน โปรดเชื่อคุณหนูของเจ้าสักครั้งได้หรือไม่”
ถึงจะหวาดระแวง แต่นิสัยของอาเจินก็คือทุกอย่างล้วนตามใจซูลี่จู ในที่สุดนางก็ฝืนยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“เจ้าค่ะ”
“นั่งลงตรงนี้ ข้าง ๆ ข้า ต่อไปเจ้าไม่ต้องคุกเข่าให้ข้าอีกเข้าใจหรือไม่”
ซูลี่จูยังคงเห็นความหวาดระแวงในแววตาของสาวใช้ แต่เอาเถิดนางจะค่อย ๆ ใช้เวลาเยียวยาทุกอย่างที่ผ่านมา ชาตินี้นางไม่มีทางทำผิดซ้ำสองอีกเป็นแน่
อาเจินช่วยซูลี่จูทายา และซูลี่จูก็ช่วยทายาที่แก้มของนางให้เช่นกัน
อาเจินเห็นท่าทางอ่อนโยนเช่นนั้นของซูลี่จู จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากถามนาง
“คุณหนู ท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”
ซูลี่จูชะงักมือเล็กน้อย ก่อนที่จะทายาให้อาเจินต่อ จากนั้นจึงเอ่ยว่า
“อือ ข้าฝันร้ายอาเจินข้าฝันร้าย เป็นฝันที่น่ากลัวเหลือเกิน น่ากลัวจนข้าคิดว่าข้าตายไปแล้วจริง ๆ”
หัวใจของซูลี่จูบัดนี้เต้นแรงยิ่งนัก นางทั้งดีใจทั้งตื่นเต้นที่ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง
ขอให้เป็นเพียงฝันจริง ๆ เถิด
“อาเจินข้ากอดเจ้าอีกได้หรือไม่”
อาเจินมองใบหน้างามของนายหญิงของตนเอง ดวงตาคู่งามคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
อาเจินยิ่งสงสัยในท่าทางของซูลี่จู โดยปกติแล้วนายของนางผู้นี้เป็นคนเย่อหยิ่งและถือตัว ทว่าวันนี้ถึงกับดึงบ่าวรับใช้เช่นนางไปกอดในอ้อมแขน
ซูลี่จูร้องไห้ อาเจินปล่อยให้นางร้องจนหยุดไปเอง ซูลี่จูมองหน้าอาเจิน คล้ายกับว่าเพิ่งได้พบหน้ากันคราแรกหลังจากที่พลัดพรากมาเนิ่นนาน
ประหลาดยิ่ง อาเจินจึงตัดสินใจเอ่ยถาม
"คุณหนูท่านคงเสียใจที่นายท่านไม่สนใจใช่หรือไม่เจ้าคะ นายท่านก็เป็นเช่นนั้นเฉยชาและไม่สนใจคุณหนูเลย อย่าทำร้ายตนเองเพื่อนายท่านอีกเลยนะเจ้าคะ ไม่คุ้มเลยสักนิด”
ซูลี่จูยิ้มเศร้าสร้อย นางย่อมจำได้วันนี้เกาเฟยอวี่มีปากเสียงกับนางเรื่องที่นางคอยตามตอแยเขาไม่เว้นวันจนเขาหาความสงบไม่ได้ ด้วยนางหึงเขาจนหน้ามืดตามัวและคิดว่าเพราะอันผิงจือที่ทำให้เกาเฟยอวี่เป็นเช่นนี้
เขาปิดประตูไม่ยอมพบหน้านาง ส่วนนางก็ไม่ยอมขยับด้วยใจหนึ่งดื้อรั้นอีกใจหนึ่งคิดจะทำให้เขาเห็นใจนางบ้าง กระทั่งฝนตกลงมาอย่างหนัก ซูลี่จูก็ยังยืนนิ่ง
นางคิดไปเองว่า เขาคงไม่ปล่อยให้นางตากฝนอยู่เช่นนี้กระมัง เขาจะหันมาสนใจนางบ้างถ้านางลำบากเพราะเขา แต่เขาก็คือเขาคนที่ไม่สนใจและไม่เหลียวแลคนเดิม
ซูลี่จูหมดสติไปหลายวัน และบัดนี้นางก็ฟื้นแล้วทว่าช่วงเวลาที่นางหลับลึกนั้นในอีกโลกหนึ่งชีวิตอันเลวร้ายของนางยังดำเนินต่อไป
นางก้มมองมือของตนเองที่ยังเนียนนุ่มด้วยไม่เคยจับต้องสิ่งใดเลยสักหน ทว่าชีวิตบั้นปลายของชาติที่แล้วมือนี้หยาบกร้าน นางต้องหลบหนีคนจากทางการ ใช้มือนี้ขุดหาหัวมันเพื่อเอามาเผากิน ประทังชีวิตด้วยการนอนอยู่ในที่เย็นและสกปรกร่วมกับอาเจินผู้แสนดี
“ข้าได้กลับมาอีกครั้ง ข้าจะไม่ทำพลาดอีกแล้ว ส่วนเขาจะทำสิ่งใดข้ายอมหลีกทางให้ทั้งหมด”
อาเจินคิดว่าในความฝันนั้นคงน่ากลัวไม่น้อย แต่จะน่ากลัวเพียงพอที่จะทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนนิสัยได้หรือ
“คุณหนู นอนนะเจ้าคะ ท่านเหมือนจะตัวร้อนกว่าเดิมแล้ว บ่าวจะเช็ดตัวให้ท่านเจ้าค่ะ”
ซูลี่จูยิ้มอย่างอบอุ่นครานี้อาเจินสามารถรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนของนางแล้ว นางจับมือของอาเจินเอาไว้
“อาเจิน เจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ต้องเช็ดตัวแล้ว ข้าไม่เป็นอะไร ข้าเพียงแต่อยากจะอยู่กับเจ้า ให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เจ้ายังอยู่ตรงนี้จริง ๆ”
อาเจินมองนางนิ่ง ความสงสัยล้นพ้นอยู่ในอก
หรือว่าคุณหนูหลังจากล้มป่วยวิญญาณจะออกจากร่างแล้วมีเทพเซียนมาเข้าร่างนี้แทน
ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งแล้ว
ทันใดนั้นซูลี่จูก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ลำคอ ซูลี่จูไอแหบแห้งออกมาจากนั้นจึงยกมือขึ้นจับลำคอของตนเอง
อาเจินมองตามและบัดนี้นางก็ตกใจยิ่งนัก
“คุณหนูเจ้าคะ ลำคอของท่านไยจึงได้แดงน่ากลัวเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้น ยังคล้ายกับถูกเชือกรัดมาเช่นนี้”
ซูลี่จูเบิกตากว้าง
“จริงหรือ”
“เจ้าค่ะ”
นางลุกพรวดขึ้นมาแล้วผวาไปที่หน้ากระจกอย่างรวดเร็ว และภาพที่นางเห็นในยามนี้ล้วนเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
นางลูบลำคอที่ยังรู้สึกเจ็บแสบพร้อมกับรอยแผลนั่นเบา ๆ
“อาเจิน ข้าแน่ใจแล้วเรื่องทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ความฝันแม้แต่น้อย”
“คุณหนูรอยยาวเช่นนี้คงเจ็บปวดไม่น้อย เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
ซูลี่จูเอ่ยว่า
“เจ้าอย่ารู้เลย ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังเท่าใด อาเจินอย่าถามข้าอีก”
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
แม้จะสงสัยกับรอยแดงรอบลำคอขาวของซูลี่จู อาเจินก็ไม่เอ่ยปากถามคำใดอีก แม้ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่ารอยนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เพราะที่ผ่านมานางถูกสอนมาให้เชื่อฟังและห้ามปากมากอาเจินจึงได้หุบปากเสียสนิท
“บ่าวจะทาขี้ผึ้งให้ท่านนะเจ้าคะ หรือจะให้บ่าวไปตามท่านหมอ รอยแผลนี้แม้จะไม่ลึกเท่าใดแต่อาจทิ้งแผลเป็นให้ท่าน”
อาเจินเอ่ยด้วยความรู้สึกห่วงใย หากเป็นเมื่อก่อนซูลี่จูคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้วเผลอ ๆ ยังกังวลจนลงมือตบตีนางอีกทว่าครานี้นางกลับดูสงบยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเพราะแผลเป็นสำหรับสตรีนั้นเปรียบประดุจตราบาปที่ประทับอยู่ในร่างกาย
“รอบ่าวสักครู่นะเจ้าคะ บ่าวจะดูว่ามีขี้ผึ้งทาแผลหรือไม่”
อาเจินลุกขึ้นไปค้นหาขี้ผึ้งในกล่องยาอย่างกังวล
“อยู่นี่เอง คุณหนูเจอแล้วเจ้าค่ะ”
อาเจินกลับมาก็พบว่าซูลี่จูกำลังนั่งเหม่อลอยนิ้วเรียวยังคงลูบไล้ลำคอของตนเองแผ่วเบาเช่นเคย
“คุณหนูบ่าวทาขี้ผึ้งให้เจ้าค่ะ”
ซูลี่จูนั่งนิ่งคล้ายรูปปั้นรูปหนึ่ง โดยไม่ขยับแม้แต่น้อย นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยากคาดเดา ไม่อาจรู้ได้ว่าบัดนี้นางกำลังคิดสิ่งใดกันแน่
ความรู้สึกของอาเจินในยามนี้ดูจะผ่อนคลายลงไม่น้อย ซูลี่จูไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ทั้งสีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปราวกับสตรีที่ผ่านโลกมาถึงบั้นปลายชีวิต
เพียงแค่ตากฝนจนล้มป่วยเพื่อเรียกร้องให้สามีที่ไม่ไยดีสงสาร ก็ทำให้คุณหนูเปลี่ยนไปเพียงนี้หรือ
หรือว่าคุณหนูจะเจ็บช้ำน้ำใจจนสติของนางได้เพี้ยนไปแล้ว
กระทั่งซูลี่จูเอ่ยคำที่ทำให้อาเจินตกตะลึง
“อาเจินพวกเรากลับบ้านกันเถิด ต่อไปพวกเราจะใช้ชีวิตให้ดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนสกุลเกาอีก ข้าไม่ชอบเขาแล้วไม่อาจชอบได้อีกต่อไป ข้าจะขอหย่ากับเขาในวันพรุ่งนี้”
“คุณหนู! ทะท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
ซูลี่จูแย้มเย็น สายตามุ่งมั่นแน่วแน่
“ข้าจะหย่ากับเขา ชาตินี้จะไม่ข้องแวะกับเขาอีก ส่วนพวกเราก็มาใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขเถิดนะ”
คุณอาจจะชอบ





