ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ครูสาวสอนสวาท

ครูสาวสอนสวาท

ทิพย์นรีต้องชดใช้ความผิดจากกฎจราจรด้วยการเป็นจิตอาสาในถิ่นห่างไกลความเจริญ ซึ่งนำพาเธอไปสัมผัสกับโลกที่คาดไม่ถึง วัฒนธรรมลึกลับและแรงดึงดูดทางกายกระตุ้นให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบมาตลอด 25 ปีต้องเต้นรัวด้วยความสยิวซ่าน เธอถูกดึงเข้าสู่วังวนแห่งความดิบเถื่อนที่ผสมผสานความทรมานเข้ากับความต้องการอันเร่าร้อน โดยมีชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งเป็นครูผู้สอนบทเรียนกระสันกลางป่าเขา ประสบการณ์กึ่งสวรรค์กึ่งนรกครั้งนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่ตราตรึงและไม่มีวันลบเลือนไปจากใจเธอ
ตอน
แชร์

ตอน 2

หลังสำรวจจนทั่วบ้านทั้งหลัง มีห้องน้ำที่ถือว่าพอดูได้สำหรับบ้านเก่าๆ ไกลความเจริญ แม้จะห่างกับความสะดวกสบายที่ทิพย์นรีได้รับมาตั้งแต่เกิด

“เวลาอาบน้ำ เราอาบน้ำกันที่ไหนเหรอ?”

หญิงสาวเอ่ยถามแม่สาวหน้าใสที่ยังรีๆ รอๆ อยู่หน้าบ้าน

มะแดยิ้มกว้าง ชี้มือไปทางด้านหลัง ตรงดงไม้หน้าทึบ

“มีลำธารอยู่ตรงนั้นค่ะครู”

“ที่นี่มีร้านขายของไหม?” ทิพย์นรีถามต่อ เธอต้องการอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องน้ำ และผงซักฟอกสำหรับซักมุ้งสีคล้ำๆ นั่น

“มีจ้ะ มีร้านค้าของหมู่บ้านอยู่เลยบ้านครูไปประมาณ200เมตร” มันก็ไม่ไกลนัก หากการเดินทางในหมู่บ้านต้องใช้สองเท้าที่มี

“อืม พาฉันไปหน่อยสิ เดี๋ยวเลี้ยงน้ำแก้เหนื่อย”

มะแดช่วยงานที่ออกแรงทั้งหมด ผ่อนแรงทิพย์นรีได้เยอะ เธอเลยอยากตอบแทน

เด็กสาวไม่ได้ค้าน หล่อนเดินนำหน้า ทิพย์นรีจึงรีบฉวยกระเป๋าสตางค์ เดินตามไปติดๆ

เรื่องมันเกิดขึ้นริมลำธาร

เธอได้ของที่ต้องการมาเกือบครบ เพราะเท่าที่มีก็กวาดซื้อมาเกือบหมด จนแม่ค้ายิ้มหน้าบาน ไม่ว่าจะแปรงขัดส้วม รวมถึงน้ำยาทำความสะอาด

“นึกว่าจะขายไม่ได้ ซื้อมาหลายเดือนแล้ว” เสียงบ่นของแม่ค้าที่เป็นชาวเขาเช่นเดียวกัน

ทิพย์นรีขมวดคิ้ว หากไม่ใช้น้ำยาทำความสะอาด คนเหล่านี้ใช้อะไรล้างห้องน้ำ

“ส่วนมาก คนที่นี่ไม่นิยมใช้ห้องน้ำกันค่ะ” มะแดกระซิบบอก เธอเลยถึงบางอ้อ ความเจริญกับส่วนข้าราชการคงยังเข้ามาไม่ถึง คนสวนใหญ่เลยยังไม่รู้จักวิธีรักษาความสะอาด

“บ้านมะแดมีส้วมไหม?”

เด็กหญิงพยักหน้ารัวๆ “พี่ห้าวมาช่วยทำให้พ่อจ้ะ มีบ้านหลายหลังที่มีส้วมแล้ว แต่ก็มีอีกหลายหลังเหมือนกันที่ไม่สนใจที่จะทำส้วมในบ้าน”

ทิพย์นรีสะดุดใจนิดๆ คนชื่อห้าวคือใคร? ทำไมเขาถึงรู้จักเรื่องสาธารณสุขพื้นฐาน

คำตอบตามมาไม่นาน “พี่ห้าวเป็นคนดอยเหมือนมะแดจ้ะ แต่พี่ห้าวไปเรียนในเมือง ตอนนี้ทำสวนสตรอว์เบอรี่อยู่ที่นี่ พี่ห้าวสอนให้คนดอยรู้เรื่องการรักษาความสะอาด สอนในหลายๆ เรื่องแต่ไม่ยอมมาเป็นครู”

ทิพย์นรีพยักหน้าเข้าใจ คนชื่อห้าวเคยใช้ชีวิตในเมือง เขาเลยมีความรู้ และพยายามพัฒนาพื้นฐานความรู้ให้คนบ้านเดียวกัน ...นับว่าเป็นคนรักถิ่นเกิดไม่น้อย

“มะแดจะกลับก่อนก็ได้นะ ฉันจะไปซักมุ้ง”

หลายชั่วโมงที่มะแดขลุกอยู่กับเธอ แม้จะซื้อน้ำกับขนมตอบแทน ทิพย์นรีก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ

“มะแดจะไปช่วยครูซักมุ้งจ้ะ”

เด็กสาวตอบประสาซื่อ...ไม่ได้เรียนหนังสือ เมื่อมีครูมาอยู่ด้วย มะแดก็อยากให้ครูอยู่นานๆ

ทางเดินเป็นทางดินสีน้ำตาลอ่อน มีต้นไม้สูงท่วมหัวปกคลุมตลอดทาง อากาศยังคงความเย็นแม้พระอาทิตย์จะขึ้นตรงศรีษะ แดดเปรี้ยงๆ ส่องลอดใบไม้มาแค่เพียงรำไร

“ว้าว!” สาวเมืองกรุงอุทานเสียงแหลม

เมื่อมองเห็นลำธารขนาดใหญ่แหล่งน้ำที่คนทั้งหมู่บ้านใช้สอย ต้นน้ำคงมาจากภูเขาลูกใหญ่ที่มองเห็นรางๆ น้ำสะอาดและเย็นฉ่ำ จนคนขี้ร้อนอย่างทิพย์นรีนึกชอบในใจ

“สวยจังเลย...”

เธอครางเบาๆ หลังหย่อนก้นนั่งบนชะง่อนหินริมน้ำ วักน้ำใสใสขึ้นมาลูบหน้า

มะแดยิ้มจนตาหยี รีบฉวยกะมังพลาสติกตักน้ำในลำธารขึ้นมาตั้งไว้บนชะง่อนหิน เด็กสาวลงมือซักมุ้งสีคล้ำอย่างขมักเขม่น ปล่อยให้ครูสาวได้สำรวจรอบตัวตามความต้องการ

“พี่ห้าว ทำอะไรอะ?”

เสียงใสใสของมะแดดึงทิพย์นรีออกมาจากการมองน้ำใส

หญิงสาวทอดสายตามองเงาตะคุ่มๆ ห่างไปประมาณ400เมตรด้วยความสนใจ

ชายตัวใหญ่เปลือยแผงอกล่ำๆ กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ตรงนั้น เขาโผเข้ามาหาหลังทำอะไรบางอย่างเสร็จ

“เราล่ะมาทำอะไร พี่มาเก็บลอบที่วางไว้เมื่อคืน”

ชายคนนั้นถามกลับ เขายกอุปกรณ์หาปลาขึ้นประกอบคำพูด พร้อมกับชำเรืองมองทิพย์นรีแต่กลับไม่เอ่ยปากถาม

“ขยันจังพี่ห้าว...นี่ครูคนใหม่ เพิ่งมาถึงเมื่อเช้าจ้ะ”

มะแดแนะนำทิพย์นรีให้รู้จักกับคนแปลกหน้า

“อ้อ...มาอยู่กี่วันล่ะคราวนี้”

มันเป็นแค่ศูนย์ฝึกการเรียน ไม่ใช่โรงเรียนเลยไม่มีครูมาประจำ นานๆ ทางการจะส่งใครสักคนมา แต่ก็ไม่ได้ยืดยาว เดือน 2เดือน หรืออาจสั้นกว่านั้น

“15วัน” บทลงโทษของเธอมีแค่นั้น กับการเป็นจิตอาสา

“สั้นจัง เด็กจะได้เรียนเป็นชิ้นเป็นอันอะไร!!”

มันเหมือนคำตำหนิ แต่ทิพย์นรีไม่สนใจ

สำหรับคนพื้นที่มันอาจจะเป็นเวลาสั้นๆ แต่สำหรับคนไกลอย่างเธอ มันยาวนานแทบทนไม่ไหวทีเดียว

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย Bad Friend เผลอใจรักเพื่อนร้าย
7.8
เมื่อนทีเพื่อนในกลุ่มของคีย์หนุ่มวิศวะปีหนึ่งเริ่มเดินหน้าจีบไผ่หลิวเพื่อนสนิทของพริมโรสสาวสวยคณะบริหาร ทำให้ทั้งสองกลุ่มกลายเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในยามที่พริมโรสต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย คีย์มักจะเป็นคนที่คอยก้าวออกมาปกป้องและช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ความห่วงใยที่เกิดขึ้นท่ามกลางมิตรภาพระหว่างเขากับเธอและเพื่อนอย่างมะตูมกับไผ่หลิว จึงค่อยๆ พัฒนาจากความผูกพันแบบเพื่อนจนกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้งในฐานะแฟน
หน้าปกนวนิยาย นิยายรักฉบับสาวคลับ S
9.6
นิรัติศัย&นันทภัค “ปล่อยนะ” เธอสะบัดแขนสุดแรง ถอยหลังสองสามก้าว มองหน้าเขานิ่ง “ฉันไม่อยู่กับคุณแล้ว เชิญคุณไปอยู่กับผู้หญิงของคุณตามสบายเลย อยากไปอยู่กับใครก็เชิญ” พูดจบก็ก้มตัวลงหยิบกระเป๋าขึ้นมา กำลังจะนำมันไปวางบนเตียง แต่ก็ถูกเขากระชากกลับไป แล้วโยนไปมุมห้อง “เธอจะไปไหนไม่ได้ถ้าฉันไม่ให้ไป” นิรัติศัยเสียงเข้มใส่ ในใจรู้สึกโหวงหวิวเมื่อได้ยินนันทภัคพูดว่า จะไปจากเขา “คุณมันเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง คุณไม่นึกถึงใจฉันเลย ไม่เคยเลย...ฮือ” นันทภัคตะเบ็งเสียงใส่สามีที่ยืนอึ้งกับคำพูดที่รับรู้ได้ว่า นันท์ภัคเจ็บปวดมากแค่ไหน น้ำตาสาวเป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงออกถึงความปวดร้าวในจิตใจ “นัน...ฉัน” หนุ่มตี๋พูดไม่ออก มันตื้อไปหมด “ฉันทำตามข้อตกลงที่คุณกำหนดทุกอย่าง ฉันอดทนมาตลอด ต้องทนรับรู้ว่าผัวตัวเองนอนกับผู้หญิงคนอื่น แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่อดทน แต่คุณ คุณกลับไม่รู้สึกรู้สากับการกระทำของตัวเอง มีความสุขในแบบที่คุณชอบ คุณบอกฉันเองว่าจะไม่ให้ผู้หญิงของคุณมายุ่งเกี่ยวกับฉัน ในเมื่อมีมาแสดงตัวว่าเป็นเมียและแม่ของลูก ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป ถือว่าข้อตกลงของเราจบลงแค่นี้ ถ้าคุณพร้อมหย่าเมื่อไหร่บอกฉันก็แล้วกัน ฉันจะรอคำตอบจากคุณอยู่ที่บ้านของฉัน” นันทภัคบอกคนที่ยืนอึ้งเสียงเด็ดเดี่ยว อาศัยจังหวะที่เขายืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกเดินไปหยิบกระเป๋า ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไปทันทีที่พูดจบ .................................................................................................................. หัสดิน&อารยา “รักจัง รักที่สุดเลย” เขาจูบซ้ำๆ บนกลีบปากค่อนข้างบวมเจ่อจากการจุมพิตยาวนาน “รักเหมือนกันค่ะ” เธอจุมพิตปากเขาบ้าง ซบหน้าลงบนบ่าแข็งแรง มือเล็กลูบแก้มเขาแผ่วเบา เรื่อยไปจนถึงใบหูใช้ปลายเล็บจิกลงบนติ่งหูเบาๆ เงยหน้าหอมลำคอหัสดิน ทุกสัมผัสของอารยาทำให้ร่างหนาสั่น หลับตาลงราวกับข่มความรู้สึก “อย่าซนสิครับ จะทนไม่ไหวแล้วนะ” เขาหลับตาพูด อารยาเงยหน้ามองคนรักแล้วยิ้ม “ทนอะไรไม่ไหวคะ เปิ้ลไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” สาวเจ้าไม่หยุดยั่ว ลูบต้นคอเขาด้วยปลายเล็บ กรีดลงมาตามลำคอถึงสาบเสื้อ จูบคอเขาอีกครั้ง ขยับสูงสู่แก้มขาว คราวนี้เขาสั่นมากขึ้น อารมณ์รัญจวนพล่านไปหมด “ยั่วดีนัก เดี๋ยวจะโดนดี” หัสดินพูดจบ อารยาดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที “เปิ้ลไปทำงานก่อนนะคะ” พูดจบก็รีบเดินออกจากห้อง เหลียวมองชายร่างโตที่นั่งพ่นลมหายใจด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆ “ยั่วเก่งจริงๆ พับผ่าสิวะ กูจะทนได้สักกี่ครั้งวะ” เขาพูดกับตัวเอง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามร่างสวยด้วยอารมณ์สวาทที่ยังคั่งค้าง หัสดินคิดว่า หากเธอยั่วเช่นนี้บ่อยๆ มีหวังเขาตบะแตก จับเธอปล้ำทำเมียสักวันแน่ๆ ‘กูจะรอดถึงวันแต่งงานไหมเนี่ย’ นั่นสิจะรอดไหม... ....................................................................................................... กันต์ธีร์&เบญญาภา “จ๋ากลัว” เป็นความกลัวที่ฝังใจ แม้ว่าจุมพิตของเขาทำให้ใจเธอเตลิด หลงอยู่ในวังวนสิเน่หา ทว่าประสบการณ์ทางเพศที่ไม่น่าจดจำ มันตอกย้ำในอก ภาพสบโชคกระทำรุนแรง ป่าเถื่อนกับตน ไม่เคยลืมเลือน “ไม่ต้องกลัวครับ ผมจะทำให้จ๋าเห็นว่า ความรักและเซ็กซ์ของเราสวยงาม เชื่อผมนะครับ” เบญญาภากล้าๆ กลัวๆ เธอรู้สึกได้ด้วยหัวใจตัวเองว่า กันต์ธีร์ไม่เหมือนสบโชค ชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีวันทำให้ตนเจ็บปวดหรือเสียใจ มีแต่สร้างความสุขให้ในทุกๆ วัน ทว่าอดีตที่ตามหลอกหลอน และไม่เคยห่างหายไปจากห้วงความทรงจำ ทำให้เธอใจไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านความรู้สึกนั้น แต่ถ้าไม่กล้าก็ต้องกลัวอยู่อย่างนี้ เธอต้องชนะความกลัวด้วยความไม่กลัว ดังเช่นสำนวนที่ว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ใช่...เบญญาภาต้องผ่านไปให้ได้ เธอจะได้หลุดพ้นจากความปวดร้าวที่รัดรึงหัวใจ “มันสวยงามจริงหรือคะ” เป็นคำถามของคนขี้กลัว ที่เรียกรอยยิ้มให้คนถูกถาม “จริงสิครับ มันสวยงามจนจ๋าต้องติดใจ ผมจะจูงมือจ๋าไปตลอดเส้นทางนั้น จ๋าจะได้รู้ด้วยตัวเองว่า มันมีความสุขมากแค่ไหน” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ย จูบกลีบปากเธอแผ่วเบา “ผมจะพาจ๋าไปสวรรค์ชั้นเจ็ด รับรองว่าจ๋าไม่อยากลงมาเหยียบพื้นดิน อยากอยู่บนนั้นทั้งวันทั้งคืน” เธอแก้มแดง ร้อนไปทั้งตัว ยิ้มเขินให้ชายหนุ่มที่เริ่มลงมือจูงเบญญาภาไปย่ำเยือนสวรรค์ด้วยการจูบ รสสัมผัสที่จะกระตุ้นความปรารถนาให้คุกรุ่นในกาย กันต์ธีร์อ่อนโยนและนุ่มนวล ทุกสัมผัสของเขาคือการทะนุถนอม ฝ่ามือใหญ่ที่กำลังสำรวจไปทั่วเรือนกายสาวไม่ผลีผลาม เขาอยากให้เธอซึมซับรสชาติของเซ็กซ์เข้าไปในหัวใจทีละน้อย
หน้าปกนวนิยาย ปรารถนารัก ภรรยาไร้ราคา
9.8
ความสัมพันธ์ที่ดีในวัยเด็กระหว่าง กรรวี และ อคิน เป็นอันต้องจบลง เมื่อเธอดันเป็นต้นเหตุทำให้ภรรยาและลูกของเขาต้องตาย แม้เธอจะทำดีสักแค่ไหน ก็ไม่อาจลบล้างความเกลียดชังที่เขามีต่อเธอได้... “ทำไมต้องปิดบังเกรซด้วย ฮื้อ ๆ” “หึ! คงรู้แล้วใช่ไหม” เสียงทุ้มกล่าวอย่างเยือกเย็น “ฮึก ฮื้อ เกรซขอโทษ” “มันสายไปแล้ว!! ต่อให้เธอขอโทษสักหมื่นครั้ง แอนนี่คงไม่มีทางฟื้นขึ้นมา” เขายิ่งเพิ่มแรงบีบใบหน้างาม “แล้วจะให้เกรซทำอย่างไร ถ้าจะแค้นเกรซขนาดนี้ ฆ่าให้ตายเถอะ” “ความตายสำหรับเธอมันง่ายเกินไป!!” อคินยอมปล่อยมือออกจากใบหน้างาม ลุกขึ้นหันหลังออกจากห้องไม่อยากจะมองคราบน้ำตาบนใบหน้าหญิงสาว กลัวจะใจอ่อน “เกรซต้องทำอย่างไรพี่คินถึงจะยอมให้อภัย” เธอวิ่งไปกอดเขาจากด้านหลัง ใบหน้าแนบชิดหลังแกร่ง ความอบอุ่นจากการโดนคนตัวเล็กกอด แทบจะทำให้เขาใจอ่อน มือหนาแกะแขนเรียวออกจากร่างกายตนเอง หันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว พร้อมจับไหล่มนทั้งสองข้างของเธอ “เธอไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพราะฉันจะทรมานให้เธอเจ็บปวดจนทนไม่ไหว อีกอย่างฉันบอกหลายรอบแล้วใช่ไหมว่าอย่าเรียกเหมือนสนิทกัน จำใส่สมอง!!” มือหนาผลักกรรวีอย่างแรงจนล้มลง ศีรษะกระแทกกับพื้นห้อง
หน้าปกนวนิยาย แรงแค้นจิตรกร : รักที่ได้รับการไถ่ถอน
8.2
อลินต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมในงานแต่งงานครั้งที่สาม เมื่อเดมอนคู่หมั้นของเธอเลือกปกป้องไอรินและทำร้ายเธออย่างทารุณท่ามกลางสายฝน หลังจากถูกทำลายทั้งร่างกายและอาชีพจิตรกรจนดับวูบ อลินที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในป่าลึกตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาครอบครัวและธุรกิจเอาไว้ เธอติดต่อบุคคลลึกลับในต่างแดนเพื่อทำข้อตกลงแต่งงานแลกกับการโอนทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย พร้อมเตรียมตัวหนีไปจากขุมนรกนี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และรับการไถ่ถอนจากความแค้นที่ฝังลึก
หน้าปกนวนิยาย ความทรงจำสีจางกับศาสตราจารย์ที่รัก
8.7
ในเมื่อความปรารถนาสูงสุดของอีกฝ่ายไม่ใช่ครอบครัว เธอจึงกลายเป็นคนที่เขาอยากเขี่ยทิ้งไปให้พ้นตัว เหตุผลที่เขาก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ ใช้ถ้อยคำหวานหลอกล่อจนหญิงสาวตายใจ ในที่สุดเธอก็ได้ตัดสินใจแต่งานกับเขาอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ท้ายที่สุดแล้วความจริงก็ปรากฏขึ้น เพราะปรเมศเข้าใจผิด คิดว่าเขมิกาคือสาเหตุที่ทำให้ผู้เป็นมารดาของเขาต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้เอ่ยคำบอกลา “เขมท้อง!” หญิงสาวตัดสินใจพูดเรื่องทารกน้อยในครรภ์ เพราะลึก ๆ แล้วยังแอบหวังที่จะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา อารมณ์ของเขมมิกาแปรปรวน เธอเองไม่อาจควบคุมได้ บางทีก็คิดอยากอยู่ประเดี๋ยวก็อยากไป “กี่เดือน” “หกสัปดาห์แล้วค่ะ” “เด็กคนนี้เป็นลูกของใคร” “คุณปรเมศ!” เขมมิการู้สึกผิดหวังในตัวชายหนุ่ม เขาไม่ควรตั้งคำถามนี้กับเธอ “เอาเด็กนั่นออกซะ! นี่คือเงินที่ผมจะจ่ายให้กับคุณ นับจากนี้ไปเราสองคนเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสำหรับกัน” “คุณคิดดีแล้วใช่ไหมคะ” “ผมไม่เคยลังเลที่อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้เลยสักนิด” คำตอบที่ได้ทำเอาหญิงสาวพูดไม่ออก มันจุกในอกเสียจนเธอแทบเสียสติ แต่ก็กลับมาได้เพราะทารกน้อย เธอต้องปกป้องเด็กคนนี้ให้ถึงที่สุด ปรเมศจะต้องเสียใจกับถ้อยคำที่เขาพูดกับเธอในวันนี้
หน้าปกนวนิยาย ห้ามรักน้องสาวคนโปรด
9.2
เมื่อพ่อแต่งงานใหม่และพาภรรยาพร้อมลูกสาวฝาแฝดเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน พี่ชายอย่างเขาจึงได้พบกับสองสาวที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนวุ่นวาย ความน่ารักและท่าทางอ่อนแอของพวกเธอปลุกปั่นความรู้สึกอยากกลั่นแกล้งและครอบครองให้พุ่งพล่าน จนนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบสามคนที่สุดแสนจะอันตรายและเร่าร้อนเกินกว่าจะต้านทานไหว การเดิมพันด้วยหัวใจในความรักที่ถูกตราหน้าว่าต้องห้ามจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้