ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ครูสาวสอนสวาท

ครูสาวสอนสวาท

ทิพย์นรีต้องชดใช้ความผิดจากกฎจราจรด้วยการเป็นจิตอาสาในถิ่นห่างไกลความเจริญ ซึ่งนำพาเธอไปสัมผัสกับโลกที่คาดไม่ถึง วัฒนธรรมลึกลับและแรงดึงดูดทางกายกระตุ้นให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบมาตลอด 25 ปีต้องเต้นรัวด้วยความสยิวซ่าน เธอถูกดึงเข้าสู่วังวนแห่งความดิบเถื่อนที่ผสมผสานความทรมานเข้ากับความต้องการอันเร่าร้อน โดยมีชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งเป็นครูผู้สอนบทเรียนกระสันกลางป่าเขา ประสบการณ์กึ่งสวรรค์กึ่งนรกครั้งนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่ตราตรึงและไม่มีวันลบเลือนไปจากใจเธอ
ตอน
แชร์

ตอน 3

หญิงสาวพยายามไม่สนใจคนตรงหน้า แม้ความล่ำของเขาจะทิ่มแทงนัยน์ของเธออยู่ ผู้ชายผิวเข้ม กล้ามโป่งพอๆ กับกล้ามปู ไม่ว่าจะแผงอก หรือแม้แต่...

ทิพย์นรีพยายามไม่คิดต่อ เธอเผลอมองคนตรงหน้าจนหัวใจสั่น ยิ่งลดสายตาต่ำลงเท่าใด หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นผิดจังหวะ

มันเหมือนนั่งดูโฮสหล่อๆ ในผับที่มีโชว์เฉพาะผู้หญิง

ผู้ชายหุ่นเอ็กซ์ อวดสรีระในร่างกาย ของดีมีเท่าไหร่ก็เอามาอวดประชัน เพียงแต่ที่เธอนั่งมองอยู่นี่มีแผ่นน้ำใสใสกางกั้น มันทำให้ต่อมกระหายรู้ของเธอทำงานหนัก เมื่อน้ำใสใสขยับไหวเป็นระลอกคลื่น จนสิ่งที่อยู่กึ่งหว่างขาของคนตรงหน้า เคลื่อนไปเคลื่อนมา คาดคะเนไม่ถูก

“อะแห้ม!”

เสียงกระแอมของคนตัวใหญ่ทำให้ทิพย์นรีสะดุ้ง

เธอดึงสายตากลับมา แบบเสียดายหน่อยๆ

สิ่งที่ทำลำดับต่อไปคือการสูดน้ำลายในอุ้งปาก ที่ไหลเอ่อออกมาจวนจะหยดเข้าไปเก็บไว้ที่เดิม

“ซืดดดด”

ห้าวแอบขำ แววตาของเขาเต้นระริก แต่สีหน้ายังสงบเงียบเช่นเดิม

“เอาปลาไว้กินไหมครู”

ชายหนุ่มจับปลาตัวใหญ่ยื่นส่งให้ ทิพย์นรีเตรียมจะส่ายหน้าปฏิเสธ

“ที่นี่ไม่มีตลาด ครูคงยังไม่รู้ เอาไปเถอะเย็นนี้จะได้มีอะไรกิน”

คนตัวใหญ่พูดสอดจนหญิงสาวรีบกลืนคำปฏิเสธกลับไป เธอเริ่มหิวหน่อยๆ และความกังวลเริ่มคืบคลานเข้ามา ถึงทิพย์นรีจะไม่สะทกสะท้านเรื่องที่อยู่ แต่เรื่องกินนี่สิ เธอจะเอาไงดีหากไม่มีที่ขายอาหาร

ห้าวจัดการใช้มีดที่เหน็บเอวมาขอดเกล็ดปลา ล้างจนสะอาดใช้ต้นหญ้าริมน้ำร้อยที่หัวปลายื่นส่งให้ทิพย์นรีหลังเสร็จธุระของเขา

หญิงสาวยิ้มแหยๆ ยื่นมือไปรับแบบเสียไม่ได้

“เดี๋ยวมะแดเอากลับไปย่างที่บ้าน แล้วค่อยมาให้ครูนะจ้ะ”

ทิพย์นรีโล่งใจไปหนึ่งเปราะ วันแรกเธอมีอาหารใส่ท้อง แต่มื้อต่อไปล่ะ จะไปหาจากไหน

นั่นคือปัญหาที่เธอต้องคิดอีกที

แต่...

คนในน้ำเดินขึ้นจากน้ำดื้อๆ ผ้าที่เขานุ่งไว้ช่วงล่างคล้ายๆ ผ้าข้าวม้าที่เธอเคยเห็นคนในชนบทใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม แต่ที่เห็นนี่ไร้สีสัน เป็นแค่ผ้าสีน้ำตาลไหม้ที่ออกจะซีดไปมากเพราะผ่านการใช้งานมานาน แต่ที่ทำให้ทิพย์นรีสะดุดลมหายใจคือผ้าเปียกๆ นั่นแนบไปกับลำตัว รวมทั้งกึ่งกลางร่างของชายผู้นั้นด้วย ห้าวดูไม่ยี่หระกับการถูกแอบมอง เขาสะบัดผ้าเปียกๆ และพยายามบิดน้ำให้ผ้าหมาดน้ำมากขึ้น ก่อนจะตลบชายผ้ากลับไปไว้ที่เดิม ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยในความคิดของทิพย์นรี

เมื่อขนาดที่มองเห็น ท่อนลำที่พาดฉียงเอียงไปทางซ้ายนั่น ก็ยังมีขนาดเท่าเดิม

เธอกัดปากคิดในใจเล่นๆ หากเป็นไปได้ เธออยากจะกระชากผ้าผืนนั้นทิ้ง และจ้องมองความอลังการนั่นด้วยสองตา อยากรู้นักมามันคือภาพลวงตา หรือของจริงกันแน่

“ครูๆ” เสียงมะแดเรียกเบาๆ ทิพย์นรีรีบกะพริบเปลือกตาปริบๆ เธอชักสายตากลับมาจากเป้าตุงๆ พอดีกับที่ห้าวหมุนตัวเดินจากไป

“ครูจะกลับบ้านเลยไหมจ้ะ”

“ไม่ล่ะ ขอฉันอาบน้ำก่อนดีกว่า”

หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ เธอร้อนวูบวาบไปทั้งตัว รวมถึงกึ่งกลางร่างที่เต้นตุ๊บๆ ร่องสาวขมิบยิบๆ เมื่อเผลอมโนถึงคนที่เพิ่งเดินจากไป

“มะแดกลับก่อนนะครู มะแดจะไปตากมุ้ง แล้วก็จะรีบไปย่างปลามาให้ครูด้วย”

สาวละอ่อนไม่ได้ติดใจ หล่อนฉวยกะมังที่ซักมุ้งเสร็จ เดินตัวปลิวจากไปทันทีที่พูดจบ

ทิพย์นรีฉวยผ้าที่มะแดเอามาให้ยกขึ้นทาบลำตัวขำๆ

ไม่คิดว่าวันหนึ่งตนเองจะได้ใช้ผ้าพวกนี้คลุมตัวเหมือนที่เคยเห็นผ่านตาเวลานั่งเรือผ่านบ้านริมน้ำแถวๆ ชนบท

“เอาวะ ดีกว่าแก้ผ้าอาบน้ำล่ะ”

ถึงจะเป็นลูกเศรษฐี ไม่ได้ทำงานหนัก แต่ทิพย์นรีก็ไม่ได้สำรวยถึงขนาดทนความลำบากนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ เธอค่อนไปทางลูกทุ่งด้วยซ้ำ เพียงแต่เกิดมามีบิดา มารดามีฐานะ นอกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป

มันทุลักทุเลนิดๆ กว่าจะเปลี่ยนผ้าได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปเหมือนกัน

แต่น้ำเย็นๆ ทำให้ความหงุดหงิดของเธอหายไป หญิงสาวโผไปโผมา ท่ามกลางน้ำใสเย็นฉ่ำ หัวเราะคิกคักในความสบายส่วนตัวเหมือนนั่งอยู่ในออนเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่นทีเดียว

“นังเหมียวอิจฉาตายเลยถ้ารู้ว่าฉันมีที่อาบน้ำสวยปานนี้”

หญิงสาวรำพึงถึงเพื่อนสนิท สาวเปรี้ยวคู่ซี้ที่ลุยไหนลุยกัน

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย Bad Friend เผลอใจรักเพื่อนร้าย
7.8
เมื่อนทีเพื่อนในกลุ่มของคีย์หนุ่มวิศวะปีหนึ่งเริ่มเดินหน้าจีบไผ่หลิวเพื่อนสนิทของพริมโรสสาวสวยคณะบริหาร ทำให้ทั้งสองกลุ่มกลายเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในยามที่พริมโรสต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย คีย์มักจะเป็นคนที่คอยก้าวออกมาปกป้องและช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ความห่วงใยที่เกิดขึ้นท่ามกลางมิตรภาพระหว่างเขากับเธอและเพื่อนอย่างมะตูมกับไผ่หลิว จึงค่อยๆ พัฒนาจากความผูกพันแบบเพื่อนจนกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้งในฐานะแฟน
หน้าปกนวนิยาย นิยายรักฉบับสาวคลับ S
9.6
นิรัติศัย&นันทภัค “ปล่อยนะ” เธอสะบัดแขนสุดแรง ถอยหลังสองสามก้าว มองหน้าเขานิ่ง “ฉันไม่อยู่กับคุณแล้ว เชิญคุณไปอยู่กับผู้หญิงของคุณตามสบายเลย อยากไปอยู่กับใครก็เชิญ” พูดจบก็ก้มตัวลงหยิบกระเป๋าขึ้นมา กำลังจะนำมันไปวางบนเตียง แต่ก็ถูกเขากระชากกลับไป แล้วโยนไปมุมห้อง “เธอจะไปไหนไม่ได้ถ้าฉันไม่ให้ไป” นิรัติศัยเสียงเข้มใส่ ในใจรู้สึกโหวงหวิวเมื่อได้ยินนันทภัคพูดว่า จะไปจากเขา “คุณมันเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง คุณไม่นึกถึงใจฉันเลย ไม่เคยเลย...ฮือ” นันทภัคตะเบ็งเสียงใส่สามีที่ยืนอึ้งกับคำพูดที่รับรู้ได้ว่า นันท์ภัคเจ็บปวดมากแค่ไหน น้ำตาสาวเป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงออกถึงความปวดร้าวในจิตใจ “นัน...ฉัน” หนุ่มตี๋พูดไม่ออก มันตื้อไปหมด “ฉันทำตามข้อตกลงที่คุณกำหนดทุกอย่าง ฉันอดทนมาตลอด ต้องทนรับรู้ว่าผัวตัวเองนอนกับผู้หญิงคนอื่น แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่อดทน แต่คุณ คุณกลับไม่รู้สึกรู้สากับการกระทำของตัวเอง มีความสุขในแบบที่คุณชอบ คุณบอกฉันเองว่าจะไม่ให้ผู้หญิงของคุณมายุ่งเกี่ยวกับฉัน ในเมื่อมีมาแสดงตัวว่าเป็นเมียและแม่ของลูก ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป ถือว่าข้อตกลงของเราจบลงแค่นี้ ถ้าคุณพร้อมหย่าเมื่อไหร่บอกฉันก็แล้วกัน ฉันจะรอคำตอบจากคุณอยู่ที่บ้านของฉัน” นันทภัคบอกคนที่ยืนอึ้งเสียงเด็ดเดี่ยว อาศัยจังหวะที่เขายืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกเดินไปหยิบกระเป๋า ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไปทันทีที่พูดจบ .................................................................................................................. หัสดิน&อารยา “รักจัง รักที่สุดเลย” เขาจูบซ้ำๆ บนกลีบปากค่อนข้างบวมเจ่อจากการจุมพิตยาวนาน “รักเหมือนกันค่ะ” เธอจุมพิตปากเขาบ้าง ซบหน้าลงบนบ่าแข็งแรง มือเล็กลูบแก้มเขาแผ่วเบา เรื่อยไปจนถึงใบหูใช้ปลายเล็บจิกลงบนติ่งหูเบาๆ เงยหน้าหอมลำคอหัสดิน ทุกสัมผัสของอารยาทำให้ร่างหนาสั่น หลับตาลงราวกับข่มความรู้สึก “อย่าซนสิครับ จะทนไม่ไหวแล้วนะ” เขาหลับตาพูด อารยาเงยหน้ามองคนรักแล้วยิ้ม “ทนอะไรไม่ไหวคะ เปิ้ลไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” สาวเจ้าไม่หยุดยั่ว ลูบต้นคอเขาด้วยปลายเล็บ กรีดลงมาตามลำคอถึงสาบเสื้อ จูบคอเขาอีกครั้ง ขยับสูงสู่แก้มขาว คราวนี้เขาสั่นมากขึ้น อารมณ์รัญจวนพล่านไปหมด “ยั่วดีนัก เดี๋ยวจะโดนดี” หัสดินพูดจบ อารยาดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที “เปิ้ลไปทำงานก่อนนะคะ” พูดจบก็รีบเดินออกจากห้อง เหลียวมองชายร่างโตที่นั่งพ่นลมหายใจด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆ “ยั่วเก่งจริงๆ พับผ่าสิวะ กูจะทนได้สักกี่ครั้งวะ” เขาพูดกับตัวเอง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามร่างสวยด้วยอารมณ์สวาทที่ยังคั่งค้าง หัสดินคิดว่า หากเธอยั่วเช่นนี้บ่อยๆ มีหวังเขาตบะแตก จับเธอปล้ำทำเมียสักวันแน่ๆ ‘กูจะรอดถึงวันแต่งงานไหมเนี่ย’ นั่นสิจะรอดไหม... ....................................................................................................... กันต์ธีร์&เบญญาภา “จ๋ากลัว” เป็นความกลัวที่ฝังใจ แม้ว่าจุมพิตของเขาทำให้ใจเธอเตลิด หลงอยู่ในวังวนสิเน่หา ทว่าประสบการณ์ทางเพศที่ไม่น่าจดจำ มันตอกย้ำในอก ภาพสบโชคกระทำรุนแรง ป่าเถื่อนกับตน ไม่เคยลืมเลือน “ไม่ต้องกลัวครับ ผมจะทำให้จ๋าเห็นว่า ความรักและเซ็กซ์ของเราสวยงาม เชื่อผมนะครับ” เบญญาภากล้าๆ กลัวๆ เธอรู้สึกได้ด้วยหัวใจตัวเองว่า กันต์ธีร์ไม่เหมือนสบโชค ชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีวันทำให้ตนเจ็บปวดหรือเสียใจ มีแต่สร้างความสุขให้ในทุกๆ วัน ทว่าอดีตที่ตามหลอกหลอน และไม่เคยห่างหายไปจากห้วงความทรงจำ ทำให้เธอใจไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านความรู้สึกนั้น แต่ถ้าไม่กล้าก็ต้องกลัวอยู่อย่างนี้ เธอต้องชนะความกลัวด้วยความไม่กลัว ดังเช่นสำนวนที่ว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ใช่...เบญญาภาต้องผ่านไปให้ได้ เธอจะได้หลุดพ้นจากความปวดร้าวที่รัดรึงหัวใจ “มันสวยงามจริงหรือคะ” เป็นคำถามของคนขี้กลัว ที่เรียกรอยยิ้มให้คนถูกถาม “จริงสิครับ มันสวยงามจนจ๋าต้องติดใจ ผมจะจูงมือจ๋าไปตลอดเส้นทางนั้น จ๋าจะได้รู้ด้วยตัวเองว่า มันมีความสุขมากแค่ไหน” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ย จูบกลีบปากเธอแผ่วเบา “ผมจะพาจ๋าไปสวรรค์ชั้นเจ็ด รับรองว่าจ๋าไม่อยากลงมาเหยียบพื้นดิน อยากอยู่บนนั้นทั้งวันทั้งคืน” เธอแก้มแดง ร้อนไปทั้งตัว ยิ้มเขินให้ชายหนุ่มที่เริ่มลงมือจูงเบญญาภาไปย่ำเยือนสวรรค์ด้วยการจูบ รสสัมผัสที่จะกระตุ้นความปรารถนาให้คุกรุ่นในกาย กันต์ธีร์อ่อนโยนและนุ่มนวล ทุกสัมผัสของเขาคือการทะนุถนอม ฝ่ามือใหญ่ที่กำลังสำรวจไปทั่วเรือนกายสาวไม่ผลีผลาม เขาอยากให้เธอซึมซับรสชาติของเซ็กซ์เข้าไปในหัวใจทีละน้อย
หน้าปกนวนิยาย ปรารถนารัก ภรรยาไร้ราคา
9.8
ความสัมพันธ์ที่ดีในวัยเด็กระหว่าง กรรวี และ อคิน เป็นอันต้องจบลง เมื่อเธอดันเป็นต้นเหตุทำให้ภรรยาและลูกของเขาต้องตาย แม้เธอจะทำดีสักแค่ไหน ก็ไม่อาจลบล้างความเกลียดชังที่เขามีต่อเธอได้... “ทำไมต้องปิดบังเกรซด้วย ฮื้อ ๆ” “หึ! คงรู้แล้วใช่ไหม” เสียงทุ้มกล่าวอย่างเยือกเย็น “ฮึก ฮื้อ เกรซขอโทษ” “มันสายไปแล้ว!! ต่อให้เธอขอโทษสักหมื่นครั้ง แอนนี่คงไม่มีทางฟื้นขึ้นมา” เขายิ่งเพิ่มแรงบีบใบหน้างาม “แล้วจะให้เกรซทำอย่างไร ถ้าจะแค้นเกรซขนาดนี้ ฆ่าให้ตายเถอะ” “ความตายสำหรับเธอมันง่ายเกินไป!!” อคินยอมปล่อยมือออกจากใบหน้างาม ลุกขึ้นหันหลังออกจากห้องไม่อยากจะมองคราบน้ำตาบนใบหน้าหญิงสาว กลัวจะใจอ่อน “เกรซต้องทำอย่างไรพี่คินถึงจะยอมให้อภัย” เธอวิ่งไปกอดเขาจากด้านหลัง ใบหน้าแนบชิดหลังแกร่ง ความอบอุ่นจากการโดนคนตัวเล็กกอด แทบจะทำให้เขาใจอ่อน มือหนาแกะแขนเรียวออกจากร่างกายตนเอง หันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว พร้อมจับไหล่มนทั้งสองข้างของเธอ “เธอไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพราะฉันจะทรมานให้เธอเจ็บปวดจนทนไม่ไหว อีกอย่างฉันบอกหลายรอบแล้วใช่ไหมว่าอย่าเรียกเหมือนสนิทกัน จำใส่สมอง!!” มือหนาผลักกรรวีอย่างแรงจนล้มลง ศีรษะกระแทกกับพื้นห้อง
หน้าปกนวนิยาย แรงแค้นจิตรกร : รักที่ได้รับการไถ่ถอน
8.2
อลินต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมในงานแต่งงานครั้งที่สาม เมื่อเดมอนคู่หมั้นของเธอเลือกปกป้องไอรินและทำร้ายเธออย่างทารุณท่ามกลางสายฝน หลังจากถูกทำลายทั้งร่างกายและอาชีพจิตรกรจนดับวูบ อลินที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในป่าลึกตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาครอบครัวและธุรกิจเอาไว้ เธอติดต่อบุคคลลึกลับในต่างแดนเพื่อทำข้อตกลงแต่งงานแลกกับการโอนทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย พร้อมเตรียมตัวหนีไปจากขุมนรกนี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และรับการไถ่ถอนจากความแค้นที่ฝังลึก
หน้าปกนวนิยาย ความทรงจำสีจางกับศาสตราจารย์ที่รัก
8.7
ในเมื่อความปรารถนาสูงสุดของอีกฝ่ายไม่ใช่ครอบครัว เธอจึงกลายเป็นคนที่เขาอยากเขี่ยทิ้งไปให้พ้นตัว เหตุผลที่เขาก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ ใช้ถ้อยคำหวานหลอกล่อจนหญิงสาวตายใจ ในที่สุดเธอก็ได้ตัดสินใจแต่งานกับเขาอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ท้ายที่สุดแล้วความจริงก็ปรากฏขึ้น เพราะปรเมศเข้าใจผิด คิดว่าเขมิกาคือสาเหตุที่ทำให้ผู้เป็นมารดาของเขาต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้เอ่ยคำบอกลา “เขมท้อง!” หญิงสาวตัดสินใจพูดเรื่องทารกน้อยในครรภ์ เพราะลึก ๆ แล้วยังแอบหวังที่จะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา อารมณ์ของเขมมิกาแปรปรวน เธอเองไม่อาจควบคุมได้ บางทีก็คิดอยากอยู่ประเดี๋ยวก็อยากไป “กี่เดือน” “หกสัปดาห์แล้วค่ะ” “เด็กคนนี้เป็นลูกของใคร” “คุณปรเมศ!” เขมมิการู้สึกผิดหวังในตัวชายหนุ่ม เขาไม่ควรตั้งคำถามนี้กับเธอ “เอาเด็กนั่นออกซะ! นี่คือเงินที่ผมจะจ่ายให้กับคุณ นับจากนี้ไปเราสองคนเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสำหรับกัน” “คุณคิดดีแล้วใช่ไหมคะ” “ผมไม่เคยลังเลที่อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้เลยสักนิด” คำตอบที่ได้ทำเอาหญิงสาวพูดไม่ออก มันจุกในอกเสียจนเธอแทบเสียสติ แต่ก็กลับมาได้เพราะทารกน้อย เธอต้องปกป้องเด็กคนนี้ให้ถึงที่สุด ปรเมศจะต้องเสียใจกับถ้อยคำที่เขาพูดกับเธอในวันนี้
หน้าปกนวนิยาย ห้ามรักน้องสาวคนโปรด
9.2
เมื่อพ่อแต่งงานใหม่และพาภรรยาพร้อมลูกสาวฝาแฝดเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน พี่ชายอย่างเขาจึงได้พบกับสองสาวที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนวุ่นวาย ความน่ารักและท่าทางอ่อนแอของพวกเธอปลุกปั่นความรู้สึกอยากกลั่นแกล้งและครอบครองให้พุ่งพล่าน จนนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบสามคนที่สุดแสนจะอันตรายและเร่าร้อนเกินกว่าจะต้านทานไหว การเดิมพันด้วยหัวใจในความรักที่ถูกตราหน้าว่าต้องห้ามจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้