
Defeat skittish"ปราบพยศ"
ตอน 2
ตอนที่ 1
การเปลี่ยนแปลง
ดูไบ ศูนย์รวมแห่งการค้าขาย และส่งออกที่ยิ่งใหญ่อีกประเทศหนึ่ง เพราะสิ่งนี้เลยทำให้หลายประเทศอยากเข้ามาทำการร่วมลงทุน หรือแม้แต่ก่อตั้งถิ่นฐานเป็นของตัวเอง แต่หากใครว่ามันเข้ามาง่าย ๆ เหมือนที่คิดคุณคิดผิดมาก ๆ การลงทุนในประเทศนี้คุณต้องรู้จักและสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อการันตรีว่าคุณจะเข้ามาเพิ่มหลักทรัพย์ให้กับประเทศไม่ใช่ว่ามาเพื่อทำประเทศของพวกเขาพังไป
อัดฮัม อัจมาน คาล์ล ชายผู้อยู่เหนือใครทั้งหมดในประเทศ ครอบครัวของเขามีความเป็นมาที่ลึกลับซับซ้อน จนยากจะค้นหาข้อมูลใด ๆ มาชี้แจงได้ว่า พวกเขารวยมาจากไหน? และอำนาจที่มีอยู่ใครเป็นผู้ยกให้ หรือหากใครอยากทดสอบ เขาก็ไม่เคยปฏิเสธหากคิดว่าตัวเองเก่งพอจะสืบค้นข้อมูลของเขาได้ ครอบครัวของเขามีทั้งธุรกิจส่วนตัวและเข้าร่วมลงทุนกับบุคคลหลายประเทศแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาจะต้องมั่นใจก่อนว่าหากเขาเข้าร่วมลงทุนด้วยแล้วเงินเขามันต้องงอกเงยขึ้นมาไม่ใช่ศูนย์หายไปเปล่า ๆ
และเร็วๆนี้ท่านอาของเขาได้ขอให้คาล์ลไปดูงานที่ประเทศไทย ประเทศที่เขาจำแทบไม่ได้แล้วว่าเคยกลับไปครั้งสุดท้ายเมื่อใด อาจเป็นตอนพาศพแม่กลับไปทำพิธีทางศาสนาเมื่อสิบห้าปีก่อน หรืออาจจะตอนที่เขาคิดอยากจะเป็นคนธรรมดาเมื่อเสียผู้เป็นที่รักไปอีกครั้งนั้นคือ พ่อของเขาห้าปีหลังจากที่แม่เสีย ด้วยการโดนรอบยิ่งครั้งนั้นเขาอยู่กับพ่อ แต่ไม่อาจปกป้องท่านได้ เขายังจำวันที่พ่อเขาล้มลงตรงหน้าเพื่อบังกระสุนให้ตัวเองได้ดี มันแสนจะเจ็บปวดกับคำขอสุดท้าย คือขอให้เขาใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมี่ความสุข
แต่เพราะท่านอาไม่ยอมรับตำแหน่ง เขาผู้เป็นสายเลือดโดยตรงจึงต้องรับมันไว้แทน และเขาทำมันสำเร็จเมื่อตอนนี้ครึ่งหนึ่งของประเทศนี้เขาเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมด และไหนจะประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ทวีปอื่น ๆคาล์ลก็เข้าไปมีอิทธิพลร่วม จากการร่วมลงทุนหรือแม้แต่การซื้อหุ้นกับหลายบริษัทที่มีท่าทีว่าจะล้มละลาย และเมื่อเขาเข้าไปเทคโอเวอร์เขาไม่เคยใช้เวลานานเกิน1-2ปีเลยในการทำให้มันกับมามีราคาน่าลงทุนอีกครั้ง ด้วยคอนเนคชั่นที่มี และชื่อเสียงอีกมากมาย
นามแฝงมากมายที่คาล์ลหยิบมันมาใช้ล้วนแต่มีความอึมครึมลึกลับอยู่ในนั้นเสมอ อย่างเช่นครั้งนี้ที่เขาต้องไปทำงานที่นั่น ชื่อที่แม่เคยตั้งให้ได้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง เมฆา สุวรรณเมธี ชื่อที่หมายถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เหมือนอำนาจที่เขามีในตอนนี้ แต่มันก็หมายถึงความอ้างว้างอีกเช่นกัน
“กำหนดเดินทางวันไหน?” คาล์ลเอ่ยถามมือขวาของเขาอย่าง ฟินิกซ์ ฌอร์ ถึงกำหนดการในการเดินทางในครั้งนี้
“อีกสองวันครับ”
“จัดกำลังคนมีฝีมือไปพร้อมฉันห้าคนก็พอ”
“ครับ นายท่าน”
“ส่วนนาย...ไม่ต้องไป และไม่ต้องคิดจะขัดคำสั่ง”
“รับทราบครับ” ถึงอยากจะตามไปด้วยมากแค่ไหน แต่คำสั่งของคาล์ล ถือเป็นประกาศิตไม่อาจปฏิเสธหรือคัดค้านได้หากยังอยากมีลมหายใจอีกยาวนาน อย่าได้ขัดคำสั่ง อัดฮัม อัจมาน คาล์ล
“ระหว่างอยู่ที่นี่ฉันมีงานให้นายทำ...ฉันไม่ไหวใจใคร”
“ครับ”
คนนอกว่าน่ากลัวแล้ว คนในถือว่าน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะหากเขาต้องอยู่ที่ไทยนานกว่ากำหนดที่ตั้งไว้ แล้วหากไม่มีหูมีตาที่นี่ เขาอาจจะเสียอำอาจที่มีไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้
ปกติแล้วเวลาที่ คาล์ลจะเดินทางไปต่างแดนแบบนี้ เขาไม่เคยไปแบบไม่มีมือขวาไปด้วยเลย แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปแค่เดือนสองเดือน แต่มันอาจจะเป็นปีหรือสองปีเขาก็ไม่อาจรู้ได้ จึงต้องฝากให้ฟินิกซ์คอยดูแลที่นี่ และท่านอาของเขาด้วย ถึงฝั่งนั้นจะมีลูกน้องฝีมือดีมากแค่ไหนเขาก็ยังห่วงอยู่ดีเพราะ อุซมี อัจมาน คาล์ล คือครอบครัวคนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่
วันเดินทาง 08:00 น.
“จำไว้...หากเกิดอะไรขึ้นติดต่อฉันทันที”
“Yes sir”
พอสั่งการเสร็จแล้ว คาล์ลก็เดินไปขึ้นรถที่ถูกจัดเตรียมมาเพื่อใช้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่ลานกว้างห่างจากตัวคฤหาสน์ไปห้ากิโลเมตรแต่ยังอยู่ในพื้นที่ของเขา
พอมาถึงลานกว้างก็เจอเข้ากับบอดี้การ์ดอีกสี่คนที่เขาให้ ฟินิกซ์เตรียมไว้ให้ ทุกคนล้วนแต่เป็นคนมีฝีมือตามที่สั่งการไปจริง ๆ เพราะทั้งสี่คนนี้คือคนที่ติดตามเขาอย่างใกล้ชิดที่สุดที่อยู่ที่นี้ โดยเฉพาะคนที่ห้า คนที่ไปรับตัวเขาออกมาอย่าง อีธาน ไลน์เนอร์ คู่หูของฟินิกซ์หรือก็คือมือซ้ายของเขานั้นเอง เก่งรอบด้าน ไม่ว่าจะการต่อสู้หรือแม้แต่การแฮคข้อมูลสำคัญทางราชกาลคนคนนี้ก็สามารถทำได้ ต่อมาก็ สตีเวน โจว มือปืนไร้เงาอดีตนายทหารหน่วยรบลับ อนาคิณ ลูกน้องชาวไทยที่สามารถไต่ระดับขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดของการอาลักขาได้ด้วยฝีมือที่เหนือกว่าใครหลายคน แถมสายตายังเชียบแหลมว่องไว หาตัวจับอยากไม่แพ้สตีฟเลยก็ว่าได้ และสองคนสุดท้ายพี่น้องแฝดนรก หยินและหยาง หวัง หรืออีกชื่อคือจิมมี่และเจมส์ทั้งสองถือว่าคือที่สุดของความโหดร้าย มายืนจุดนี้ได้เพราะการขอดวนกับมือขวาของเขาอย่างฟินิกซ์ ครั้งนั้นทั้งคู่เผยการต่อสู้ทุกอย่างที่มีถึงจะแพ้แต่การที่สามารถสู้กับมือขวาของเขาได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ล้มแถมยังยิ้มสู้ต่อมันก็เพียงพอแล้วกับตำแหน่งนี้
พอขึ้นมานั่งในเครื่อง อีธานก็เดินเข้ามาบอกถึงเวลาในการเดินทาง ว่าจะถึงไทยประมาณ6-7ชั่วโมงให้เขาพักผ่อนก่อนได้เลย หากถึงที่หมายแล้วมันจะมาเรียก เขาเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นแต่ไม่ได้หลับหรือพักผ่อนแต่อย่างใด
เขานำเอกสารที่ท่านอาให้มาบอกว่าเป็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบริษัทที่เขาต้องไปดูแลที่ไทย พอนึกถึงเรื่องนี้คาล์ลก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขายังขาดหน้าที่สำคัญไปอีกหนึ่งอย่าง จึงได้เรียกให้อีธานมาพบ
“ช่วยหาเลขาใหม่ให้ฉันด้วย ขอคนที่ทำงานได้แบบไม่จำกัดเวลา ขอคนที่คิดว่าทุ่มเทให้งานได้ดีที่สุดและเน้นที่เป็นผู้ชายหรือไม่ก็คนที่มีครอบครัวแล้วเท่านั้น”
“ที่จริงเราเตรียมเลขาไว้ให้ท่านแล้ว แต่หากท่านต้องการเปลี่ยนเป็นแบบนั้นเราจะเปลี่ยนให้ทันทีครับ”
รับคำเสร็จก็กลับไปนั่งที่เดิม ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าจะไปหาเลขาดี ๆ ได้จากที่ไหน ขนาดคนนี้ที่ได้มายังไปรับมาจากอีกบริษัทในเครือเลย เพราะหากจะหาคนที่เก่งน่ะ มีมากมาย แต่คนที่เก่งหลายภาษาแถมต้องใจเย็นเนี่ยสิจะหาจากไหน แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว แต่หากพูดออกไปคงไม่พ้นสายตาดูถูกของบอสแน่ ๆ เฮ้อ..!คิดไปตอนนี้ก็ปวดหัวรอถึงไทยคอยว่ากันคงต้องแอบหาประวัติเองซะแล้ว
ณ ประเทศไทย 16:25น.
พอลงจากเครื่องได้ อีธานก็ปลีกตัวออกจากการคุ้มครองบอส โดยฝากสตีฟดูแลหน้าที่นี้แทน ซึ่งสตีฟเองที่อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อคนขอให้เขาดูแลบอสหายไปจากเรด้าร์สายตา อยากจะเอามือทึ้งผมตัวเองแรง ๆ สักที
“อีธานไปไหน ? ”
“เอ่อ! ไม่ทราบครับ” คาล์ลได้ยินแบบนั้นก็งะงักเท้าที่กำลังเดินจะไปขึ้นรถลงทันที เขาหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามกับสตีเวน ประมาณว่าไม่รู้ได้ไง
“...” สตีเวน ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสู้สายตาของบุคคลเบื้องหน้าเขาได้เลย
“ให้ตายสิ...นี่ฟินิกซ์ส่งใครมาให้ฉันกันเนี่ย!”
คนฟังแทบอยากจะร้องไห้ ได้แต่สบถด่าไอ้คนที่ไปไม่บอก แถมยังได้ยินไอ้สองแฝดนรกนั่นขำอีกเสียหน้าชะมัดเลย อย่าให้เจอกับตัวบางนะแม่จะขำให้ฟันน้ำนมหลุดเลยคอยดู
กว่าจะมาถึงที่พัก คาล์ลก็รู้สึกปวดหัวให้กับบอดี้การ์ดชุดนี้จริง ๆ ถึงจะเป็นชุดประจำที่ใช้ที่ดูไบ แต่ปกติพวกนี้จะฟังคำสั่งของมือขวาเขาอีกที ไม่ได้เข้ามาใกล้เขาถึงขนาดนี้ บางทีก็สงสัยว่าเจ้านั่นมันทนพวกนี้นาน ๆ ได้ยังไง เรื่องฝีมือเขาไม่เคยปฏิเสธเลยว่าดีเยี่ยม แต่เรื่องนิสัยที่มันเฮ้อ! ช่างเหอะแค่คิดก็ปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว
“พวกแกออกไปกันได้แล้ว” คาล์ลบอกอย่างเหนื่อย ๆ ให้ตายสิทำงานทั้งปียังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย
หลังจากที่ทุกคนออกไปจากห้องของเขาแล้ว คาล์ลก็ได้โทรไปหาฟินิกซ์ เพื่อถามไถ่สถานการณ์ทางนั้นถึงจะผ่านมาแค่7ชั่วโมงเขาก็อยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หลังจากถามข่าวเรียบร้อยเขาก็วางสายจากลูกน้องคนสนิทเพื่อที่จะเตรียมตัวไปอาบน้ำ
19:00 น.
ตอนนี้ถือเป็นเวลามื้อค่ำสำหรับเขา ในระหว่างที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องเกิดขึ้น หากเป็นฟินิกซ์จะรู้ดีว่าเวลานี้ถือเป็นเวลาที่เขาให้ความสำคัญมากอย่างหนึ่งห้ามรบกวนหรือแม้แต่รายงานข่าวสารอะไรทั้งนั้น แต่พอนึกได้ว่าบุคคลที่ตัวเองนึกถึงตลอดไม่ได้อยู่จุดนี้ ก็ได้เพียงถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงเข้มให้เข้ามาได้
ด้านนอกพอได้รับอนุญาตก็เปิดประตูเข้ามาทันที ถึงจะรู้สึกเย็นแปลก ๆ กับพื้นที่ภายในห้องแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอเดินเข้ามาถึงโต๊ะอาหารก็ต้องหยุดชะงักรีบก้มหน้าทันทีแทบจะลืมเรื่องที่จะมารายงานไปเลย
“ว่ามา..”
“เอ่อ...เลขาที่ท่านให้ผมหามาให้ใหม่ผมได้มาแล้วนะครับ แต่ผมได้มาทั้งหมดสามคน”
ก้านแก้วที่โดนควงอยู่บนนิ้วหนาหยุดชะงักลงกับการรายงาน สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดทานอาหารไปเมื่อครู่ คาล์ลวางแก้วไวน์ราคาแพงลงก่อนจะแหงนหน้ามองบอดี้การ์ดที่หายไป3ชม. แล้วกลับมาพร้อมการขัดเวลากินของเขาเพื่อรายงานเรื่องแค่นี้! ให้ตายสิ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่ให้ฟินิกซ์มาด้วยนะ อยากจะบ้า
“นายรีบเข้ามาขัดเวลาที่ฉันกำลังทานมื้อค่ำ...เพราะเรื่องแค่นี้เหรอ อีธาน ? บอกฉันสิ๊ว่ามันสำคัญมากถึงกับต้องรีบรายงานให้ฉันรู้”
“Sorry Boss”
คาล์ล จ้องมองลูกน้องที่ต่อไปต้องประสานงานให้เขาแบบเอือมละอา และเรื่องที่หายไปก็คงไม่ต้องถามแล้วว่าไปไหน ให้ตายสิเขาต้องมาเป็นคนถามลูกน้องตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะไปไหนทำไมมันรู้สึกวุ่นวายแบบนี้นะ
คาล์ลเลยตัดบทตัวเองด้วยการเปลี่ยนเรื่องแทน
“แล้วทำไมได้มาตั้งสามคน ฉันต้องการแค่คนเดียว”
“ผมเตรียมมาเผื่อบอส ต้องการเลือกเองครับ” ถึงจะดูยุ่งวุ่นวายหลายขั้นตอน แต่ยังถือว่ารอบคอบที่ยังหามาเผื่อสำรองเขาไม่เลือก พอได้ยินแบบนั้นคาล์ลก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรอีก อีธานเลยวางเอกสารที่ตัวเองไปค้นหาและคัดเลือกคนมีฝีมือดีจนเหลือเพียงสามคน และข้อมูลทุกคนแน่นกว่าเรซูเม่เสียอีก เพราะเขาเป็นคนหาประวัติเองโดยไม่ใช่การมาสมัครที่บริษัท ข้อมูลที่ไม่ได้มีในใบสมัครทั่วไปจึงมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด
คาล์ลตัดสินใจที่จะเดินหยิบเอกสารไปที่โซฟาหน้าทีวีจอใหญ่ก่อนจะล้มตัวนั่งลงไป หลังจากรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มันไม่อร่อยอีกต่อไปแล้ว เขาหยิบเอกสารชุดแรกที่เย็บมาอย่างดีขึ้นมาดูประวัติของบุคคลที่จะมาเป็นเลขาของตัวเอง
คนแรกจบมาจากต่างประเทศเกียรตินิยมสองใบ ที่บ้านทำธุรกิจส่งออกกันหลายประเทศ แต่เบื้องหลังครอบครัวค่อนข้างมีเบื้องลึกเบื้องหลังเยอะเกินไป ซึ่งเขาได้ตัดทิ้งไปเพราะไม่อยากมีปัญหาหากภายภาคหน้าเกิดอะไรขึ้น
คนที่สองเคยทำงานให้กับบริษัทยักใหญ่ของไทยมาแล้วนับไม่ถ้วนแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตัดคนนี้ออกคือสามารถใช้เงินซื้อตัวได้ง่ายเกินไป แถมวงเงินที่ขอมามันมากกว่าผู้บริหารบางคนเสียอีก
“นี่มันคิดว่าประเทศนี้หุ้นตัวละกี่บาทกันถึงกล้าข้อเงินเดือนตัวเองเยอะขนาดนี้”
ถึงเขาจะรวยล้นฟ้าแต่การใช้จ่ายแบบไม่คิดก็มีวันหมดได้เหมือนกัน และการที่ผู้ชายคนนี้ขอวงเงินหลักแสนให้ตัวเองแลกกับความลับทั้งบริษัท สำหรับคาล์ลแล้ว มันไม่คุ้มเอาเสียเลยสู้เอาเงินจำนวนนั้นไปจ้างคนอื่นได้อีกตั้งหลายคน คิดได้เท่านั้นก็แทบจะปาเอกสารในมือทิ้ง ก่อนจะหันไปหาอีธานที่ยืนตัวรีบอยู่ด้านข้างของเขา พอเจอสองคนแรกแล้วตัวเขาก็แทบไม่อยากหยิบเล่มสุดท้ายขึ้นมาเลย แต่ก็ต้องจำใจหยิบขึ้นมาพอเปิดเข้าไปดูหน้าแรกก็ทำเอาเขาชะงักไปนิดนึง ก่อนจะเริ่มอ่านประวัติ แต่ยิ่งอ่านคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน ไม่ใช่ว่ามันแย่ แต่มันดูไม่เข้ากันเลยสักอย่าง ตั้งแต่เรื่องครอบครัวที่อยู่กับแม่และน้องสาวรวมแล้วก็สามคน ที่บ้านแม่เปิดร้านขายข้าวแกง เรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารอินเตอร์ ได้เกียรตินิยมอีกด้วย ฟังดูมันก็ไม่มีอะไรที่แปลกเลย หากไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ใช้เงินจากครอบครัวเลยสักบาทในการส่งตัวเองเรียน แต่เป็นเพราะตัวของเขาเอง ไหนจะที่ทำงานเก่งจนสามารถพูดได้ถึงห้าภาษา จากการทำงาน ย้ำว่าการทำงาน เด็กคนนี้ไม่ได้เรียนด้านภาษาอื่นๆเลยนอกจากภาษาหลักอย่าง ‘อังกฤษ’ แต่เก่งได้ขนาดนี้ น่าแปลกตรงที่พอเรียนจบ ดันไม่มีคนรับเข้าทำงานทั้ง ๆ ที่ประวัติที่อีธานได้มามันบอกว่าเด็กคนนี้ไปสมัครไว้หลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนตอบกลับเลยมันน่าแปลก พออ่านจนจบหน้าสุดท้าย เขาก็กลับมาดูหน้าแรกอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วหันไปถามลูกน้องว่า...
“เด็กคนนี้ขอเงินเดือนเท่าไหร่ ทำไมไม่มีในประวัติ”
“13,000บาทครับ จากที่ผมลองค้นจากบริษัทอื่นดู”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้งาน ? ”
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ มันไม่มีแจ้งบอกในประวัติ” ยิ่งอีธานตอบแบบนั้น เขายิ่งคิ้วขมวดเข้าไปใหญ่ อะไรที่ทำให้เด็กคนนี้ยังไม่มีคนรับเข้าทำงานกันนะ แต่อยู่ๆมุมปากเขากลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยกับลูกน้องคนที่กำลังต้องสนิทไปว่า...
“ฉันรับเด็กคนนี้ และบอกเขาไปว่า ฉันจ้างเขาในราคา20,000บาทหากเขายอมตกลง และบอกไปอีกว่านั้นเป็นเพียงเงินเดือน ที่ยังไม่รวมสวัสดิการที่เขาจะได้รับ”
“รับทราบครับบอส”
“แสงตะวันงั้นหรอ หึ น่าสนใจ”
คุณอาจจะชอบ





