
Defeat skittish"ปราบพยศ"
ตอน 3
ตอนที่ 2
การสัมภาษณ์งาน
[อิง]
การเป็นอยู่ในแต่ละวันของผมถือว่าธรรมดามาก ตั้งแต่ผมเข้ามหาลัยผมก็เริ่มทำงานแล้ว เพื่อที่จะส่งตัวเองเรียนหนังสือ ไม่ใช่ว่าผมอยู่ตัวคนเดียวหรอกนะครับ ผมยังมีครอบครัวอีกสองคนคือแม่และหนูอรน้องสาวของผมเอง แต่ที่ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยเพราะที่บ้านเราไม่ได้รวยเหมือนคนอื่นเขา ยังหาเช้ากินค่ำ ไหนจะค่าใช้จ่ายในบ้านไหนจะค่าเรียนน้องสาวผมอีก ผมไม่สามารถเห็นแม่ทำงานคนเดียวได้ พอขึ้นปี1 ผมเลยขอแม่ออกมาหางานทำเองซึ่งตอนแรกแม่จะไม่ยอม บอกว่ายังไหวอยู่แค่ผมกับน้องแม่เลี้ยงได้สบาย อ่า! แม่ผมทำงานอะไรน่ะหรอ ที่บ้านผมเปิดร้านข้าวแกงขายครับ อร่อยสุดในซอยนี้เลยแหละ หากใครเข้ามาซอยนี้แล้วไม่ได้กินอาหารร้านป้าน้ำถือว่ามาไม่ถึงน้า...
นอกเรื่องอีกละ นั้นแหละครับหลังจากวันนั้นผมเลยไม่กล้าขอแม่อีก จะบอกไงดีล่ะไม่ใช่ล้มเลิกความตั้งใจนะ แต่ใช้วิธีแอบไปแทน ช่วงแรกเหมือนจะหลอกได้หน่อยว่า มีกิจกรรมที่มหาลัยลัยทำให้เลิกดึก แต่พอนานวันเข้าแม่ก็จับได้ แต่ท่านก็ไม่ได้โกรธหรอกนะครับ ท่านบอกเป็นห่วงผมมากกว่ากลัวว่าจะโดนคนอื่นหลอกเอา แต่ผมก็บอกว่าผมเอาตัวรอดได้ แม่เลยยอม ช่วงปี 1 ปี 2 ผมทำงานสองที่ครับ ถ้าวันไหนมีเรียนบ่าย ตอนเช้าผมจะไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่ซึ่งพี่เจ้าของร้านน่ารักมาก พี่เขาบอกว่าตอนที่เขายังเรียนเขาก็ทำแบบผมพอเรียนจบ เลยทำงานเก็บเงินมาเปิดร้านนี้ ซึ่งทำเลดีมาก ๆ ส่วนถ้าวันไหนมีเรียนเช้าผมจะทำงานสองที่คือที่ร้านเบเกอรี่ถึง 5 โมงเย็น แล้วก็ไปทำงานร้านเหล้าที่พี่เจ้าของร้านเบเกอรี่บอกเป็นร้านของแฟนพี่แก เลยแนะนำผมให้แต่ที่นี่ผมรับเป็นเงินเดือนไม่เหมือนที่ร้านเบเกอรี่ที่รับเป็นเงินสดเลย ผมถือว่าดี มันเป็นการล็อคเงินไปในตัว อย่างรับรายวันผมก็ใช่เงินส่วนนี้ในทุกๆวันเหลือก็เก็บได้ รายเดือนก็เอาไว้ใช้จ่ายในเรื่องค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในเรื่องรายงานหรือช่วยแม่เรื่องค่าน้ำค่าไฟ ดีหน่อยที่บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านเราเอง
นั่นแหละครับแล้วพอขึ้นปี3ผมก็ต้องไปฝึกงานพอจบจากฝึกงาน ก็ติดทำโปรเจคจบเลยไม่ได้ไปทำงานอีกซึ่งพี่ ๆ ก็เข้าใจแล้วบอกหากเรียนจบแล้วยังไม่มีงานทำก็มาทำกับพี่ ๆ เขาก่อนได้ ฮ่า ๆ นั่นคือตอนที่ผมไปหาก่อนเรียนจบ แต่...
“อ่าวอิงเป็นไงบ้างลูก”
“แฮร่...ที่ร้านพนักงานเต็มน่ะจ้ะแม่” ครับพอผมจบแล้วและระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์จากบริษัทที่ไปสมัครไว้ ผมก็ลองโทรไปถามพี่ๆเขาดูแต่ผมคงช้าไป เพราะก่อนผมโทรเข้าไปพี่เขาเพิ่งรับคนเข้าใหม่และตำแหน่งมันเต็มหมดแล้ว
“แต่ไม่เป็นไรหรอก อิงสมัครไว้หลายที่ แม่ไม่ต้องห่วงนะ ระหว่างรออิงก็ช่วยแม่ขายข้าวแกงเราไปก่อนไง ดีไหมจ๊ะ จะได้ดูแลแม่ด้วย”
“ดูพูดเข้า ที่ร้านก็มี กระจิบ กับเท่งช่วยแม่แล้วไหนจะหนูอร ที่เลิกเรียนมาก็มาช่วยแม่อีก”
“เหนื่อยไหมลูก”
“หือ! ไม่เลยจ้ะสนุกออก”
“แม่หมายถึง...ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เหนื่อยบ้างไหมลูก?”
“แม่! อิงบอกแล้วไงที่อิงทำก็เพราะไม่อยากให้แม่เหนื่อยเกินไป อิงอยากให้แม่พักบ้าง อิงสบายมาก” ร้อยยิ้มของผมไม่เคยหลอกแม่ได้เลยสักครั้ง รอยยิ้มที่เหมือนคนร่าเริงแต่ไม่รู้ทำไม มันถึงเหมือนยิ้มไม่สุดเลยสักที
“อึก...ถ้าแม่มีเงินหรือมีงานที่ดีกว่านี้ อิงกับหนูอรก็ไม่ต้องลำบากแบบนี้ คงไม่ต้องอายเพื่อนที่บ้านเราเป็นแบบนี้”
“แม่...แม่พูดอะไรจ๊ะ อิงไม่เคยอายใคร ที่เป็นลูกแม่น้ำ แม่ค้าขายข้าวแกง แม่คือทุกอย่างของอิงกับน้องนะ ถ้าเพื่อนอิงจะเลิกคบอิง เพราะฐานะทางบ้านก็ปล่อยไปสิ คนที่เป็นเพื่อนแท้อิงก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่าง นาวา ดินและก็ยัยวรรณไง ”
ใช่ครับผมเคยโดนดูถูกจากเพื่อนตอนที่เรียนมหาลัย กับฐานะทางบ้านแต่ผมก็ผ่านมันมาได้ ผมถือว่าเขาพูดได้ สักวันเขาก็ลืมได้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่น้อยใจ แต่ผมถือว่ามันเป็นการชีวัดใจคนไปด้วย ผมเลยเหลือเพื่อนเท่าที่พูดไปในตอนแรกไงครับถึงจะมีบ้างคนในกลุ่มคบผมเพราะฝีมือทำอาหารแม่ผมก็เหอะ(มันปากแข็ง)
“แล้วที่ไปสมัครมามีที่ไหน โทรตามไปสัมภาษณ์บ้างหรือยังลูก”
“...ยังจ้ะแม่คงตรวจสอบเอกสารอยู่มั่ง”
“แต่แม่ว่ามันนานแล้วนะลูก”
“ตำแหน่งที่อิงไปสมัครมันค้อนข้างต้องพิจารนาอย่างถี่ถ้วนน่ะจ้ะแม่”
“เฮ้อ!! เอาเถอะๆ ไปไปกินข้าวกันดีกว่า”
18:45 น.
ชีวิตของผมก็ดำเนินไปแบบนี้แหละครับ เช้ารีบไปหาที่สมัครงาน ที่เริ่มจะน้อยลงทุกทีสาย ๆ ก็มาช่วยแม่เก็บร้านเพราะของหมด แล้วตกดึกก็นั่งทานข้าวกันห้าคน มีผมแม่น้องอร กระจิบ เท่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้างที่ร้านแม่ครับ เป็นเด็กดีทั้งคู่เลย แต่ครอบครัวทางบ้านจนกว่าผมมาก เลยไม่ได้เรียนโรงเรียนปกติเหมือนเด็กรุ่นเดียวกัน เด็กทั้งสองจบ ม.ต้น และตอนนี้ก็เรียน กศน.กันอยู่ เป็นผมเองที่บอกให้น้อง ๆ อย่าทิ้งการเรียน เพราะขนาดผมที่เรียนจบแล้ว ยังหางานยากเลย แล้วน้องทั้งสองล่ะ จะมาเป็นลูกจ้างร้านข้าวแกงวันละสามร้อยบาทตลอดไปไม่ได้หรอกนะ
หลังกินข้าวเสร็จเก็บกวาดเรียบร้อยเด็กทั้งสองก็พากันกลับบ้าน ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยขอแม่ขึ้นมาพักผ่อน ก่อนจะหยิบสิ่งที่ผมหยิบทุกวันขึ้นมาเปิดดูแล้วก็เก็บไว้ที่เดิม
“เหลือน้อยลงไปทุกทีสินะ”
“ทำไมมันหายากจังนะงานเนี่ย”
“ตาจ๋ายายจ๋าช่วยให้อิงได้งานเร็ว ๆ ด้วยนะจ๊ะ อิงสงสารแม่ ถ้าอิงได้งานนะอิงจะ อิงจะ อิง! คิดไม่ออก เอาเป็นว่าถ้าอิงได้งานอิงจะทำให้สุดฝีมือเลย นะจ๊ะ สาธุ” มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมแหงนมองบนฟ้า แล้วพูดอะไรเป็นตุเป็นตะแบบนี้ ทำไงได้คุยกับคนไม่อยู่มันสบายใจกว่าคุยกับคนอยู่หนิ ไม่อยากให้แม่เครียดไปด้วย
3วันต่อมา
07:30 น.
“รับอะไรดีจ๊ะ”
“อ่าวอิง ยังไม่ได้งานอิงเหรอเรา”
“ยังเลยจ้ะพี่สา”
“แย่หน่อยนะ งานเดี๋ยวนี้มันหายาก”
“จ้า”
“งั้นพี่เอาพะโล้ใส่ถุง 1 อย่าง ข้าวเปล่าด้วย10บาท แล้วก็เอาแกงเขียวหวานราดข้าวหมูทอดด้วย ทานที่นี่จ้า”
“ได้จ้าพี่สานั่งรอก่อนนะเดี๋ยวให้น้องเอาไปให้ที่โต๊ะ” วันนี้ผมก็ยังมาช่วยแม่ขายข้าวแกงเหมือนเดิมครับ ที่แตกต่างคงเป็นวันที่ผมไม่คิดจะไปหางานแล้ว ขอพักหน่อยเหอะ หามาหลายที่แล้ว เงียบทุกที่ ขนาดที่ ๆ เคยไปฝึกงานยังไม่สามารถรับผมเข้าทำงานได้เลย ที่อื่นก็คงไม่ต่างกัน บ้างทีการขายข้างแกงช่วยแม่ก็สนุกดีนะ
“อิง..อิงลูก มีสายเข้าน่ะ”
“แม่รับเลยจ้า อิงมัดถุงแกงแป๊บนึง”
“อิง เขาบอกโทรมาจาก บริษัทAQT โทรมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์งานลูก”
เคร้ง
“อะ..อะไรนะแม่” ผมได้ยินแบบนั้นก็เรียกให้เท่งมาตักอาหารแทน แล้วรีบเดินไปหลังร้านทันที จะบอกยังไงดี ดีใจ ตื่นเต้น งุนงง หรือไรว่ะ
พอมาถึงแม่ก็ยื่นมือถือของผมมาให้ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม รอบดวงตามีแสงวาววับของน้ำตาที่คลออยู่
“สวัสดีครับ ผมแสงตะวันพูดครับ” ยิ้มดิ
“สวัสดีครับผมอีธาน เอ่อขอพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ไหมครับผมไม่ค่อยสันทัดภาษาไทย” ผมยิ้มอย่างดีใจ แต่ในใจกับกำลังเถียงอยู่ว่าใช่หรอ แต่จะให้ผมถามออกไปคงไม่ดีแน่
“ได้ครับ”
“ผมโทรมาจาก AQT เคยได้ยินชื่อนี้ไหมครับ”
“เคย เมื่อกี้นี้ครับ เอ่อขอโทษครับ ผมตื่นเต้นไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ทราบคุณสะดวกมาสัมภาษณ์ไหมครับ”
“สะดวกครับ” ผมรีบโผงออกไปทันทีโดยไม่ได้ถามเลยว่าวันไหน แต่ไม่เป็นไรไม่อยากเล่นตัวเดี๋ยวไม่ได้งาน
“ครับ...เดียวยังไงผมขอช่องทางติดต่อออนไลน์หน่อยครับผมจะส่งที่อยู่ไปให้ นั่งแท็กซี่มาได้เลยเราออกค่าใช้จ่ายให้เอง”
“แต่ผมยังไม่เป็นพนังงานเลยนะครับ”
“คุณได้เป็นพนักงานเราตั้งแต่คุณยอมรับสายแล้วครับ ที่ให้มาเพราะจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับงานและสวัสดิการต่าง ๆ ”
“ดะ..ได้ได้เป็นพนักงานแล้ว จริง ๆ หรอครับ”
“ครับ ยังไงขอช่องทางติดต่อด้วยครับ” คำถามที่อยู่ในหัวตอนนี้มีเต็มไปหมด แต่จะถามตอนนี้ก็กลัวเขาจะเปลี่ยนใจ เลยให้ช่องทางไลน์เขาไปง่ายดีเพราะมันเชื่อมต่อกับเบอร์โทรอยู่แล้ว
“แม่!!!เดี๋ยวอิงกลับมานะจ๊ะ”
“จะไปไหนอิง ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรอลูก”
“เออ!! จริงด้วยตาย ๆ เกือบไปแล้วเรา เห็นเราในสภาพนี้เขาคงกล้ารับหรอก” พึมพำกับตัวเอง
“อย่ามัวแต่พึมพำตาอิงนี่ รีบไปไม่ใช่หรอเรา” พอได้สติก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที น้ำไม่ต้องอาบ ดมกลิ่นแล้วยังโอเคอยู่ ผมเลือกเป็นเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน เนกไทสีน้ำเงินเข้มลายขวางนิดหน่อย กางเกงสแล็คสีดำ ใช้เป็นเป้ในการเก็บเอกสาร เผื่อต้องใช้เพราะผมว่าผมไม่เคยไปสมัครงานกับทางเขามาก่อน
10:00 น.
“ยังทัน...ขอโทษนะครับผมมาหาคุณอีธาน” ผมรีบตรงไปที่ประชาสัมพันธ์ทันทีที่มาถึง ยังดีที่มาถึงก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง
“นัดไว้หรือเปล่าคะ?”
“ครับ ชื่อแสงตะวัน”
“อ๋อ เลขาท่านประทาน”
“คะ..ครับ ประทานเหรอ!”
“อ้าว! ยังไม่ทราบรายละเอียดหรอคะ งั้นไปที่ลิฟต์ตัวขวานะคะบอก รปภ.ว่าไปชั้นที่38 อันนี้เป็นบัตรผ่านค่ะ อย่าทำหายนะคะ”
ผมที่ยังงง ๆ กับสถานการณ์ก็เดินอึน ๆ ไปที่ลิฟต์ด้านขวาและแจ้งกับ รปภ.ก่อนที่เขาจะขอบัตรในมือผมไปสแกนอะไรสักอย่าง ก่อนจะรู้สึกว่าลิฟต์มันกำลังจะเคลื่อนตัวไป
ติ้ง!
และแล้วก็มาถึงชั้นที่ผมต้องมา ซึ่งพอลิฟต์เปิดออกก็เห็นบุคคลที่หน้าคล้ายกันนั่งเล่นที่โซฟา ใกล้กับลิฟต์ทั้งสองหันมามองผมก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา แล้วพากันพูดภาษาจีนใส่ผม แบบ...
“หยิน..แกว่าสวยไหมวะ”
“เออสวย สลัด ผู้ชายจริงป่ะเนี่ย” พอได้ยินแบบนั้นผมเลยยิ้มใส่ก่อนจะตอบเป็นภาษาจีนแบบที่พวกเขากำลังคุยกัน
“จริงครับ”
ขวับ!
อื้อฮือคอเคล็ดแล้วไหมนั่นน่ะ หันไวไปไหน!
“นายฟังออกด้วยหรอ”
“ครับ” ผมยิ้ม
“ไม่สนุกเลย” แล้วทั้งสองก็ทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะชวนให้ผมเดินตาม
อะไรมันจะหงอยขนาดนั้น
“นี่ นายน่ะชื่ออะไร”
“ผมชื่ออิง คุณคงชื่อหยิน แล้ว!คุณ..”
กึก
“อะ..อะไรทำไมมองผมแบบนั้น”
“นายมองพวกเราออกได้ไง ไม่เคยมีใครแยกพวกฉันออกเร็วขนาดนี้ นอกจากลูกพี่ และบอสแล้วก็นะ”
“ไม่นะ มันมีความแตกต่างอยู่ คุณชอบเอามือล้วงกระเป๋าตลอดเลยเวลาคุยกัน เนี่ยตอนนี้ก็ทำ ส่วนคุณหยินเขาชอบยืนกอดอก”
“อ่า! ฉันชักจะชอบนายแล้วสิ” ผมยิ้มให้ทั้งคู่ก่อนที่เราจะออกเดินกันต่อ ทางเดินบนนี้โคตรเงียบเลย มีแต่ห้องกระจก บ้างห้องจัดเหมือนห้องรับแขก บ้างห้องเหมือนห้องพัก ดูสบายจัง
“ที่โซนนี้เป็นของพวกเราแล้วก็เดี๋ยวจะมีลุง ๆ อีกสามคนคงได้เจอเร็ว ๆ นี้แหละ”
“ครับ”
พอเดินเลี้ยวมาทางซ้ายมือก็จะเจอห้องกระจกดำทึบอยู่หนึ่งห้องและปีกขวาก็เช่นกัน
“อะ ฉันส่งนายแค่นี้นะ แล้วเจอกันวันที่นายเริ่มงานอีกที”
ก๊อก ก๊อก
“ลุงผมเอาเด็กมาส่ง”
“ให้เขาเข้ามา และฉันก็ไม่มีหลานอย่างพวกแก” ทั้งสองยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจแล้วเดินมายิ้มให้ผม ก่อนออกจากห้องไป
แต่แปลกกับการโต้ตอบกันเมื่อกี้มาก คนหนึ่งพูดจีนไปอีกคนตอบกลับอีกภาษาหนึ่งมาซึ่งเป็นการโต้ตอบที่ไปทางเดียวกันเฉยเลย...สุดยอด!!
“ขออนุญาตครับ”
“เชิญนั่งครับ ให้ผมเดาคุณคงมาถึงนานแล้วแต่โดน ไอ้สองแสบกวนใช่ไหม”
“เอ่อ ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ทั้งคู่น่ารักดี”
“หึ อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเลย เรามาคุยเรื่องของคุณกันดีกว่า”
“...”
“อันนี้เป็นเอกสารข้อตกลงในการทำงานที่นี่ของคุณ ลองอ่านก่อนก็ได้ หรือหากไม่เข้าใจตรงไหนบอก หรือถ้าอยากได้แบบเอกสารไทย ก็บอกผมจะจัดการให้”
“ครับ”
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วปล่อยออกมา ก่อนจะเริ่มถามกลับกับคำถามที่คาใจ
“ก่อนจะอ่านรายละเอียด ผมขอถามได้ไหมครับว่ารู้จักผมได้ยังไง เพราะผมจำได้ว่าไม่เคยมาที่นี่มาก่อน หรือมีใครแนะนำหรอครับ”
“ที่จริงข้อมูลของคุณผมเป็นคนหามันมาเองครับแต่ไม่ต้องรู้หรอกว่าวิธีไหน คือบอสของเราต้องการคนที่สามารถทำงานกับเขาได้แบบไม่จำกัดเวลา และรอบรู้เรื่องภาษาซึ่งคุณตรงกับข้อนี้มาก อีกส่วนคือผมเห็นประวัติการฝึกงานของคุณที่มันดีมาก ไหนจะการเรียนที่ดีมาตลอด เข้ากับคนได้ง่าย ชอบพูดและเจรจา ข้อนี้สำคัญมากๆกับการทำงานร่วมกัน”
“แต่ผมก็ไม่เคยมีประสบการณ์อื่นเลยนอกจากฝึกงานนะครับ ผมไม่เคยทำงานบริษัทใหญ่ ๆ มาก่อนเลยกลัวว่าจะทำงานให้คุณได้ไม่ตรงตามที่พวกคุณต้องการ”
ถามว่าผมอยากได้งานไหมก็อยากแต่ตำแหน่งที่เขาจะให้กับผมมันใหญ่มากนะ
“คุณลองอ่านในสัญญาจะรู้ครับ เราไม่ได้ให้คุณเริ่มงานเลย...หมายถึงหน้างานน่ะครับ ระหว่างที่คุณเรียนรู้งานผมจะดูแลส่วนนี้แทนคุณไปก่อนและ...”
“แล้วทำไมคุณไม่ทำต่อละครับ”
“หึ...ผมก็ยังทำอยู่แต่ส่วนมากจะเป็นงานที่อยู่นอกเหนือจากงานของคุณอยู่มากเลยต้องมีคุณเข้ามาอยู่ในจุดนี้”
ผมพยักหน้าเข้าใจถึงจะมีคำถามอีกมากมาย แต่ก็เหมือนยังไม่ถึงเวลา ผมเลยก้มหน้าลงอ่านเอกสารตรงหน้าแทน ระหว่างที่อ่านเอกสารอยู่นั้นคุณอีธาน ก็ได้โทรเรียกให้ใครไม่รู้เอาเครื่องดื่มเข้ามาให้”
“ฉันไม่ใช่เด็กเสิร์ฟของนายนะอิฟ” (มาเงียบ ๆ )
“ย๊ากก!! แม่ช่วยลูกด้วยหนูจะจมน้ำ”
“ฮ่า ๆ ที่นี่มันชั้น38นะ ไม่จมหรอก”
“คิณนายทำเธอตกใจ” กดเสียงต่ำ
“โทษ ๆ ไม่คิดว่าจะขวัญอ่อนขนาดนี้”
“ไม่เป็นไรครับ เอ๊ะ!!..คุณเป็นคนไทย”
“อืม ฉันคิณยินดีที่ได้รู้จัก” เขายิ้ม
“ครับ ผมอิง” ผงกหัวรับอาย ๆ
“ออกไปได้แล้ว”
“นี่ เวลาจะใช้นายก็เรียกหา เวลาหมดค่านายก็ไล่”
“ออกไป”
“เออ” พอพูดจบคุณคิณก็เดินหน้าตึงออกไปเลย
“ทำไมผมรู้สึกปวดหัว” อยู่ ๆ คุณอีธานก็พูดขึ้น ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้เขาก่อนจะอ่านเอกสารต่อ
ในเอกสารก็จะมีเรื่องเงินเดือนที่โคตรจะเยอะ ไหนจะสวัสดิการที่มากกว่าที่ไหน ๆ ที่เคยเห็น แถมยังมีประกันอุบัติเหตุให้ด้วย (ที่ไม่ใช่ประกันสังคม) เบ็ดเสร็จผมได้เงินเดือนเกือบ25,000 บาท และยังมีรถประจำตำแหน่งให้ด้วย กรณีบอสเรียกใช้นอกเวลางาน ซึ่งในช่วงนี้ผมก็จะได้เงินพิเศษอีกเป็นรายชั่วโมง ฮ่า ๆ ชั่วโมงค่าเสียเวลา2,000 บาทต่อชั่วโมง
บ้าไปแล้ว!!!
“อ่านแล้วเป็นไงบ้างครับ โอเคไหม? หรืออยากเพิ่มเติมอะไรอีกบอกได้เลยนะ”
“เอ่อ จะบอกมีก็มีครับ แต่เป็นการตัดเงินค่าล่วงเวลาเป็น ชม.ละ 500หรือ1,000 ดีกว่าไหมครับ ผมว่าราคาที่ตั้งไว้มันเยอะไป…”
“ไม่เยอะไปหรอกครับ มันเป็นสิ่งที่คุณ...”(ต้องได้รับ)
“นี่อีฟได้ยินว่ามีคนมาใหม่สวยด้วยใช่ไหมไหน ๆ ”
“สตีฟ”
“หือ! ทำไมหน้านายดูเครียด ๆ โอ๊ะ! คนนี้เหรอหูว! น่ารักจริงด้วย”
“ออกไป”
“เฮ้นาย! ฉันสตีเวนนะหรือเรียกสตีฟก็ได้ โอ๊ะ!นายฟังฉันออกไหม sorryฉันลืม”
“เอ่อ!!!”
“ออกไปถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูบอส”
“โอ๊ะ! นึกขึ้นได้ว่ามีงานค้างอยู่ไปก่อนนะ แล้วเจอกันหนุ่มน้อย จุ๊บ”
“อ่ะ”
อะไร! อะไร!! อะไร!!!
“เอ่อ คุณอีธานโอเคไหมครับ” ถึงจะตกใจขนาดไหน แต่พอหันมาเจอคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วแบบ...หน้าเขาตอนนี้เหมือนอยากจะฆ่าใครสักคน หน้ากลัวเป็นบ้า ยิ่งยิ้มแบบนั้นอีก อะไรวะเนี่ย!!
“ครับ ผมโอเคเหมือนจะชิน แต่มันก็ยังไม่ชิน แล้วคุณแสงตะวัน โอเคไหมครับที่...” ทำหน้าเหยเกชี้มาที่แก้มผม
“ไม่เป็นไรครับผมไม่ถือ เรียกผมอิงก็ได้อีกอย่างเหมือนโดนพ่อหอมแก้มยังไงไม่รู้”
“พรืด!! พ่อเหรอครับ ถ้าไอ้บ้านั้นได้ยินคุณคงไม่อยากเห็นสภาพเขาแน่”
พออ่านอะไรเรียบร้อยผมก็ได้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานของที่นี่ และตอนจะกลับอีธานก็ได้พาผมเดินสำรวจทั้งชั้นว่าอะไรอยู่ตรงไหน และต้องส่งงานประสานงานกับชั้นไหนบ้าง แปลกตรงที่ว่าอีธานไม่ใช่ฝ่ายบุคคลแต่ตำแหน่งของเขาคือมือซ้ายพ่วงตำแหน่งเลขาจำเป็นในช่วงนี้
“กว่าจะได้กลับก็เที่ยงแล้วจะไปทานอาหารกับผมก่อนหรือจะกลับเลยครับ”
“กลับเลยดีกว่าครับ อยากเอาเรื่องไปบอกแม่จะแย่”
“ได้ครับ เดียวผมจะให้แฝดไปส่งคุณจะได้เอารถไปไว้ให้ด้วย แล้วจะได้รู้ที่อยู่ด้วยเผื่อคุณหนี ฮ่า ๆ ผมล้อเล่นครับ”
“ครับ” ถึงจะตอบรับ แต่ผมนี่ยิ้มเจื่อนเลยครับ
“จะกลับแล้วหรอ อิง” ผมพยักหน้ารับก่อนจะส่งยิ้มให้ทั้งคู่
“พวกนายสองคนไปส่งอิงด้วย ห้ามเถลไถลที่ไหนส่งแล้วรีบกลับมา เอารถคันโปรดบอสไปไว้ให้อิงด้วย”
“มันจะดีหรอครับ”
“ยังไงก็ต้องได้ใช้อยู่แล้ว” อีธานบอกกับผมมาแบบนั้น
“ไปกันเถอะอยากเห็นบ้านอิงแล้ว”
“ฉันไปด้วยได้ไหม” สักพักผมก็เห็นสตีฟเดินออกมาจากห้องขวามือด้วยร้อยยิ้มเต็มหน้า
“ไม่มีงาน ? ”
“เสร็จหมดแล้ว บอสให้ฉันไปพักได้ ฉะนั้นฉันไปด้วยนะ..ตกลง” พูดเองเออเองกันหมด อยู่กับพวกเขาผมว่าก็สนุกดีนะ ถึงจะรู้สึกว่ามันปลอม ๆ ก็เหอะ
หลังจากลงมาลานจอดรถผมก็แทบตาถลนเมื่อเห็นรถประจำตำแหน่งของตัวเอง อะไรมันจะขนาดนั้นถ้าผมทำรถเขาพังชาตินี้ผมจะจ่ายหมดไหม! มาเซราติเลยนะ แถมยังเป็นรุ่น MC20 ราคาอยู่ที่ ยี่สิบเอ็ดล้านกว่า ตาย!! รถประจำตำแหน่งอะไรมันจะอลังการขนาดนี้ นี่มันซูเปอร์คาร์เลยนะ
พอหยางขับเข้ามาในซอยบ้านผมก็บอกจุดแล้วตรงเข้าไปประมาณกลางซอย ก่อนจะเห็นร้านข้าวแกงแม่อยู่ข้างหน้าผมก็บอกเขาจอดชิดกำแพงรั่วทันที
“ลงไปดื่มน้ำก่อนไหม อ่า...สตีฟไปนู้นแล้ว” ระหว่างผมหันไปคุยกันหยาง ก็เห็นคนที่ขับรถตามหลังมาลงรถแล้วเดินอารมณ์ดีเข้าร้านแม่ผมไปเป็นที่เรียบร้อย
“นายช้ากว่าตาลุงอีก...ไปดื่มน้ำสักนิดก็แล้วกัน” เขาพูดติดขำ
“โห! น่ากินทั้งนั้นเลย เอาอันนี้ อันนี้ อันนี้ด้วย โอ๊ะ ๆ อันนี้ ๆ คิณเคยทำให้กินเผ็ดสุด ๆ อะไรนะแกงไตวาย”
“ไม่ ๆ สตีฟแกงไตปลาครับ ไม่ใช่ไตวาย”
“โอ๊ะเหรอ ขอบใจนะหนุ่มน้อย” พูดกับผมเสร็จก็หันไปยิ้มให้กระจิบที่หน้าถอดสีไปแล้ว
“เฮ้ หนุ่มน้อยคนสวยเธอเป็นอะไรอ่ะ”
“นี่ลุง นายพูดอังกฤษอยู่นะเผื่อลืม”
“โอ๊ะSorryลืมตัว ก็ฉันเห็นหนุ่มน้อยฟังฉันออกฉันก็คิดว่าคนอื่นจะฟังออกด้วยนิ แต่เดี๋ยวนะเมื่อกี้เรียกฉันว่าลุง ฉันไปเป็นพี่ชายพ่อแม่แก่เมื่อไหร่ห๊ะ”
ผมที่ยืนฟังฝรั่งเถียงกับเจ๊ก แล้วก็ได้แต่ยิ้มหน้าแห้งไปมองแม่ที่เดินถือถาดน้ำออกมาตอนรับหลังจากที่ผมโทรบอกว่าจะมีเพื่อนมาส่ง
“เฮ้ เลิกเถียงกันก่อนครับ ดื่มน้ำก่อนนะ” ศึกเหมือนจะจบลงไปในตอนนั้น แม่ผมหันมาถามว่าพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานจริง ๆ ใช่ไหม ทำไมน่ากลัวจัง ผมก็ได้แต่ยิ้มเกาแก้มตัวเองไปโดยที่ตอบอะไรไม่ได้
“ฮ่าเผ็ด ๆ น้ำ ๆ อิงน้ำฉันหาย อ๊ะ!ตาลุงบ้าเอาน้ำฉันมานะ”
“ฮ่า ๆ หน้าพวกนายตอนนี้โคตรแย่แหนะไอ้แฝด” ผมที่มองสงครามรอบใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วมันรู้สึกปวดหัว เหมือนที่อีธานบอกเลย
“กินหมูหวานแก้ก่อนนะคุณ เอ่ออิงช่วยแม่หน่อยสิ”
“ฮ่า!! ผมฟังได้ครับ กับข้าว ฮ่า! อร่อยมากเลยครับ หยุด หยุดไม่ได้เลย”
“โถ!! คุณทานเผ็ดไม่ได้ก็น่าจะบอก แม่จะได้เลือกตัวไม่เผ็ดให้”
“แม่!!” สองเสียงประสานกันจนผมเองก็ตกใจ แต่พอหันไปมองสตีฟกับเห็นเพียงลอยยิ้มเล็ก ๆ เท่านั้น ยิ้มแบบที่ไม่ได้แสร้งทำ
“นานแล้วนะที่ไม่ได้ยินคำนี้” อยู่ ๆ หยินก็พูดเป็นภาษาจีนออกมาก่อนที่หยางจะรับคำ มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาหรือเปล่านะ
หลังจากทุกคนทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ได้เวลากลับ แต่กว่าจะกลับได้นั้น ข้าวของเต็มมือเลยทีเดียว
“ไม่ต้องให้เงินแม่หรอกนะ แม่เต็มใจให้ เห็นคุณ ๆ ทานกันอร่อยแม่ก็ดีใจแล้ว อันนี้ของสองแฝดนะไม่ค่อยเผ็ดมากน่าจะทานได้ ส่วนพ่อสตีฟเป็นแกงไตปลาสองถุง แม่ฝากไปให้คนนั้นด้วย แล้วก็มีแกงเหลืองด้วยเขาน่าจะชอบ”
“ครับ วันหลังผมจะพาคิณมา เขาคงดีใจ๋..” พูดด้วยภาษาแปร่ง ๆ
กว่าจะล่ำลากันจบ ก็เกือบบ่ายสองเข้าไปแล้ว แม่ผมดีใจมากที่ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดีขนาดนี้ แถมเงินเดือนยังมากโขอีก แม่บอกผมว่าเมื่อโอกาสมาหาเราแล้วก็รักษาให้มันดี ๆ อย่าทำตัวเหมือนตัวเองดีจนเขาต้องง้อ เพราะมันจะไม่มีโอกาสสำหรับคนผยองอีก
“ตาจ๋ายายจ๋า เป็นกำลังใจให้อิงด้วยนะ”
ฝั่งคาล์ล
“เป็นไงบ้างเขาตกลงไหม”
“ครับบอส แต่ก็มีขอยกเลิกเงินจำนวนหนึ่งครับ”
“ยกเลิก!!หมายความว่าไง”
“คือ อิง เขาอยากให้ลดเงิน ที่จะได้ร่วงเวลาน่ะครับ แต่ผมบอกไปแล้วว่ายังไงเขาก็ต้องได้”
“หึ แปลกคน เป็นคนอื่นคงมีขอเพิ่ม”
“ครับแถมยังตกพวกนั้นซะอยู่หมัดกันทุกคนเลย นี่ก็ออกไปส่งกันนานแล้วยังไม่กลับมาเลยครับ”
“ตก!”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เอ่อ คิณไม่อยู่ที่นี่หรอครับ” แทนคำตอบคาล์ลก็ได้ฟาดสายตาไปมองลูกน้องของตน
“คงไม่อยู่ งั้นผมขอตัวครับ”
“เดี๋ยว นั้นอะไร” ก่อนที่สตรีเวนจะออกไป คาล์ลก็ไดเอ่ยถามถึงถุงมากมายที่ห้อยเต็มมือของสตีฟ
“ครับ? อ่อพอดีแม่ของอิงให้มาครับ บอสจะรับไหมครับ อ่า!!เดี๋ยวนะ อันนี้เลยครับ”
พูดเองเออเอง เสร็จสับก็เดินถือถุงที่มีกล่องอะไรบ้างอย่างอยู่ด้านใน สีม่วง ๆ
“อะไร ? ”
“เอ่อ ช่อ ช่อ จำไม่ได้ครับแต่อร่อยมาก บอสต้องลองนะครับ ยังไงผมขอตัว”
“อีธาน บอกฉันที่ว่าฉันคือใคร”
“เอ่อบอสอย่าใส่ใจเลยครับ”
“ให้ตายสิ นายออกไปได้แล้ว”
“แล้วขนมนี้บอสจะรับไว้ไหมครับ ? ” เขามองกล่องขนม สีม่วงที่เหมือนดอกไม้ ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับ
อีธานพอรู้คำตอบแล้วก็ขอตัวออกไปทันที
พออยู่คนเดียว คาล์ลก็หยิบขนมขึ้นมาดูใกล้ๆแกะกล่องดมกลิ่นแล้วลองกินมันเข้าไป ก่อนที่ดวงตาจะเปลี่ยนในทันที
“แล้วถ้าครั้งหน้าฉันอยากกินอีกจะทำยังไง ให้ตายสิ”
คุณอาจจะชอบ





