
หัวใจร่วงโรย
ตอน 2
“ถ้าคุณเก่งนักก็ย้ายออกไปคืนนี้เลยสิ”
เพ่ยซือหานเคยสืบมาแล้ว ตั้งแต่เกิดลู่หลีก็ถูกส่งไปที่ชนบทเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลเจียงแทบจะไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธอเลย
หากหย่ากัน แล้วเธอจะไปไหนได้?
ผลปรากฏว่าลู่หลีที่อยู่ตรงหน้าเขากลับพูดขึ้นมาอย่างไม่ลังเลใด ๆ เลยว่า “คุณเพ่ยไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านที่มีของสกปรกได้เช่นกัน”
หลังจากพูดจบเธอก็เดินออกไปโดยไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย!
เพ่ยซือหาน “…...”
ในห้องส่วนตัว ทุกคนต่างก็หันไปมองหน้ากัน
“คุณเพ่ย พี่สะใภ้อาจจะแค่โกรธมากไปหน่อยละมั้ง ยังไงเธอก็ต้องกลับมาแน่ เมื่อก่อนเธอก็เคยอาละวาดแบบนี้มาแล้วหนิ”
“นั่นสิ! ลู่หลีไม่มีทางไปจากตระกูลเพ่ยได้หรอก ทุกครั้งที่ทะเลาะกันเสร็จ เธอก็ชอบทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตลอดเลยไม่ใช่รึไง?”
ส่วนไป๋หยู่โรวก็พูดขึ้นมาทั้งที่ตาแดงก่ำว่า “พี่ซือหาน พี่ไม่ต้องสนใจฉันหรอก พี่กลับไปง้อเธอก่อนเถอะ”
ตอนนี้ตัวเธอเปียกโชกไปหมด สภาพดูน่าสงสารมาก
เพ่ยซือหานพยายามข่มอารมณ์ที่บอกไม่ถูกในใจเอาไว้ “ไม่เป็นไรหรอก ผมพาคุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า”
หลังจากพูดจบ เขาก็หรี่ตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“ส่วนลู่หลี อีกไม่เกินสองชั่วโมง เดี๋ยวเธอต้องทำโจ๊กบำรุงกระเพาะให้ฉันกินแน่นอน!”
“งั้นก็โอเคค่ะ” ไป๋หยู่โรวกัดริมฝีปาก แล้วเธอก็พูดขึ้นมาราวกับกำลังตำหนิตัวเองว่า “จริงสิ พรุ่งนี้ตระกูลฟู่ก็จะจัดงานเลี้ยงแล้ว ฉันว่าพี่ให้คุณลู่ไปกับพี่เถอะ”
“เธอไม่คู่ควรหรอก อีกอย่างคนที่ผมชอบก็คือคุณ” เพ่ยซือหานพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจังว่า “หยู่โรว ช่วงนี้ตระกูลฟู่กำลังมองหาบุคลากรทางการแพทย์อยู่ บางทีพวกเราอาจใช้โอกาสนี้เอาชนะใจพวกเขาได้นะ”
เมื่อคนด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็เริ่มคุยโวขึ้นมาทันที
“คุณเพ่ยไม่ต้องห่วงเลยนะคะ คุณไป๋เป็นนักศึกษาดีเด่นของมหาวิทยาลัยแพทย์เมืองอูซาน แถมอาจารย์ของเธอยังเป็นหมอเทวดาด้วย!”
ไป๋หยู่โรวพูดอย่างถ่อมตัวว่า “พรุ่งนี้ฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเลยค่ะ”
อันที่จริงหมอเทวดาหายตัวไปหลายปีแล้ว เธอก็แค่เก็บหนังสือที่คนคนนั้นทิ้งไว้ได้เท่านั้น
ส่วนเรื่องการเอาชนะใจคนตระกูลฟู่ เธอจะต้องทำให้ได้
……
ที่วิลล่าเวียงม่วง ลู่หลีทำการปริ้นท์ข้อตกลงการหย่าออกมา
ในวิลล่าไม่มีสิ่งของของเธอมากนัก ดังนั้นเธอจึงแทบไม่ต้องนำอะไรติดตัวไปเลย นอกจากสิ่งของจำเป็นอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ส่งข้อความไปหาเพื่อนสนิทของเธอ ทั้งเซ็นข้อตกลงการหย่าเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะถอดแหวนแต่งงานออกมาวางทับไว้ด้านบน
“แต่งงานกันมาสามปี เหมือนขุดหลุมฝังตัวเองไม่มีผิดเลย”
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ลู่หลีก็ออกไปกลางดึก
ไม่นานหลังจากนั้น รถลัมโบร์กินีสีส้มอมแดงคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ข้างทาง ผู้หญิงที่ทำผมทรงดังโงะลงมาจากฝั่งคนขับ แล้วก็เข้ามากอดเธอแน่น “เสี่ยวหลีเพื่อนรัก สุขสันต์วันหย่านะ!”
หลังจากที่เสิ่นเจียเจียพูดจบ เธอก็ส่งกุญแจให้
“สามปีผ่านไป ถึงเวลาที่เธอจะกลับมาเป็นราชินีลู่ของพวกเราสักที ทุกคนกำลังรอเธออยู่นะ!”
เสิ่นเจียเจียเป็นเด็กกำพร้า เธอสนิทสนมกับลู่หลีถึงขึ้นที่ตายแทนลู่หลีได้เลย หลายปีที่ผ่านมา เธอคอยช่วยลู่หลีดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ มาโดยตลอด
เธอเป็นทั้งเพื่อนสนิท แล้วก็เป็นพาร์ทเนอร์ด้วย เพราะเหตุนี้เธอถึงได้โกรธแค้นมาก
“ไอ้เพ่ยซือหานมันชั่วช้าสารเลวจริง ๆ ส่วนไป๋หยู่โรวก็กล้าเรียกตัวเองว่าหมออัจฉริยะ ฉันว่ายัยนั่นน่าจะเป็นขโมยอัจฉริยะมากกว่านะ!”
เสิ่นเจียเจียด่าทอออกมายกใหญ่ “สองคนนั้นเหมือนหนูในท่อระบายน้ำกับแมลงสาบไม่มีผิดเลย โสโครกน่ารังเกียจ!”
ลู่หลีรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา เธอรู้ดีว่าเสิ่นเจียเจียพูดเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้เธอ
“ไปกันเถอะ” เธอเปิดประตูรถออก “การปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอดีตต่อไปมันไม่คุ้มหรอก ฉันใช้เวลามาสามปีกว่าจะเข้าใจได้”
ขอแค่คิดได้ จะเมื่อไหร่ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปหรอก
เสิ่นเจียเจียถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ เรื่องที่เธอให้ฉันไปสืบมีเบาะแสแล้วนะ”
เธอส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือของลู่หลี
“การตายของแม่เธอในตอนนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุจริง ๆ ด้วย พยาบาลที่ทำคลอดให้แม่เธอมีพิรุธบางอย่าง”
ลู่หลีขมวดคิ้วพลางถามว่า “สามารถหาที่อยู่ของพยาบาลคนนั้นได้ไหม?”
นับตั้งแต่ที่เธอเกิดมา แม่ของเธอก็เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด
พ่อของเธอมองว่าเธอเป็นตัวซวยจึงไล่เธอออกจากตระกูลเจียง และส่งเธอไปให้คนอื่นดูแลที่ชนบท
แต่หลังจากที่เธอโตขึ้น เธอก็พบว่าการตายของแม่มีพิรุธบางอย่าง
“ตอนนี้ยังหาไม่เจอเลย” เสิ่นเจียเจียรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร
“แต่ครั้งสุดท้ายที่เธอปรากฏตัวคือที่ตระกูลฟู่ ซึ่งตระกูลฟู่เป็นตระกูลที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลที่สุด เกรงว่าคงต้องหาวิธีแฝงตัวเข้าไปให้ได้แล้วล่ะ”
ลู่หลีนึกถึงศัตรูคู่อาฆาตในอดีตที่แซ่ฟู่เหมือนกันขึ้นมา
แต่ผู้ชายคนนั้นคือหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่อิตาลี แล้วก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกับเมืองอูซานเลย
“ต่อให้จะยากเย็นแค่ไหน ฉันก็ต้องลองพยายามดู”
ทันทีที่เธอพูดจบ โทรศัพท์เธอก็มีข้อความเข้า
พอลู่หลีเปิดหน้าจอก็เห็นว่าพ่อของเธอที่ปกติเป็นคนเลือดเย็นมาโดยตลอด จู่ ๆ ก็ยอมให้เธอกลับบ้านอย่างน่าเหลือเชื่อ
เสิ่นเจียเจียเอ่ยขึ้นว่า “เขาต้องมีเจตนาอื่นแอบแฝงแน่ ๆ ”
แต่ลู่หลีกลับเงยหน้าขึ้นพูดว่า “พอดีเลย นี่ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ฉันควรต้องไปเอาของของแม่ฉันกลับมาได้แล้ว”
ยี่สิบนาทีต่อมา เธอก็มาถึงบ้านตระกูลเจียง แล้วก็เห็นชายวัยกลางคนกำลังใช้ไม้เท้าคำพื้นอยู่ในห้องนั่งเล่น
“มีผู้ชายคนไหนไม่นอกใจบ้าง เธอนี้มันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ ขนาดสามีคนเดียวยังควบคมไม่ได้ แถมยังคิดจะหย่าอีกเหรอ!”
เจียงเหว่ยหัวพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ตระกูลเพ่ยเป็นผู้นำในวงการก่อสร้าง เจียงซือ กรุ๊ปของพวกเรามีความสัมพันธ์อันดีงามกับพวกเขาอยู่ เธอจะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็สั่งลู่หลีอย่างคนที่เหนือกว่าว่า
“ไปต้มโจ๊กให้เพ่ยซือหานซะ ยอมลดทิฐิลงซะบ้าง”
คุณอาจจะชอบ





