
พระชายาของข้าคนเดียว
ตอน 2
ทันใดนั้นในสมองของซูชิงหลีก็มีข้อมูลของบุคคลนี้ปรากฏขึ้นมา
เขาคือโม่อวิ๋นถิงหรือองค์ชายหกแห่งเทียนหยวนนั่นเอง แม่ผู้ให้เกิดของเขาเป็นทาสที่ได้รับโทษในพระราชวัง เขามีดวงตาที่แปลกประหลาดมาตั้งแต่เกิด เมื่ออายุได้สิบสี่ปีเขาได้เริ่มออกรบ ทำให้มีผลงานด้านการสู้ศึกเป็นจำนวนมาก ฮ่องเต้จึงขนานนามว่าเขาเป็นราชาแห่งนักรบ แล้วเขาก็ยังเป็นองค์ชายเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำและมีกองทัพที่ทรงพลังอยู่ในความดูแล
ผู้คนในเมืองหลวงต่างก็กลัวและยำเกรงเขากันเป็นอย่างมาก ไม่มีใครกล้าทำให้เขาขุ่นเคืองใจเลยสักคน โหวชิ่งหยางก็แค่ส่งจดหมายเชิญไปตามมารยาทเท่านั้น แต่กลับไม่คาดคิดว่าเขาจะมางานเลี้ยงจริง ๆ
โม่อวิ๋นถิงที่อยู่ตัวคนเดียวกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ในศาลา ราวกับว่าเขาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากเรื่องราวความวุ่นวายตรงหน้าเลยสักนิดเดียว
“ขอฝ่าพระบาทท่านราชาแห่งนักรบได้โปรดทวงความยุติธรรมให้กับฮูหยินและข้าน้อยด้วยเถิดเพคะ”
โม่อวิ๋นถิงเล่นกับแก้วสุราในมือไปมา มุมปากของเขาโค้งขึ้นอย่างเย็นชา ในโลกนี้มีคนที่กล้าขอให้เขาทวงความยุติธรรมให้ด้วยอย่างนั้นหรือ
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับพฤติกรรมของซูชิงหลีเป็นอย่างมาก มีใครไม่รู้บ้างว่าราชาแห่งนักรบอย่างโม่อวิ๋นถิงนั้นเป็นเทพแห่งความตาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด ทุกคนต่างก็พากันอยู่ให้ห่างจากเขาเข้าไว้ เพราะกลัวว่าจะไปทำให้เทพแห่งความตายองค์นี้ไม่พอใจเข้า แล้วจะต้องจบลงด้วยการตายอย่างน่าสลดใจ!
หรือว่าสมองของซูชิงหลีจะได้รับการกระทบกระเทือนไปแล้ว นางถึงได้กล้าขอให้เทพแห่งความตายทวงความยุติธรรมให้กับนางเช่นนี้!
แต่แล้วซูชิงอวี่กลับแอบหัวเราะเยาะ เดิมทีนางยังเป็นกังวลอยู่เลยว่าซูชิงหลีอาจจะไม่ตาย แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันจบลงแล้ว ซูชิงหลีนั้นรนหาที่ตายเอง”
ซูชิงหลีจับโหวชิ่งหยางเอาไว้เป็นตัวประกันและเดินไปที่หน้าศาลา จากนั้นก็ผลักโหวชิ่งหยางออกไป แล้วนางก็รีบซอยเท้าปรี่เข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าโม่อวิ๋นถิง
“ชิงหลีได้ยินมาว่าท่านอ๋องเป็นคนที่มีความเที่ยงธรรมและเป็นกลาง มีความตงฉินมากที่สุดแล้ว ท่านจะไม่ยอมปล่อยคนร้ายที่ทรยศให้หนีไปได้ แล้วก็จะไม่มีทางใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ใด ๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ที่สมควรได้รับเกียรติในแคว้นต้าจิ้นของเราอีกด้วยเพคะ”
ซูชิงหลีกล่าวชื่นชมยกย่องเขายกใหญ่ เมื่อเห็นว่าโม่อวิ๋นถิงไม่ได้ดูโกรธเคือง นางถึงได้พูดต่ออีกว่า
“ชิงหลีไม่ใช่ฆาตกรนะเพคะ ขอท่านอ๋องให้เวลาข้าน้อยสามชั่วยามในการหาฆาตกรตัวจริง หากไม่สามารถจับฆาตกรตัวจริงมาได้ ชิงหลีจะยอมให้ท่านอ๋องจัดการอย่างไรก็ได้เลยเพคะ”
โม่อวิ๋นถิงมองไปที่ซูชิงหลีที่กำลังคุกเข่าต่อหน้าเขาด้วยความเคารพ โดยที่ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมาเลยสักนิด การที่จะให้เขาเป็นคนทวงความยุติธรรมให้ก็ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระมากพออยู่แล้ว แต่นางยังจะยกย่องว่าเขาเป็นคนมีความเที่ยงธรรมเป็นกลาง แล้วก็มีความตงฉินอีกอย่างนั้นหรือ
ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดที่เกิดมาพร้อมกับดวงตาที่แปลกประหลาดกันทั้งนั้น อีกทั้งยังเป็นสัตว์ประหลาดกระหายเลือดที่เย็นชาและโหดร้ายอีกด้วย แต่ซูชิงหลีกลับบอกว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ของแคว้นต้าจิ้นเสียอย่างนั้น นี่นางเยาะเย้ยเขาอยู่ใช่หรือไม่
เขาหรี่ตาลง เจตนาฆ่าถูกปล่อยออกมา
ซูชิงหลีเงยหน้าขึ้นสบตากับโม่อวิ๋นถิง ในแววตาของนางไม่มีร่องรอยของการเยาะเย้ยอยู่เลยสักนิดเดียว มีเพียงแค่ความจริงใจและความมุ่งมั่นเด็ดขาดเท่านั้น
“หวังว่าท่านอ๋อง จะให้โอกาสชิงหลีได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองสักครั้งนะเพคะ!”
ซูชิงหลีเป็นคนแรกเลยที่กล้าสบตากับเขา!
เมื่อเห็นในความกล้าหาญของนาง เขาจึงให้โอกาสนางสักครั้งหนึ่ง เขาก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ซูชิงหลีจะจัดการกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร
“ในเมื่อเจ้ายืนกรานถึงเพียงนี้ ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง ภายในสามชั่วยาม หากเจ้าไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าได้ ข้าจะส่งเจ้าไปที่แท่นประหารหัวด้วยตัวของข้าเอง”
หลังจากได้รับการอนุญาตจากโม่อวิ๋นถิงแล้ว ซูชิงหลีก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที
“ท่านอ๋องได้โปรดปิดกั้นจวนโหวชิ่งหยางด้วยเถิดเพคะ ในสามชั่วยามนี้ ห้ามผู้ใดเข้าหรือออกจวนของโหวชิ่งหยางทั้งสิ้น”
โม่อวิ๋นถิงแค่ทำการโบกมือขึ้นมา ทันใดนั้นองครักษ์ชุดดำก็รีบเข้ามาล้อมจวนของโหวชิ่งหยางเอาไว้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องการจะคัดค้าน แต่แล้วเมื่อเห็นสีหน้าที่เย็นชาของโม่อวิ๋นถิง พวกเขาก็ทำได้เพียงกลืนความไม่พอใจทั้งหมดลงไป
“หม่อนฉันจะไปตรวจดูศพเพคะ” ซูชิงหลีมองไปที่โม่อวิ๋นถิง นางรู้ว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เกรงกลัวโม่อวิ๋นถิงกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าทำอะไรกับโม่อวิ๋นถิง แต่กลับแอบลอบทำร้ายนาง!
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเลือกนางเป็นเป้าหมายของการใส่ร้าย คนที่พวกเขาต้องการจะจัดการเกรงว่าจะเป็นจวนเสนาบดีที่อยู่เบื้องหลังนางเสียมากกว่า อีกอย่างนางก็ต้องการให้คนของโม่อวิ๋นถิงเป็นพยานให้นางด้วย เพื่อจะได้ยืนยันได้ว่าหลักฐานที่นางพบนางไม่ได้เป็นคนทำขึ้นมาแต่อย่างใด
“ซวนยี เจ้าไปกับนาง หากใครกล้ามาขวาง ฆ่าได้เลยโดยไม่ต้องปรานีใด ๆ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ซูชิงหลีเดินไปที่ห้องของฮูหยินของท่านโหวชิ่งหยางในทันที แต่แล้วตอนที่นางเพิ่งก้าวไปได้แค่สองก้าว นางก็ได้ยินเสียงของโม่อวิ๋นถิงพูดขึ้นมาว่า
“ซูชิงหลี หากเจ้ากล้าหลบหนี ทุกคนในตระกูลซูจะมีความผิดไปด้วยเช่นกัน”
“ท่านอ๋องวางใจเถิดเพคะ ชิงหลีจะไม่มีวันหนีไปไหนอย่างแน่นอน”
คุณอาจจะชอบ





