
หมอปีศาจพันหน้า
ตอน 2
หุบเขาเทวะ
“ศิษย์พี่ใหญ่ รอบนี้น้องสิบลงเขาไปหลายวันแล้วนะขอรับ เราจะไม่ตามไปดูหน่อยเหรอ” เจินเฉียงที่เห็นว่าน้องเล็กหายไปร่วมสองวันแล้วก็เริ่มกระวนกระวายอยู่ไม่ติด เดินเข้ามาหาสวีไห่ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงระเบียง
“ใช้ว่าเจ้าสิบมิเคยหายไปหลายวันเช่นนี้สักหน่อย เจ้าอย่าได้ร้อนใจไปเลยเจ้าห้า”
“แต่ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็นห่วงนางชอบกล ข้าไปตามนางดีหรือไม่”
“ข้าไปด้วยสิ” เฉินรั่วที่เดินเข้ามาสมทบได้ยินเข้าพอดีเลยวิ่งเข้ามาเกาะแขนศิษย์พี่ห้าของเขาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“อยากไปเล่นซนมากกว่าสินะเจ้าเก้า อยู่ที่นี่ดูแลท่านอาจารย์ไปเถอะ ข้าไปเอง”
“ไม่ต้องมีใครไปทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวเจ้าสิบก็กลับมา คงแค่อยากออกไปท่องยุทธภพนี้เหมือนเช่นทุกครั้งนั่นแหละ อีกอย่างเจ้าสิบเองก็มีฝีมือ รู้จักเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว อย่าร้อนใจไปเลย อีกอย่างหากพวกเจ้าไปกันหมด แล้วใครจะอยู่ดูแลสำนักเล่า”
เป็นเพราะศิษย์คนอื่น ๆ เองก็แยกย้ายกันออกไปท่องยุทธภพ นาน ๆ ถึงจะกลับมาสักครั้ง หลินจื่อเยว่เองก็ชอบท่องยุทธภพ แม้ว่าจะไม่เคยไปได้ไกลมากนัก เพราะเหล่าศิษย์พี่ไม่ยินยอมด้วยเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ครั้งล่าสุดน้องเล็กของพวกเขาก็ดื้อหนีไปเที่ยวไกลถึงฟากมหาสมุทรหนานไห่ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้หลินจื่อเยว่รับปากสวีไห่เอาไว้ว่าจะมิออกจากสำนักในช่วงนี้นั่นเอง
สวีไห่มองศิษย์น้องของตนแล้วยกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบาย ๆ แม้นจะมีความสามารถเห็นกาลล่วงหน้าได้ หากแต่ก็ไม่ได้เก่งกาจที่จะมองเห็นอย่างชัดเจน ที่เขารับรู้มีเพียงหลินจื่อเยว่จะกลับมา ทว่าเป็นเมื่อไหร่นั้นเขาเองก็สุดจะรู้เช่นกัน...
ไม่รู้ว่าเวลาผันผ่านไปนานเท่าไร หลินจื่อเยว่รู้สึกขึ้นอีกครั้งพร้อมกับอาการปวดที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ถูก แขนขาก็ขยับไม่ได้ หญิงสาวจึงคิดไปว่า มันน่าจะเป็นผลมาจากแรงอัดของระเบิดที่เกิดขึ้น นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ทว่ากลับพบเข้ากับสีเขียวของใบไม้มากมายที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นได้
ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับวูบไป หลินจื่อเยว่จำได้ว่าแรงระเบิดที่ห้องทดลองนั้นรุนแรงพอสมควร เธอเห็นร่างนักวิจัยรุ่นน้องกระเด็นไปอีกทาง เช่นนั้นเมื่อตื่นมาสิ่งที่นางต้องเจอถ้าไม่ใช้ฝ้าเพดานสีขาวของโรงพยาบาล ก็น่าจะต้องเป็นเศษซากของห้องทดลอง ทว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้มันห่างไกลจากสิ่งที่คิดเอาไว้ไปมาก
หลินจื่อเยว่หลับตาลงอีกครั้ง เพราะตอนนี้ความเจ็บปวดทำให้นางรู้สึกทรมานอย่างที่ไม่อาจทนได้ไหว อาศัยความเป็นหมอที่มีความสามารถทั้งในเรื่องการแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบันประเมินอาการตัวเอง ซึ่งทำให้พอรู้ว่าแขนขาที่ขยับไม่ได้น่าจะเพราะหัก
ทว่ารุนแรงแค่ไหนนางก็ไม่รู้ได้ และสิ่งที่นางควรทำในตอนนี้คือหาคนช่วย นางพยายามกดข่มความเจ็บปวดเอาไว้แล้วพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ หวังใจว่าคงมีใครผ่านมาได้ยินบ้าง
“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย ช่วย...ช่วยฉันด้วย” น้ำเสียงแหบแห้งช่างเบาหวิว
และทันทีที่นางเปล่งเสียง ราวกับมันไปกระตุ้นความเจ็บปวดให้ลุกโหมขึ้นมาอีก เรียวปากอิ่มที่ยามนี้ซีดขาวราวกระดาษเม้มเข้าหากันแน่น กระนั้นก็ยังพยายามร้องให้คนช่วยอยู่
หลินจื่อเยว่ร้องขอให้คนช่วยเรื่อย ๆ แม้ความเจ็บปวดจะทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม
สวบ~ สวบ~
ขณะที่กำลังจะร้องให้คนช่วยอีกครั้ง พลันก็ได้ยินเสียงคล้ายคนเดินอยู่ไม่ไกลมากนัก หลินจื่อเยว่จึงรวบรวมแรงฮึดสุดท้ายแล้วเปล่งเสียงร้องให้ดังขึ้นกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งกลุ่มชาวบ้านหญิงชายสี่ห้าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีสองป้าหลานแซ่อวิ๋นรวมอยู่ด้วยเดินออกมาจากในป่าเพื่อกลับเข้าหมู่บ้าน
“ท่านป้า ได้ยินเสียงหรือไม่ขอรับ” อวิ๋นโม่กระตุกชายเสื้อผู้เป็นป้าเมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับคนร้อง
“ได้ยินสิ เสียงใบไม้ที่เจ้าเหยียบนี่ไง” อวิ๋นหลานเอ่ยตอบหลานชายวัยสิบสองหนาวด้วยท่าทีขบขัน
“ไม่ใช่ขอรับ เสียงคนขอรับ”
สิ้นเสียงของอวิ๋นโม่ อว็นหลานรวมถึงเพื่อนบ้านอีกสามคนต่างหยุดชะงักแล้วหันมองหน้ากัน ก่อนจะหันมองไปทางอวิ๋นโม่อีกครั้ง ซึ่งอวิ๋นโม่ก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงยืนยันคำพูดของตัวเอง
“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วมาตามลมเบา ๆ ทำให้ทั้งห้าคนหันมองไปรอบ ๆ
“เอ๋ นั่นเสียงคนใช่ไหม พวกเจ้าฟังสิ” หญิงคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น เพราะนางมั่นใจว่านางมิได้หูแว่วหูฝาดเป็นแน่
“ข้าก็ได้ยิน แต่เสียงมาจากทางใดกันเล่า”
หลังบุรุษหนุ่มวัยสี่สิบหนาวพูดจบ ทุกคนก็เงียบลงอีกครั้งเพื่อที่จะได้รู้ทิศทางที่มาของเสียงนั้น
“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย”
“ทางนั้นขอรับท่านลุง ท่านป้า ทางนั้น” อวิ๋นโม่ชี้ไม้ชี้มือไปทางทิศหนึ่ง
ทั้งห้าคนเดินไปตามทิศทางที่อวิ๋นโม่บอก ก่อนจะพบกับร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวราวกับพวกบัณฑิต เสื้อผ้าขาดวิ่นคาดว่าคงเพราะโดนกิ่งไม้เกี่ยว ใบหน้ามีบาดแผลเล็กน้อย พร้อมกับแขนขาที่มีบางส่วนผิดรูปไป
“เจ้าดูซิอาโม่ว่า นางยังหายใจอยู่หรือเปล่า”
อวิ๋นโม่พยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วยกมือขึ้นใช้ก้านนิ้วอังไปตรงจมูก ก่อนจะชักกลับด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ ร่างตรงหน้าก็เอ่ยพูดออกมา
“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย ช่วย...ช่วยฉันด้วย” น้ำเสียงแหบแห้งและเบาราวกับกระซิบ กระนั้นอวิ๋นโม่ที่อยู่ใกล้มาก ๆ ก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน
“ท่าน...ท่านป้า นางยังมิตายขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนจะตัดสินใจพานางกลับไปยังหมู่บ้านเสียก่อน อย่างน้อย ๆ ก็รอให้นางฟื้นคืนสติดี จะได้ถามไถ่ที่มาที่ไป และเหตุใดจึงมานอนเจ็บอยู่ที่ตรงนั้น
หมู่บ้านเหลิ่งซาน
ภายในหมู่บ้านที่เงียบสงบ บัดนี้ชาวบ้านต่างพากันยืนออล้อมวงมุงอยู่บริเวณหน้าบ้านป้าหลานแซ่อวิ๋น เพราะเหตุการณ์เช่นที่มีการพาคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้มีไม่บ่อยนัก เนื่องจากเป็นหมู่บ้านปิด ยิ่งรู้ว่าคนแปลกหน้าเป็นสตรีด้วยแล้ว ทุกคนจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
เช่นเดียวกันกับผู้นำหมู่บ้านเดินทางมาที่บ้านสองป้าหลานแซ่อวิ๋น หลังจากรับรู้ว่าลูกบ้านซึ่งเข้าไปหาของป่าพบเจอสตรีแปลกหน้าบาดเจ็บ และพากลับเข้ามาในหมู่บ้านเหลิ่งซาน ซึ่งมีเหตุการณ์เช่นนี้ไม่บ่อยนัก โดยที่พวกเขาให้สตรีผู้นั้นพักอาศัยที่บ้านของป้าหลานแซ่อวิ๋น
“ป้าอวิ๋น เรื่องเป็นมาเช่นไรเล่า” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถามขึ้นพลางมองไปยังร่างบางที่นอนไม่ได้สติอยู่บนแคร่ไม้ไผ่
“พวกข้าไปพบนางที่ตีนเขาเจ้าค่ะ เห็นนางเจ็บหนักก็นึกสงสาร ตั้งใจว่าพอนางฟื้นค่อยให้นางออกไปเจ้าค่ะท่านผู้นำ”
“อืม ดูแล้วน่าสงสารจริง และคงเจ็บหนักไม่น้อย แต่อย่างไรป้าอวิ๋นก็ระวังตัวด้วย แม้นางจะเป็นสตรี หากแต่ก็แปลกหน้าแปลกตา อย่าได้ไว้ใจ พวกเจ้าก็ช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยเล่า” ปลายประโยคผู้นำหมู่บ้านหันไปบอกลูกบ้านที่ต่างมามุงดูอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
การปรากฏตัวของหลินจื่อเยว่ทำให้ชาวบ้านที่สงสัยใคร่รู้ต่างพากันมาดู บ้างก็นำสมุนไพรมาให้สองป้าหลานแซ่อวิ๋นใช้รักษาคนเจ็บ
“หน้าตาผิวพรรณพี่สาวดูดี ไม่เหมือนชาวบ้านเช่นเรานะขอรับท่านป้า” อวิ๋นโม่หันไปคุยกับผู้เป็นป้า
“ข้าก็คิดเช่นนั้น เสื้อผ้าที่นางสวมเป็นผ้าแพรมีราคา คงเป็นคุณหนูจากที่ไหนสักที่”
“คุณหนูสูงศักดิ์จะเข้าป่ามาทำไมกันเล่าท่านป้า ท่านช่างเลอะเลือนโดยแท้”
“หน็อย อาโม่ เดี๋ยวนี้เจ้าไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำแล้วสินะ”
สองป้าหลานนั่งทานอาหารไปด้วยกัน โดยระหว่างที่หญิงสาวปริศนายังไม่ฟื้น อวิ๋นหลานและอวิ๋นโม่ก็คอยดูแลนางเป็นอย่างดี
คุณอาจจะชอบ





