
หมอปีศาจพันหน้า
ตอน 3
ผ่านไปร่วมสามวันที่หลินจื่อเยว่หมดสติไป นางค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้า ๆ ก่อนจะพบใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูก็รู้ว่าคงอายุยังมิถึงสิบห้า
“พี่สาวตื่นแล้วหรือขอรับ พี่สาวหลับไปนานจนข้ากับท่านป้าเป็นกังวลเลยนะขอรับ”
“นะ...น้ำ ขอน้ำ”
เพราะรู้สึกว่าภายในลำคอแห้งผากคล้ายมีทรายละเอียดอยู่ในนั้น หลินจื่อเยว่ที่เพิ่งได้สติก็ร้องหาน้ำเปล่าทันที
อวิ๋นโม่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็กระวีกระวาดไปตักน้ำมาให้ พลางค่อย ๆ ประคองป้อนเหมือนที่เห็นผู้เป็นป้าทำก่อนหน้านี้ เพราะแม้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะไม่ฟื้น ทว่าอวิ๋นหลานก็คอยป้อนน้ำให้อยู่ตลอด
แค่ก แค่ก
หลินจื่อเยว่พยายามประคองตัวเองนั่ง พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ เรือนไม้ด้วยความงุนงง ช่วงที่หลับไป นางได้ฝันเห็นสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายตน แต่รูปร่างเล็กกว่า ทั้งเส้นผมของสตรีผู้นั้นก็ยาวกว่านาง ซึ่งสตรีในความฝันทำเพียงยืนส่งยิ้มให้กับนาง ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป ก่อนที่นางจะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ของสตรีผู้นั้นชัดเจน
หลินจื่อเยว่หันมองไปทางเด็กหนุ่มอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดออกมา พลันนั้นก็ได้กลิ่นสมุนไพรบรรเทาปวดที่โชยพัดเข้ามาเตะปลายจมูก ทำให้นางรู้ว่าความรู้ติดตัวนั้นมิได้เลือนหายไปพร้อมกับเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้
“พี่สาว ท่านพูดมิได้หรือขอรับ เหตุใดเอาแต่มองหน้าข้าเล่า เอ จะว่าพูดมิได้ก็มิใช่ เมื่อกี้พี่สาวยังขอน้ำข้าอยู่เลย”
‘น้ำข้า? เจ้าเด็กนี่พูดจาสองแง่สองง่ามเสียจริง’ หลินจื่อเยว่นึกตำหนิเด็กหนุ่มในใจ เพราะคำที่เขาใช้มันมีความหมายแฝงมาด้วย
“เจ้าควรพูดว่า ‘ขอน้ำกับข้า’ ไม่ใช่ ‘น้ำข้า’ มันไม่ดี”
อวิ๋นโม่ยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความไม่เข้าใจว่า ทั้งสองแตกต่างกันเช่นไร กระนั้นก็ดีใจที่เห็นว่าหญิงแปลกหน้าพูดจาแล้ว
“พี่สาว มาจากที่ใดกันขอรับ เหตุใดถึงไปนอนเจ็บอยู่กลางป่าเช่นนั้น”
เพราะเห็นทุกอย่างจากในความฝัน ทำให้ตอนนี้หลินจื่อเยว่ไม่รู้ว่าควรไว้ใจเด็กหนุ่มตรงหน้ามากน้อยแค่ไหน ถึงแม้ดูแล้วจะไร้พิษสงใด ๆ ก็ตาม
“อาโม่ มาช่วยป้ายกของหน่อย” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น ทำให้หลินจื่อเยว่หันไปมองยังทิศทางที่มาของเสียง
“ท่านป้า พี่สาวฟื้นแล้วขอรับ” อวิ๋นโม่เอ่ยบอกกับผู้เป็นป้า ก่อนจะวิ่งออกไปช่วยยกของเข้ามาในบ้าน
“เจ้าฟื้นเสียที หลับไปหลายวันข้ากับหลานชายก็พาลใจคอไม่ดี” อวิ๋นหลานเร่งเดินเข้าบ้านมาพลางมองสำรวจหญิงสาวบนเตียงด้วยความดีใจ
“...”
“เจ้ามีนามว่าอย่างไร แล้วมาจากที่ใดหรือ” อวิ๋นหลานเอ่ยถามขึ้นต่อ
“...”
ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความเงียบ พร้อมกับสายตาคู่คมที่จ้องมองมาทางตนนิ่ง ๆ อวิ๋นหลานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีก็พอจะเข้าใจได้ว่าหญิงสาวเองก็คงไม่ไว้พวกตนเช่นเดียวกัน
“ข้าชื่ออวิ๋นหลาน ส่วนนี่หลานชายข้า อวิ๋นโม่ ข้ากับหลานและเพื่อนบ้านสองสามคนไปเจอเจ้านอนเจ็บอยู่ในป่าตรงตีนเขา เห็นว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่เลยพาเจ้ากลับมาที่หมู่บ้านเสียก่อน”
อวิ๋นหลานแนะนำตัวเองและหลานชายพร้อมบอกที่มาที่ไปที่หลินจื่อเยว่ต้องมาอยู่ที่นี่ ก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“ขาของเจ้าหัก ลุงหานบ้านถัดไปเอาแผ่นไม้กระดานมาดามเอาไว้ เจ้าก็อย่างเพิ่งขยับเล่า ส่วนแผลภายนอกอื่น ๆ ก็มีชาวบ้านเอาหยูกยามาให้เจ้า แต่ข้าเองก็ไม่ได้มีความรู้มากนัก เลยให้แค่ยาบรรเทาปวดและยาลดไข้แก่เจ้า ไม่กล้าให้ยาเจ้าทั้ง ๆ ที่ไม่รู้น่ะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะป้าอวิ๋น ข้าผู้แซ่หลิน นามว่าจื่อเยว่ ท่านป้าเรียกข้าว่าเสี่ยวเยว่ก็ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อสัมผัสได้ว่าสองคนตรงหน้ามิใช่คนร้าย หลินจื่อเยว่ก็เอ่ยแนะนำตัวเองพร้อมเอ่ยขอบคุณออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางนอบน้อม ก่อนจะหันไปมองเรียวขาข้างซ้ายที่มีไม้กระดานสองแผ่นดามเอาไว้อยู่
“แล้วที่นี่คือที่ไหนหรือเจ้าคะท่านป้าอวิ๋น”
“หมู่บ้านเหลิ่งซาน เดิมทีหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านปิด มิได้ให้ผู้คนภายนอกเข้ามาหรอกนะ แต่เจ้าสบายใจได้ อยู่รักษาตัวเสียให้หาย แล้วค่อยคิดการเอาว่าจะทำเช่นไรต่อไป”
“เจ้าค่ะท่านป้า เอ่อ เมื่อครู่ท่านป้าบอกว่ามีชาวบ้านเอายามาให้ ข้าขอดูหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
เพราะเป็นหมอจึงรู้ดีว่าตอนนี้สภาพร่างกายของตัวเองเป็นอย่างไร จึงอยากรักษาตัวให้หายเร็ว ๆ อวิ๋นหลานไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เดินไปหยิบถาดยาสมุนไพรมาให้
“รู้เรื่องยาด้วยหรือ”
“ข้าเป็นหมะ... หมายถึงข้าเคยเรียนมาเจ้าค่ะ”
หลินจื่อเยว่รับถาดยาสมุนไพรมาถือเอาไว้ ก่อนจะมองมันอย่างพินิจพิจารณา แม้จะไม่แน่ใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต หากแต่นางก็นึกดึใจที่ความรู้เมื่อครั้งยังเป็นคุณหมอหลินจื่อเยว่ยังมีติดตัวอยู่ อีกทั้งความรู้ความทรงจำของร่างเดิมก็สามารถเติมเต็มความสามารถของนางได้อีกไม่น้อย
“ว่าแต่เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่าเจ้ามาจากที่ใด”
หลินจื่อเยว่เมื่อได้ยินคำถาม ก็เงยหน้ามองไปทางอวิ๋นหลาน เรียวปากอิ่มเม้มแน่นอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเลือกปิดบังความจริงเอาไว้
“คือข้า...นอกจากชื่อก็จำสิ่งใดไม่ได้เลยเจ้าค่ะ แต่คิดว่าอีกหน่อยก็คงค่อย ๆ จำได้”
“อย่างนั้นสินะ มิเป็นไร ช่วงที่ยังรักษาตัวอยู่ก็อาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน หากต้องการสิ่งใดก็บอกแก่ข้า หรืออาโม่ได้เลย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้า”
หลินจื่อเยว่มองไม้ที่ดามขาเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันมิได้ถูกหลักการเสียทีเดียว นางจึงค่อย ๆ ยื่นมือไปแกะผ้าที่รัดแผ่นไม้นั้นเอาไว้ แต่เพราะทำไม่ถนัด สุดท้ายจึงวานให้อวิ๋นโม่มาช่วย
“ใช่ วางขนาบแบบนั้นแหละ จากนั้นก็ใช้ผ้าในมือเจ้ารัดพันให้แน่น ๆ” หลินจื่อเยว่เอ่ยบอกวิธีให้อวิ๋นโม่ทำตามไปช้า ๆ
“รัดแน่นเช่นนี้จะดีหรือขอรับเยว่เจี่ย”
“ต้องรัดให้แน่นแบบนั้นแหละ แน่นอีกอาโม่ แน่นกว่านี้”
“แต่ท่านลุงหานบอกว่า หากรัดแน่นไปเลือดจะมิไหลไปเลี้ยงร่างกายนะขอรับ”
“แต่หากมิรัดให้แน่น แผ่นไม้ก็จะขยับ ขาก็จะขยับได้ กระดูกก็จะมิเชื่อมต่อกัน แบบนั้นนานวันเข้าก็จะมิสามารถกลับมาเดินได้อีก”
“แต่ว่า...”
“อาโม่ นี่มันร่างกายข้า ข้าย่อมรู้สิ เจ้าทำตามที่ข้าบอก มิต้องกังวลสิ่งใด”
และกว่าผู้ช่วยจำเป็นจะทำการรัดผ้าจนแน่นเสร็จ ก็ปาไปราว ๆ สองก้านธูป จากนั้นก็ไปหาไม้กลมยาวมาให้หลินจื่อเยว่ตามที่นางร้องขอ
เพราะหากจะให้นางนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เช่นนี้คงไม่ดีแน่ ดูจากความเป็นอยู่สองป้าหลานแซ่อวิ๋นแล้วคงมิได้มีเงินทองมากมาย หากต้องเจียดเงินเหล่านั้นมาให้นางอีก นางคงกลายเป็นภาระหนักเป็นแน่ เมื่อได้ท่อนไม้จากอวิ๋นโม่พร้อมกับมีดยาว หญิงสาวก็ลุกขึ้นนั่งก่อนจะสับไม้ให้ได้ระดับความสูงพอเหมาะกับร่างกายของนาง จากนั้นสับส่วนปลายข้างหนึ่งออกเป็นแง่งคล้ายไม้ง่ามในยุคที่นางจากมา
“ไม้เท้าหรือขอรับ เหตุใดหน้าตาประหลาดนัก”
“จะเรียกว่าไม้เท้าก็ย่อมได้ แต่ข้าจะเรียกว่าไม้พยุง มันจะช่วยให้ข้าสามารถเดินได้โดยที่ไม่ต้องใช้เท้าตัวเอง แบบนี้”
หลินจื่อเยว่ใช้ไม้พยุงแนบเข้ากับลำตัว จากนั้นก็เริ่มก้าวเดินช้า ๆ เพราะขาขวายังคงใช้การได้อยู่เป็นปกติ จากนั้นก็เริ่มเดินสำรวจไปรอบ ๆ บ้านโดยมีอวิ๋นโม่เดินตามไม่ห่าง เพราะเพียงรู้จักไม่นานก็รู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวเสียแล้ว
ชาวบ้านในละแวกเดียวกัน เมื่อเห็นหลินจื่อเยว่เดินออกมาข้างนอกก็แวะมาทักทาย ไม่เว้นแม้แต่ท่านลุงแซ่หานที่เดินมาหา แล้วก้มลงมองขาของหลินจื่อเยว่
“ผู้ใดดามขาให้เจ้าใหม่หรือแม่นาง”
“ท่านลุงหาน ข้าเพียงอยากออกมานั่งเล่น แต่เพราะการดามก่อนหน้าไม่แน่นพอ คาดว่าคงเป็นเพราะข้ายังมิได้สติ เลยทำให้ดามขาลำบาก วันนี้เลยให้อาโม่ช่วยพันให้ใหม่เจ้าค่ะ ได้ยินว่าเป็นลุงหานที่เอาไม้กระดานนี้มาให้ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วน่ารัก ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างพากันเอ็นดูในความน่ารักและรอยยิ้มของหลินจื่อเยว่ จากนั้นจึงพากันเรียกว่าเสี่ยวเยว่ตามอวิ๋นหลานไปด้วย
คุณอาจจะชอบ





