
ยัยจอมงกสุดร้ายกับเจ้าชาย(นายเบ๊)ผีเสื้อ
ตอน 2
บ้านไม้หลังเล็กสีขาว
ดูก็รู้ว่าไม่ใช่บ้านผู้ลากมากดีที่ไหน
ครอบครัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วย พ่อเพศชายเป็นคนขับแท็กซี่ แม่เพศหญิงเป็นแม่ค้าขายขนมไทยโบราณ แต่ก็ผันตัวเองมาขายข้าวแกงบางครั้งตามแต่วโรกาสอันอยากจะเปลี่ยน
ลูกสาวคนเดียวของบ้านเป็นนักเรียนม.ปลายที่สุดแสนจะขี้ตืด แถมเกิดมา 17 ปียังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที
แหม...
ความจริงลูกสาวบ้านนี้ก็ออกจะเป็นสาวน้อยบ้องแบ๊ว ตากลม ผมยาว ที่หน้าตาพอจะไปวัดไปวาได้อยู่หรอกนะ แต่เพราะไอ้ความงกระดับเทพยังหวาดกลัวนี่สิ ที่ทำให้ชายใดเมื่อมาจีบสาวบ้านนี้แล้วเป็นต้องเผ่นหนีไปกันถ้วนหน้า
มิลก์ คือชื่อเล่นที่ป๊ะป๋าตั้งให้กับลูกสาวสุดที่รัก
เหตุของชื่อไม่ใช่เพราะมิลก์ผิวขาวจั๊วะเหมือนน้ำนมเสียเมื่อไหร่ แต่เป็นเพราะน้องมิลก์ในวัยเบบี๋นั้นเป็นทารกที่ทานนมเก่งมาก ๆ แถมดันเซนส์ดีเลือกดื่มแต่นมยี่ห้อแพงจนพ่อแม่เกือบจะล่มจม
ป๊ะป๋าที่เป็นเพียงคนขับแท็กซี่ต้องหาเงินมาซื้อนมให้ลูกด้วยความยากลำบาก จึงเจตนาตั้งชื่อประชดแม่ตัวล้างผลาญนี่ว่ามิลก์ เพื่อเตือนความทรงจำไปจนวันตายว่า ตอนเป็นทารกมิลก์กินนมได้ล้างผลาญขนาดไหน
ถึงมิลก์จะขี้งก ขี้ตืด แต่ก็เป็นเด็กสาวช่างฝันพอตัวอยู่ มิลก์ชอบแต่งเรื่องสั้น เขียนนิยาย ความฝันของมิลก์คือการเป็นนักเขียนนิยายชื่อดังเทียบเท่ากับป้า J...
ป้า J อะไรสักอย่างที่ชื่อเหมือน ๆ กับโรเลอร์สเก็ตคนนั้นนั่นแหละ
ถามว่าทำไมต้องเป็นป้าโรเลอร์สเก็ต?
สาเหตุก็เพราะตอนดูทีวีที่สัมภาษณ์ป้าคนนี้ ป้าแกเล่าว่าค่าลิขสิทธิ์นิยายเรื่องอะไรสักอย่างที่พระเอกหน้าเหมือนโนบิตะแต่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนโดราเอมอนของแกนั้น แกเอามาซื้อปราสาทได้หนึ่งหลังโต ๆ เลยทีเดียว
มิลก์พึงสังวรเสมอว่าชื่อ ‘Milk’ ของตนเองมาจากการสิ้นเปลืองนมมากมายขนาดไหน
เด็กสาวฟังราคาปราสาทที่ป้าแกซื้อ เอามาคิดเป็นเงินไทย หารด้วยราคานมยี่ห้อที่มิลก์ทานตอนเด็ก ๆ มิลก์จะสามารถซื้อนมคืนพ่อได้ตั้ง 60,000,000 กระป๋อง
เพราะฉะนั้นมิลก์จึงตัดสินใจพาตนเองก้าวสู่เส้นทางของนักเขียนนิยาย ใช้นามปากกาว่า ‘มิลก์กี้’ และวางเป้าหมายในอนาคตของตัวเองเอาไว้ว่าต้องเป็นนักเขียนนิยาย และต้องชื่อดังให้ได้เทียบเท่ากับป้าโรลเลอร์สเก็ตเท่านั้น
เพราะถ้าไม่ดัง ค่าลิขสิทธิ์นิยายซื้อนม 60,000,000 กระป๋องไม่ได้ก็หมดความหมาย (มันจะเอานมมาทำซากอะไรฟะ)
สารภาพตามตรงว่าตอนแรกมิลก์ไม่คิดจะเป็นนักเขียนนิยายหรอก แค่ฝันว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ ขนาดที่พ่อสามีสามารถซื้อแลมโบกินี่ให้ลูกขับไปชนเล่นได้ชิว ๆ นั่นแหละถึงจะมีความหมาย
อยากจะบอกว่ามิลก์ตั้งใจไว้เช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ มิลก์ก็ได้เรียนรู้ว่าความจริงกับความฝันนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากไม่เคยมีผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ คนไหนจะมาติดกับยอมเป็นแฟนกับมิลก์เลยสักคน ที่สุดแล้วมิลก์จึงสรุปปรัชญาชีวิตตัวเองได้ว่า
อัตตาหิ อัตโนนาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)
“มิลก์! เมื่อไหรจะตื่นไปโรงเรียนสักที! อย่าบอกนะว่าคิดจะโดดเรียนอีกเป็นวันที่สี่!”
เสียงแว้ด ๆ ตะโกนดังมาจากชั้นล่าง แทรกเสียงนาฬิกาปลุกที่โวยวายอยู่ตรงหัวเตียงของมิลก์
เด็กสาวล่ะสุดยอดจะงัวเงีย ทั้งที่ยังไม่เคยมีรายได้จากการเขียนนิยายของตัวเอง แค่เขียนลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่านไปวัน ๆ แต่มิลก์ก็มีความรับผิดชอบมากพอที่จะโดดเรียนสามวันติดต่อกันเพื่อปั่นตอนจบของนิยายแล้วไปโพสต์ลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่าน
ทั้งเขียน ทั้งโพสต์ กว่าจะเขียนจบ กว่าจะโพสต์เสร็จ เวลาปาเข้าไปตี 4 เสร็จแล้วก็ยังไม่นอน ต้องคลานไปอาบน้ำ แถมก่อนอาบน้ำก็ต้องกำจัดศพจากเหตุฆาตกรรมอีก
แม่เจ้า!
กว่าจะอาบน้ำเสร็จ เวลาล่วงเข้าไปตี 5
แล้วนี่มันอะไรกันเนี่ย!
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมง มันเพิ่งจะหกโมงเองนะ เพิ่งได้นอนไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง แล้วแม่จะมาปลุกกันทำไมเนี่ย!
“ยัยมิลก์! แม่บอกให้ตื่น! ห้ามโดดเรียนอีกเด็ดขาดเลยนะ!”
เสียงคุณแม่ยังแว้ด ๆ หากครานี้มีเสียงกระทืบเท้าตึง ๆ เดินขึ้นบันไดจากชั้นล่างแถมมาอีกด้วย
มิลก์ได้ยินชัดทั้งเสียงนาฬิกาปลุก เสียงแว้ดของแม่ และเสียงฝีเท้าน่าสยดสยองที่ตึง ๆ ขึ้นบันไดมา
ทว่า...
เสียงเหล่านั้นก็มิได้จะทำลายความง่วงของสาวน้อยให้หดหายลงไปได้
ด้วยเหตุนี้เองร่างระหงจึงยังซุกผ้าห่มตายแบ่บคาเตียงทั้ง ๆ ที่รู้ตัวดีว่าถ้าไม่รีบลุกคงได้ตายจริง ๆ ด้วยน้ำมือมารดาในอีกไม่กี่วินาทีแน่ ๆ
“มิลก์! เราคิดว่าค่าเทอมที่จ่ายไปมันเทอมละเท่าไหร่กัน นี่ถ้าคิดจะไม่ไปโรงเรียนก็รีบ ๆ บอกสิ แม่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมให้เปลืองเงิน”
หม่ามี้บ่นโวยวายพร้อมกับผลักประตูห้องลูกสาวเปิดผลั๊วะ
เสียงนาฬิกาไม่อาจปลุกมิลก์ได้ เสียงแว้ด ๆ ของเจ๊นวลขนมไทยก็ไม่อาจปลุกมิลก์ได้เช่นกัน ทว่า ประโยคคำนวณกำไร-ขาดทุนเรื่องค่าเทอมที่ท่านแม่กล่าวออกมากลับทำให้มิลก์ตาสว่างได้ทันใด
จริงสิ! ค่าเทอมจ่ายล่วงหน้าไปแล้วนี่หว่า!
จ่ายเงินแล้วถ้าไม่ไปเรียนก็ขาดทุนตายชัก!
คิดอย่างนั้นได้มิลก์ลุกพรวดจากเตียงราวกับร่างกายติดสปริง วิ่งร้อนรนจะออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ ทว่า กลับต้องหยุดชะงักด้วยร่างอ้วนท้วมเหมือนคนท้องเก้าเดือนไม่ยอมคลอดสักทีของคุณแม่ยืนทื่อขวางประตูห้องอยู่
มิลก์หยุดยืนสบตากับคุณแม่
เจ๊นวลขนมไทย (ฉายาที่แปะอยู่หน้ากล่องขนม) ยืนเบิกตากว้าง ดวงตาตื่นตระหนกจ้องเป๋งไปบนเตียงที่ลูกสาวนอนอยู่เมื่อครู่
“อย่าขวางสิแม่ หนูจะไปล้างหน้าแปรงฟัน”
มิลก์บอกกับแม่ของตนที่กำลังยืนอึ้ง คาดว่าแม่คงจะตกตะลึงในความงกเรื่องกำไร-ขาดทุนของมิลก์ตามปกตินั่นแหละ เด็กสาวจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
ทว่า...
“ยัยมิลก์!”
เจ๊นวลแผดเสียงลั่น ยกมือตบหน้าลูกสาวจนมิลก์เซล้มหงายหลัง
“ทำอะไรน่ะแม่!”
มิลก์ยกมือจับหน้าตัวเอง นี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงแม่จะขี้บ่น แต่ก็ไม่เคยตบตีลงไม้ลงมือกับเธอเลยสักครั้ง แล้วทำไมอยู่ ๆ
‘???’
คุณอาจจะชอบ





