ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ยัยจอมงกสุดร้ายกับเจ้าชาย(นายเบ๊)ผีเสื้อ

ยัยจอมงกสุดร้ายกับเจ้าชาย(นายเบ๊)ผีเสื้อ

มิลก์ สาวมัธยมปลายผู้รักเงินเป็นชีวิตจิตใจต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ครั้งใหญ่ เมื่อเธอเผลอทำผีเสื้อแสนล้ำค่าตกลงไปในหม้อน้ำร้อนจนสุกต่อหน้าต่อตา อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันในครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์สุดอลหม่าน ระหว่างเด็กสาวจอมงกกับเจ้าชายผีเสื้อที่ต้องกลายมาเป็นเบ๊รับใช้เธออย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวความวุ่นวายฉบับโรแมนติกคอมเมดี้จึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความแตกต่างที่แสนจะลงตัวของทั้งคู่
ตอน
แชร์

ตอน 2

บ้านไม้หลังเล็กสีขาว

ดูก็รู้ว่าไม่ใช่บ้านผู้ลากมากดีที่ไหน

ครอบครัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วย พ่อเพศชายเป็นคนขับแท็กซี่ แม่เพศหญิงเป็นแม่ค้าขายขนมไทยโบราณ แต่ก็ผันตัวเองมาขายข้าวแกงบางครั้งตามแต่วโรกาสอันอยากจะเปลี่ยน

ลูกสาวคนเดียวของบ้านเป็นนักเรียนม.ปลายที่สุดแสนจะขี้ตืด แถมเกิดมา 17 ปียังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที

แหม...

ความจริงลูกสาวบ้านนี้ก็ออกจะเป็นสาวน้อยบ้องแบ๊ว ตากลม ผมยาว ที่หน้าตาพอจะไปวัดไปวาได้อยู่หรอกนะ แต่เพราะไอ้ความงกระดับเทพยังหวาดกลัวนี่สิ ที่ทำให้ชายใดเมื่อมาจีบสาวบ้านนี้แล้วเป็นต้องเผ่นหนีไปกันถ้วนหน้า

มิลก์ คือชื่อเล่นที่ป๊ะป๋าตั้งให้กับลูกสาวสุดที่รัก

เหตุของชื่อไม่ใช่เพราะมิลก์ผิวขาวจั๊วะเหมือนน้ำนมเสียเมื่อไหร่ แต่เป็นเพราะน้องมิลก์ในวัยเบบี๋นั้นเป็นทารกที่ทานนมเก่งมาก ๆ แถมดันเซนส์ดีเลือกดื่มแต่นมยี่ห้อแพงจนพ่อแม่เกือบจะล่มจม

ป๊ะป๋าที่เป็นเพียงคนขับแท็กซี่ต้องหาเงินมาซื้อนมให้ลูกด้วยความยากลำบาก จึงเจตนาตั้งชื่อประชดแม่ตัวล้างผลาญนี่ว่ามิลก์ เพื่อเตือนความทรงจำไปจนวันตายว่า ตอนเป็นทารกมิลก์กินนมได้ล้างผลาญขนาดไหน

ถึงมิลก์จะขี้งก ขี้ตืด แต่ก็เป็นเด็กสาวช่างฝันพอตัวอยู่ มิลก์ชอบแต่งเรื่องสั้น เขียนนิยาย ความฝันของมิลก์คือการเป็นนักเขียนนิยายชื่อดังเทียบเท่ากับป้า J...

ป้า J อะไรสักอย่างที่ชื่อเหมือน ๆ กับโรเลอร์สเก็ตคนนั้นนั่นแหละ

ถามว่าทำไมต้องเป็นป้าโรเลอร์สเก็ต?

สาเหตุก็เพราะตอนดูทีวีที่สัมภาษณ์ป้าคนนี้ ป้าแกเล่าว่าค่าลิขสิทธิ์นิยายเรื่องอะไรสักอย่างที่พระเอกหน้าเหมือนโนบิตะแต่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนโดราเอมอนของแกนั้น แกเอามาซื้อปราสาทได้หนึ่งหลังโต ๆ เลยทีเดียว

มิลก์พึงสังวรเสมอว่าชื่อ ‘Milk’ ของตนเองมาจากการสิ้นเปลืองนมมากมายขนาดไหน

เด็กสาวฟังราคาปราสาทที่ป้าแกซื้อ เอามาคิดเป็นเงินไทย หารด้วยราคานมยี่ห้อที่มิลก์ทานตอนเด็ก ๆ มิลก์จะสามารถซื้อนมคืนพ่อได้ตั้ง 60,000,000 กระป๋อง

เพราะฉะนั้นมิลก์จึงตัดสินใจพาตนเองก้าวสู่เส้นทางของนักเขียนนิยาย ใช้นามปากกาว่า ‘มิลก์กี้’ และวางเป้าหมายในอนาคตของตัวเองเอาไว้ว่าต้องเป็นนักเขียนนิยาย และต้องชื่อดังให้ได้เทียบเท่ากับป้าโรลเลอร์สเก็ตเท่านั้น

เพราะถ้าไม่ดัง ค่าลิขสิทธิ์นิยายซื้อนม 60,000,000 กระป๋องไม่ได้ก็หมดความหมาย (มันจะเอานมมาทำซากอะไรฟะ)

สารภาพตามตรงว่าตอนแรกมิลก์ไม่คิดจะเป็นนักเขียนนิยายหรอก แค่ฝันว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ ขนาดที่พ่อสามีสามารถซื้อแลมโบกินี่ให้ลูกขับไปชนเล่นได้ชิว ๆ นั่นแหละถึงจะมีความหมาย

อยากจะบอกว่ามิลก์ตั้งใจไว้เช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ มิลก์ก็ได้เรียนรู้ว่าความจริงกับความฝันนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากไม่เคยมีผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ คนไหนจะมาติดกับยอมเป็นแฟนกับมิลก์เลยสักคน ที่สุดแล้วมิลก์จึงสรุปปรัชญาชีวิตตัวเองได้ว่า

อัตตาหิ อัตโนนาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

“มิลก์! เมื่อไหรจะตื่นไปโรงเรียนสักที! อย่าบอกนะว่าคิดจะโดดเรียนอีกเป็นวันที่สี่!”

เสียงแว้ด ๆ ตะโกนดังมาจากชั้นล่าง แทรกเสียงนาฬิกาปลุกที่โวยวายอยู่ตรงหัวเตียงของมิลก์

เด็กสาวล่ะสุดยอดจะงัวเงีย ทั้งที่ยังไม่เคยมีรายได้จากการเขียนนิยายของตัวเอง แค่เขียนลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่านไปวัน ๆ แต่มิลก์ก็มีความรับผิดชอบมากพอที่จะโดดเรียนสามวันติดต่อกันเพื่อปั่นตอนจบของนิยายแล้วไปโพสต์ลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่าน

ทั้งเขียน ทั้งโพสต์ กว่าจะเขียนจบ กว่าจะโพสต์เสร็จ เวลาปาเข้าไปตี 4 เสร็จแล้วก็ยังไม่นอน ต้องคลานไปอาบน้ำ แถมก่อนอาบน้ำก็ต้องกำจัดศพจากเหตุฆาตกรรมอีก

แม่เจ้า!

กว่าจะอาบน้ำเสร็จ เวลาล่วงเข้าไปตี 5

แล้วนี่มันอะไรกันเนี่ย!

ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมง มันเพิ่งจะหกโมงเองนะ เพิ่งได้นอนไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง แล้วแม่จะมาปลุกกันทำไมเนี่ย!

“ยัยมิลก์! แม่บอกให้ตื่น! ห้ามโดดเรียนอีกเด็ดขาดเลยนะ!”

เสียงคุณแม่ยังแว้ด ๆ หากครานี้มีเสียงกระทืบเท้าตึง ๆ เดินขึ้นบันไดจากชั้นล่างแถมมาอีกด้วย

มิลก์ได้ยินชัดทั้งเสียงนาฬิกาปลุก เสียงแว้ดของแม่ และเสียงฝีเท้าน่าสยดสยองที่ตึง ๆ ขึ้นบันไดมา

ทว่า...

เสียงเหล่านั้นก็มิได้จะทำลายความง่วงของสาวน้อยให้หดหายลงไปได้

ด้วยเหตุนี้เองร่างระหงจึงยังซุกผ้าห่มตายแบ่บคาเตียงทั้ง ๆ ที่รู้ตัวดีว่าถ้าไม่รีบลุกคงได้ตายจริง ๆ ด้วยน้ำมือมารดาในอีกไม่กี่วินาทีแน่ ๆ

“มิลก์! เราคิดว่าค่าเทอมที่จ่ายไปมันเทอมละเท่าไหร่กัน นี่ถ้าคิดจะไม่ไปโรงเรียนก็รีบ ๆ บอกสิ แม่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมให้เปลืองเงิน”

หม่ามี้บ่นโวยวายพร้อมกับผลักประตูห้องลูกสาวเปิดผลั๊วะ

เสียงนาฬิกาไม่อาจปลุกมิลก์ได้ เสียงแว้ด ๆ ของเจ๊นวลขนมไทยก็ไม่อาจปลุกมิลก์ได้เช่นกัน ทว่า ประโยคคำนวณกำไร-ขาดทุนเรื่องค่าเทอมที่ท่านแม่กล่าวออกมากลับทำให้มิลก์ตาสว่างได้ทันใด

จริงสิ! ค่าเทอมจ่ายล่วงหน้าไปแล้วนี่หว่า!

จ่ายเงินแล้วถ้าไม่ไปเรียนก็ขาดทุนตายชัก!

คิดอย่างนั้นได้มิลก์ลุกพรวดจากเตียงราวกับร่างกายติดสปริง วิ่งร้อนรนจะออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ ทว่า กลับต้องหยุดชะงักด้วยร่างอ้วนท้วมเหมือนคนท้องเก้าเดือนไม่ยอมคลอดสักทีของคุณแม่ยืนทื่อขวางประตูห้องอยู่

มิลก์หยุดยืนสบตากับคุณแม่

เจ๊นวลขนมไทย (ฉายาที่แปะอยู่หน้ากล่องขนม) ยืนเบิกตากว้าง ดวงตาตื่นตระหนกจ้องเป๋งไปบนเตียงที่ลูกสาวนอนอยู่เมื่อครู่

“อย่าขวางสิแม่ หนูจะไปล้างหน้าแปรงฟัน”

มิลก์บอกกับแม่ของตนที่กำลังยืนอึ้ง คาดว่าแม่คงจะตกตะลึงในความงกเรื่องกำไร-ขาดทุนของมิลก์ตามปกตินั่นแหละ เด็กสาวจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร

ทว่า...

“ยัยมิลก์!”

เจ๊นวลแผดเสียงลั่น ยกมือตบหน้าลูกสาวจนมิลก์เซล้มหงายหลัง

“ทำอะไรน่ะแม่!”

มิลก์ยกมือจับหน้าตัวเอง นี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงแม่จะขี้บ่น แต่ก็ไม่เคยตบตีลงไม้ลงมือกับเธอเลยสักครั้ง แล้วทำไมอยู่ ๆ

‘???’

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย จ้างรักเมียพาร์ทไทม์
8.3
วันวาดจำต้องรับหน้าที่ดูแลโจนาธาน มหาเศรษฐีหนุ่มผู้กลายเป็นคนพิการและอารมณ์ร้ายจากอุบัติเหตุ เพื่อชดใช้หนี้พนันมหาศาลของบิดา แม้เขาจะคอยอาละวาดขับไล่พยาบาลทุกคนที่จ้องหวังสมบัติ แต่ความนิ่งเฉยและจริงใจของเธอกลับยิ่งกระตุ้นความปรารถนาในใจเขาอย่างประหลาด ภายใต้ข้อตกลงที่ว่าหากเขากลับมาเดินได้อีกครั้ง เธอจึงจะได้รับอิสระ ท่ามกลางพายุอารมณ์และการปะทะกัน วันวาดต้องอดทนต่อจอมโวยวายเพื่อรักษาพันธสัญญาที่แลกมาด้วยชีวิตและหัวใจของเธอเอง
หน้าปกนวนิยาย ทัณฑ์เถื่อน
8.2
มณีมณฑ์เผชิญหน้ากับอพอลโล่ด้วยความโกรธแค้น ท้าทายให้เขาใช้กฎหมายจัดการแทนการใช้อำนาจป่าเถื่อนรังแกเธอ แต่อพอลโล่กลับข่มขู่ด้วยวิธีการทรมานที่แสนเจ็บปวดพร้อมบีบบังคับให้เธอทำความสะอาดห้อง แรงโทสะทำให้หญิงสาวขว้างปาสิ่งของใส่เขา ทว่าชายหนุ่มกลับจู่โจมเข้าประชิดตัวและพันธนาการเธอไว้ด้วยความรุนแรง เขาตราหน้าและสบประมาทว่าผู้หญิงที่ร้อนแรงอย่างเธอคงถูกศรวัณทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดี พร้อมยิ้มหยันว่าแท้จริงแล้วเธอก็พร้อมจะทอดกายให้คนที่เกลียดชังอย่างเขาได้ทุกเมื่อ
หน้าปกนวนิยาย ดวงใจปฐวิน
8.4
อังศณาพยายามขัดขืนอย่างเต็มกำลังเมื่อปฐวินบีบบังคับให้เธอจำยอมต่อความต้องการของเขา แม้เธอจะประณามว่าการกระทำนี้คือการลักพาตัวที่ผิดกฎหมาย แต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังตอกย้ำด้วยคำพูดดูถูกที่แสนหยาบคายถึงความสัมพันธ์ทางกายที่เธอมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ท่ามกลางความเจ็บปวดและอับอาย หญิงสาวทำได้เพียงกัดฟันสะกดกลั้นอารมณ์ด้วยความแค้นใจที่ไม่มีอำนาจใดจะไปต่อกรกับผู้ชายเผด็จการอย่างเขาได้เลย
หน้าปกนวนิยาย เจ้าสาวคุณอา
9.0
เรื่องราวความผูกพันของหญิงสาวที่มั่นคงในความรักที่มีต่อคุณอาเพื่อนบ้านสุดที่รัก เธอเฝ้ารอคอยเขามานานแสนนานด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม โดยมีความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่าหากเป็นคู่แท้ต่อกันแล้ว ท้ายที่สุดโชคชะตาย่อมนำพาให้ทั้งสองได้กลับมาครองคู่กันอย่างแน่นอน เธอจึงยอมมอบหัวใจและความเชื่อใจทั้งหมดให้แก่ชายเพียงคนเดียวที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่ารักแท้จะไม่มีวันพรากจากกันไปไหน
หน้าปกนวนิยาย รักเพียงใจ
8.4
เพียงใจจำใจรับคำเชิญไปร่วมงานแต่งงานของน้ำตาล เพื่อนสนิทที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับวิชญ์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ภายนอกเธอจะฝืนยิ้มตอบตกลง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม เมื่อผู้ชายที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวคนนั้นคือพ่อของลูกในท้องที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เธอจะรวบรวมความกล้าหอบลูกไปเผชิญหน้ากับเขาในฐานะแขกได้อย่างไร ในเมื่อความจริงที่ซ่อนอยู่ช่างเจ็บปวดและบีบคั้นหัวใจเกินกว่าจะแบกรับไหว
หน้าปกนวนิยาย เมียที่เคยรัก
8.7
ชาติภพก่อนเธอคือหญิงสาวผู้เปี่ยมเสน่ห์ เป็นที่หมายปองของบุรุษมากหน้าหลายตาที่ต่างมอบความรักให้ ทว่าเมื่อโชคชะตานำพาให้เธอเกิดใหม่อีกครา ทุกสิ่งกลับตาลปัตรไปอย่างสิ้นเชิง ความหวังที่จะเป็นยอดดวงใจพังทลายลง เธอต้องตื่นมาพบกับความจริงอันแสนโหดร้ายในฐานะภรรยาที่สามีหมางเมินและลืมเลือน ด้วยความเจ็บช้ำ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ เลือกก้าวถอยออกมาเพื่อเป็นเพียงอดีตภรรยาของเขาเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์อันแสนหวานที่เคยถักทอในอดีตจะเลือนหายไปและไม่มีวันหวนคืนมาได้อีกเลยจริงๆ หรือ