
มนตราแห่งรัก (Yaoi)
ตอน 2
ปาไช่มองเจ้านายที่กลายเป็นเพื่อน ด้วยถูกบ่าวไพร่เลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กเพราะความเอ็นดูปนเวทนาสงสารในโชคชะตาของคนที่เป็นถึงลูกชาของหัวหน้าเผ่า ตัวเขาเองเป็นลูกของบ่าวในนี้เช่นกันแต่กำพร้าพ่อแม่ ดังนั้นทั้งคู่จึงจับคู่กันมาตลอด ตัวเขานั้นสูงใหญ่ด้วยวัยสิบเจ็ด แต่เพื่อนเขากลับดูราวกับเด็กวัยยังไม่พ้นสิบห้าเสียด้วยซ้ำไป ใบหน้าขาวใสเรียวงดงาม เขาลือกันว่าอี๋ซูหน้าเหมือนมารดาของเขายิ่งนัก ยิ่งจุดเด่นคือนัยต์ตาสีสนิมกลมโตนั่น หากได้จ้องลึกลงไปดุจดั่งต้องมนต์แล้วยากจะถอนตัว เรือนร่างเล็กบางปราดเปรียวซุกซนหาเรื่องเจ็บตัวไม่ว่างเว้น หากเอาตัวรอดได้เสียทุกครั้งไป คราวนี้ก็เช่นกันทั้งคู่นั่งใช้กิ่งไม้เรียวยาวตีบนผิวน้ำไปมา สองขาหย่อนลงให้เท้าแช่อยู่ในน้ำ ร้องเพลงกล่อมเด็กด้วยความรื่นเริง
"อี๋ซู"
"หือ?"
"เจ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่"
"ไม่มี"ปาไช่ใช้นิ้วชี้จิ้มขมับเพื่อนแล้วผลักออกแรงๆ
"ยิ่งเจ้ารีบบอกแสดงว่ายิ่งมีความลับ เอาล่ะบอกข้ามาเดี๋ยวนี้"อี๋ซูหน้ามุ่ยจำใจยอมล้วงเอาไข่ออกมาให้ดู ปาไช่ตาโตจ้องเขม็ง
"ไปขโมยมาใช่หรือไม่"
"เห็นข้าเป็นหัวขโมยไปแล้วตั้งแต่เมื่อใดกัน"อี๋ซูเม้มปาก ปาไช่ถอนหายใจ
"ของนี่ใช่จะได้มาง่ายๆ ถ้าเจ้าไม่ไปแอบเอามามันจะมาอยู่ในมือเจ้าได้อย่างไรกัน"
"ข้าเก็บได้ต่างหากนี่เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ"
"ได้ๆย่อมได้ข้าเชื่อเจ้า เล่ามาเจ้าไปเก็บได้จากที่ใด"อี๋ซูจำต้องเล่าให้เพื่อนฟังอีกรอบ ปาไช่ลูบคางที่เริ่มมีหนวดเครารำไรไปมา
"แปลก น่าแปลก เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าไข่นี่คือไข่ของสิ่งใด"อี๋ซูส่ายหน้าไปมา ถึงเขาจะเป็นลูกของเจ้าแห่งปักษาก็จริง แต่ทว่าเขาไม่เคยได้ร่ำเรียนอ่านเขียนเช่นลูกหลานในสกุล ยังโชคดีอยู่บ้างที่เหล่าบ่าวไพร่ที่พอจะรู้หนังสือสอนเขาให้พออ่านออกเขียนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะช่ำชองเหมือนมีอาจาร์ยมาสอนให้หัดเขียนอ่าน
"ไข่นี่คือไข่ของปักษาสวรรค์ คนที่มีครอบครองนอกจากองค์หลิงไท่แล้วก็จะมีแค่พระชายาของท่านเท่านั้น"อี๋ซูถึงกับตาโต จ้องไข่ใบนี้พลิกขึ้นบนลงล่างส่องกับแสงแดดแล้วก็มิพบสิ่งผิดปรกติ
"มันคงเป็นไข่ที่ใช้การไม่ได้แล้วแน่ๆถึงถูกทิ้งขว้าง"อี๋ซูสรุป ปาไช่อยากจะเขย่าร่างให้เจ้าตัวรู้เสียที ว่านี่คือของที่สวรรค์ประทานจะเสียง่ายๆได้อย่างไรกัน
"เจ้าทึ่ม ของนี่เป็นของวิเศษนะ"
"จริงด้วยข้าลืมคิดไป แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะ"
"เอาไปวางไว้ที่เดิม"ปาไช่บอกทั้งคู่ต่างพยักหน้า ลุกขึ้นเตรียมไปยังปากทางของหมู่บ้าน ทันใดนั้นเองไข่ใบกำลังพอดีมือขยับไปมาอยู่ในมือของอี๋ซู
"หรือมันกำลังจะฟักแล้ว!"อี๋ซูตกใจไม่ต่างกับปาไช่
"ทำยังไง ทำยังไงดี"ทั้งคู่ลนลานกระทั่งเซิ่งหนิงเดินเข้ามาหา
"ไปก่อเรื่องใดกันมาอีกแล้ว"
"ข้าเปล่า ข้าก็เปล่า"ทั้งคู่รีบบอก เซิ่งหนิงเลื่อนสายตาลงมาจนถึงไข่ที่เริ่มกระเทาะตัวเองออกมา แล้วต้องหน้าซีดเผือด
"นี่พวกเจ้า!!"
"มันกำลังจะเกิดแล้ว พวกเรากำลังตัดสินใจว่าจะเอามันไปไว้ที่เดิม นี่ข้าจะทำยังไงดี"อี๋ซูทั้งตกใจ ทั้งว้าวุ่น จนตาสองคู่สบกัน หนึ่งคนหนึ่งนกที่ยังไม่มีขนเนื้อตัวสีแดงจัดมองสบตาโตไม่ลดละ
"แย่แล้ว"อี๋ซูครางหงิง
"ใช่แย่แล้ว"คราวนี้ทั้งเซิ่งหนิงทั้งปาไช่เอ่ยปากพร้อมกัน
"แกว๊กกก กว๊ากกก"เสียงกรีดร้องดังปานฟ้าผ่าสะเทือนถึงฟ้าถึงดิน ปาไช่และเซิ่งหนิงอุดหูด้วยทนเสียงไม่ไหว อี๋ซูกลับเพิกเฉยราวกับมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอันใดได้
"น่ารักจัง"อี๋ซูบอกด้วยน้ำเสียงราวต้องมนต์
"เอาวางไว้ เอาวางไว้แล้วรีบไปจากนี่ ก่อนที่เจ้าจะถูกสวรรค์ลงโทษ"เซิ่งหนิงรีบบอกทั้งลากทั้งจูงแขนของคนทั้งคู่ไปให้พ้นจากที่ตรงนี้ ปล่อยให้ปักษาสวรรค์นั่งนิ่งอยู่บนพื้น ทั้งสามวิ่งปนหอบมาถึงในครัว
"เจ้า...เจ้า..เจ้านี่มันขยันหาเรื่องใส่ตัวไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ"เซิ่งหนิงบ่นทั้งหอบด้วยความเหนื่อย ปาไช่เอามือกุมท้องตัวเองเอาไว้เพราะหายใจหอบด้วยความเหนื่อย ยังมีอี๋ซูที่ก้มตัวเอามือกุมเข่าสองข้างพูดไม่ออกอยู่เช่นกัน ทั้งสามต้องตกใจหนักกว่าเดิมได้ยินเสียงแกว๊กเบาๆบนพื้น
"มาได้ยังไงกันเนี่ย!!"อี๋ซูทำหน้าตกใจ ดูท่าแล้วเจ้านกตัวนี้ไม่ยอมห่างจากเขาแล้วเป็นแน่
"ข้าจะทำยังไงดี"ทั้งสามทำสีหน้าจนปัญญา อี๋ซูตัดสินใจช้อนมันขึ้นมาอยู่ในอุ้งมือ ครั้งแรกที่มันฟักตัวมันเท่าไก่น้อยตัวสีเหลือง หากบัดนี้ตัวของมันเท่ากับนกแก้วตัวใหญ่เข้าไปแล้ว แถมสีขนกลับเป็นสีเพลิงเจิดจ้าประกายทอง ปากแหลมงุ้มสีแดงจัดจิกเบาๆลงบนฝ่ามือ
"ข้าจะถูกตัดหัวหรือไม่"อี๋ซูครางอีกรอบ
"นายท่าน"เสียงแหบๆเอ่ยขึ้นมาจากปากงุ้มแหลม
"นกพูดได้"อี๋ซูตกใจจนทิ้งมันลงอีกครั้ง โชคยังดีที่มันบินได้แล้วจึงกระพือปีกไปมาต่อหน้าพวกเขา
"ท่านชอบทิ้งขว้างข้าอยู่เรื่อย"เจ้านกน้อยบ่น
"เอาล่ะๆสงบจิตกันไว้ทุกคน"เซิ่งหนิงสูดลมเข้าปอด ข่มความกลัวเดินเข้ามาหานกสวรรค์
"นกน้อย เจ้ากลับไปยังที่ของเจ้าเถิด ที่นี่ไม่มีใครคู่ควรเป็นเจ้านายเจ้าทั้งนั้น"
"นี่ไงคนตรงหน้าข้ายังไงที่คู่ควร เขาถูกลิขิตมาเช่นนี้"นกน้อยเถียง
"แต่ว่า เจ้าเป็นนกคู่บารมีของพระชายาองค์หลิงไท่เท่านั้น จะเป็นเด็กหนุ่มไม่ประสาไปได้อย่างไร"เซิ่งหนิงเถียง
"แกว๊กก อย่างนั้นหรือ ข้าไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใครแต่ในเมื่อฟ้าลิขิต ข้าย่อมมิอาจขัดมติสวรรค์ได้ เอาล่ะนายท่านตั้งชื่อข้าได้แล้ว"นกน้อยขยายตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว แถมน้ำเสียงจากเด็กน้อยก็ดูแข็งขึงขึ้นมากกว่าเดิมด้วย อี๋ซูได้แต่หันหน้าไปมาฟังเซิ่งหนิงและนกถกเถียงกัน
"ข้าหรือ"อี๋ซูชี้หน้าตัวเอง
"เจ้าเป็นนายข้าก็ต้องเป็นผู้ตั้งสิ ขอชื่อไพเราะเสนาะหูนะ"อี๋ซูนิ่งคิดไปชั่วครู่จึงเรียกชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัว
" เลี่ยงเฟิ่ง เป็นยังไงไพเราะหรือไม่ ความหมายก็ดีด้วย หงส์ที่มีความสว่างไสว"
"ดีข้าชอบถ้าอย่างนั้นก็เอาชื่อนี้ ว่าแต่ตอนนี้ข้าหิวแล้วมีอะไรให้ข้ากินหรือไม่"เจ้านกที่พึ่งมีชื่อเริ่มแสดงความมีอำนาจทันที
"มีแอปเปิ้ลอยู่เจ้ากินได้หรือไม่"
"นกไม่จำเป็นต้องกินแต่ผลไม้ ข้ายังสามารถกินคนได้อีกด้วยนะ"เลี่ยงเฟิ่งกระพือปีกที่ใหญ่มากขึ้นไปอีก ปาไช่ถึงกับกลืนน้ำลายถามอย่างกล้าๆกลัวๆ
"เจ้าจะเติบโตมากไปกว่านี้หรือไม่"
"อ่อแน่นอน ตัวข้าใหญ่จนสามารถแบกพวกเจ้าสามคนขึ้นหลังได้เลย แต่เวลาอยู่ธรรมดาตัวข้าจะใหญ่มากกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"ทั้งสามพอได้ยินก็ลอบถอนหายใจ พรางนึกในใจว่าหากโตมากกว่านี้ พวกเขาจะหาอะไรมาประทังปากท้องเจ้านกบ้าอำนาจขี้โอ่ตัวนี้ให้อิ่มหนำกัน
"จริงด้วยข้าลืมไปเสียสนิท อี๋ซูนายหญิงเรียกหาเจ้ารีบไปเถอะ"
"ข้าไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ไหนเหตุใดจึงเรียกหาข้า"อี๋ซูนิ่วหน้า
"เจ้าไปเถอะเดี๋ยวก็รู้เอง"เซิ่งหนิงไม่ยอมตอบปล่อยให้อี๋ซูเดินจากไป เลี่ยงเฟิ่งรู้จึงไม่ติดตามไปด้วย ได้กัดกินแอปเปิ้ลสีแดงสดอย่างเอร็ดอร่อย ปล่อยให้ปาไช่เดินวนไปรอบๆตัว แอบแตะขนมันปราบเรียบลื่นไปมา พอเลี่ยงเฟิ่งหันมามองก็รีบหดมือเข้าไว้ข้างตัว
"ลูบขนข้าล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย เจ้ามีหรือไม่"ปาไช่รีบส่ายหน้าขยับไปยืนข้างเซิ่งหนิงทันที
"ปาไช่ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ"
"ไปไหนหรือขอรับ"
"ติดตามนายน้อยไป หาเกิดเรื่องราวคงมีแต่เจ้าเท่านั้นที่ช่วยเขาได้"เซิ่งหนิงไม่ตอบ ปาไช่จึงรีบกลับไปเก็บห่อผ้าทั้งของตนเองและอี๋ซูรอเอาไว้ เซิ่งหนิงตระเตรียมห่อข้าวปลาอาหารเอาไว้เช่นกัน นึกสังเวชชะตากรรมของเด็กน้อยคนนี้ยิ่งนัก เลี่ยงเฟิ่งชะงักปากที่จิกผลแอปเปิ้ลสายตาจ้องมองไปยังด้านหน้าที่ว่างเปล่า จ้องมองราวกับเห็นผู้คน แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากนั้นก้มหน้ากัดแอปเปิ้ลอีกครั้ง
"ข้าต้องไปจับหงส์ไฟจริงๆหรือ"อี๋ซูเดินหน้าซีดเซียวเข้ามา ปาไช่ทำขนมหล่นจากปากทันทีที่ได้ยิน เซิ่งหนิงเดินเข้ามาลูบกลุ่มผมที่ขมวดมุ่นหลุดลุ่ยไปมา
"เด็กน้อยเอ๋ย เด็กน้อย ลำบากเจ้าแล้ว ฟังเซิ่งหนิงเถิด เจ้าออกไปจากที่นี่เสียอย่าได้กลับมาอีก หงส์ไฟหาใช่ว่าจะจับตัวมาได้ง่ายๆ ล้วนมีแต่ไปไม่มีกลับ เจ้าหาใช่เซียนผู้มากบุญญา ข้ามีเงินทองในถุงนี้เอาไปเสีย จำเอาไว้อย่าแสดงตนว่ามาจากที่ใด เปลี่ยนชื่อแซ่ของเจ้าเสียทั้งคู่เข้าใจหรือไม่"เซิ่งหนิงน้ำตาคลอ นางเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังไม่เดียงสา สรรหาอะไรจะไม่ผูกพันดุจมารดาผูกพันต่อบุตร ยามนี้เรื่องจวนตัวทำให้ต้องตัดใจ หาเช่นนั้นเด็กน้อยนี่คงไม่มีชีวิตอีก นายหญิงคนนี้เกลียดชังอี๋ซูยิ่งนัก เพราะมารดาของเด็กน้อยเป็นศิษย์ร่วมรุ่นของหัวหน้าเผ่า หาใช่เหมือนนางที่ถูกหมั้นหมายมาแต่เล็ก เมื่อแอบได้เสียก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัด บิดขาเขาเองก็ไม่ดูดี เพราะเมื่อเห็นเขาก็อดคิดถึงผู้เป็นมารดาของอี๋ซูได้ไม่ เลยถูกทิ้งขว้างเช่นนี้
"แต่เซิ่งหนิงถ้าทำแบบนี้ตัวเจ้าจะเดือดร้อน"อี๋ซูตาแดง
"เด็กโง่ อายุข้าจวนจะเป็นยายเฒ่าอยู่แล้ว ต่อให้ถูกด่าว่าก็ไม่มีใครกล้าตบตีข้าหรอก พวกเจ้าเถอะไแล้วก็ระวังตัว เจ้านกนั่นก็เหมือนกันอย่าปรากฎตัวต่อหน้าผู้คน หาเช่นนั้นนายของเจ้าจะเดือดร้อน เข้าใจหรือไม่"เซิ่งหนิงหันไปบอกเลี่ยงเฟิ่งที่ยังกินแอปเปิ้ลไม่หยุด
"ข้ารู้หรอกน่า"มันเงยหน้าขึ้นมาตอบ หลังล่ำลาลูบหน้าลูบหลังด้วยความอาวรณ์คนทั้งคู่ก็แอบออกไปจากหมู่บ้าน ทิ้งให้เซิ่งหนิงยืนเช็ดน้ำตา จากนั้นนางก็ตัดใจเดินกลับไปยังตำหนักบอกกล่าวกับนายหญิง นางถึงกับสั่งให้ผู้คนออกค้นหาจนแน่ใจแล้วว่ามิพบเจอจึงได้แต่ก่นด่าและรอให้นายท่านกลับมาเท่านั้น
คุณอาจจะชอบ





