ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว

ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว

ขณะที่หมอฐิรดลเดินตามภัทรวรินทร์ไปอย่างเงียบเชียบ เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้าไปสวมกอดเธอพร้อมเรียกขานว่าแม่ ความจริงที่ปรากฏทำให้เขารู้สึกผิดและเสียใจจนก้าวขาไม่ออก ทว่าท่ามกลางความสับสนนั้น เด็กชายภัทรวินทร์กลับหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมตะโกนทักทายคำว่าพ่อออกมาด้วยความดีใจ ฐิรดลมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ก่อนที่ลูกชายจะวิ่งตรงเข้ามาหาเขาในทันที ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนทรมาน
ตอน
แชร์

ตอน 2

เด็กสาวลงจากรถสองแถวได้ก็ตรงดิ่งไปยังร้านของบังหมัก ที่ร้านนี้เน้นขายผ้าและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดเย็บ ซ่อมแซมผ้าทุกชนิด

“เอาอะไรบ้างล่ะรอบนี้”

“นี่จ้ะพี่กบ” เด็กสาวบอกพร้อมส่งรายการของที่น้าจดไว้ให้กับคนงานในร้านขายแล้วก็ยืนคอยไม่นานทางนั้นนำของมาส่งให้

“ได้ไม่ครบหรอกนะพราว เราลองไปดูร้านเจ๊หลีเถอะทางนั้นน่าจะยังมีของอยู่”

เด็กสาวยิ้มให้พี่กบพร้อมกับบอก “ขอบคุณจ้ะพี่”

“กลับบ้านดี ๆ”

กบ ลูกน้องคนสำคัญของร้านขายวัสดุผ้าร้องมาตามหลัง

ภัทรวรินทร์มองชื่อรายการของที่เหลือในใบจด ก็จำต้องเดินตรงไปร้านใหญ่อีกร้าน นั่นก็คือร้านเจ๊หลี แต่ก็ยังได้ของไม่ครบอยู่ดีจึงต้องหาต่ออีกสามร้าน กว่าจะครบถ้วนได้เวลาก็ล่วงเข้าไปถึงตอนเย็นพอดี

แถมวันนี้ฟ้ายังครึ้มอีกด้วย เมฆก้อนใหญ่นั่นรวมกับอีกก้อนทางนี้เลยพานให้มืดมัวไปหมด

ชะเง้อมองดูนาฬิกาในร้านที่กำลังเดินผ่าน ก็ต้องรีบวิ่งสุดฝีเท้าไปที่ท่ารถ แต่แล้วก็ไปไม่ทัน รถเที่ยวสุดท้ายคันที่ผ่านไปยังละแวกบ้านเพิ่งออกไปได้ครึ่งชั่วโมงก่อนนี่เอง

ยืนคิดอยู่ครู่ นึกได้ว่ามีรถประจำทางที่น่าจะวิ่งผ่านทางเส้นนั้น จึงเดินหิ้วถุงของไปรอยังศาลาริมถนน ตอนที่ไปถึงมีคนรออยู่ราว ๆ หกคน ไม่นานฝนเริ่มลงเม็ด คนที่นั่งคอยทยอยขึ้นรถหายไปทีละคนสองคน จนตอนนี้เหลือเธอเพียงคนเดียวที่ในศาลา จากไม่กลัวอะไรเลย ตอนนี้เด็กสาวเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว

และแล้วก็มีคนวิ่งฝ่าฝนเข้ามานั่งรอในศาลาด้วย

คนมาใหม่เป็นผู้ชายเหมือนจะเป็นวัยทำงานแล้ว เขาอยู่ใส่ชุดคล้ายยูนิฟอร์มของสำนักงานอะไรสักอย่าง ที่เธอไม่กล้าจ้องมองเขามากนัก แม้อีกฝ่ายจะมองมาที่เธอบ่อย ๆ ก็ตามที

เธอเป็นคนไม่ชอบผูกมิตรกับคนไม่รู้จัก จึงทำเฉยเอาไว้

ไม่นานชายที่นั่งร่วมศาลารอรถก็ขยับเข้ามานั่งใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เขานั่งห่างกันคนละฝั่ง ตอนนี้อีกฝ่ายขยับเข้าหาจนแทบจะย้ายมานั่งบนแผ่นที่นั่งเดียวกับเธอแล้วด้วย

ภัทรวรินทร์กอดถุงของบนตักแน่นคล้ายจะให้มันเป็นตัวช่วยกันคนแปลกหน้า แล้วก็ขยับตัวหนีห่างออกจากเขา แต่แล้วทางนั้นก็ยังขยับเข้าหาเธออยู่อีก บอกตัวเองว่าคราวหน้าถ้าต้องออกมาซื้อของอีกจะไม่ออกมาหลังเที่ยงวันเป็นอันขาด

เด็กสาวผุดตัวลุกขึ้นยืน ทำทีเป็นเดินไปชะเง้อมองดูรถว่าเมื่อไรจะมาเสียที จังหวะที่ชะเง้อมองอยู่นั่นเอง ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วเดินพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ เด็กสาวตกใจมาก วิ่งเลยเตลิดจนออกจากศาลาไปด้วยความกลัว แล้วก็ลื่นไถลตรงนั้นเองทำให้ร่างเล็ก ๆ ถลาลงไปยังพื้นของถนน

นาทีนั้นเองที่เสียงเบรกพร้อมแสงไฟจ้าสาดเข้ามาที่ตรงใบหน้าของเธอ เคราะห์ยังดีที่รถคันนั้นเบรกทัน แม้จะส่ายสะบัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียหลักจนล้ม

ภัทรวรินทร์มองไปยังทางแสงไฟพบว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่คนขับก็ตัวสูงใหญ่ไม่แพ้กัน เขาหาที่จอดรถไม่ไกลจากศาลารอรถ เรียบร้อยแล้วก็ค่อยเดินตรงมาที่เธอ

เด็กสาวมองทางคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยอาการตกใจ

ไม่ใช่ว่าเขาจะมาเอาเรื่องเธอหรอกหรือ ที่พรวดพราดลงไปที่ถนนจนทำให้เขาเกือบขับรถชนเธอเข้าน่ะ

ภัทรวรินทร์กอดถุงของแน่นกว่าเดิม พึมพำเบา ๆ ว่าทำไมตนเองถึงได้ซวยขนาดนี้ก็ไม่รู้

ชายเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คนนั้นเดินจนมาประจันหน้ากับเธอแล้ว เขาก็ค่อยถอดหมวกของเขาออก ภัทรวรินทร์ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา กอดถุงของแน่น ยืนตัวเปียกอยู่ตรงด้านนอกของศาลาอยู่นั่นเอง

“เราเองหรือ”

เสียงทักจากคนที่เธอเพิ่งทำให้เกือบจะเกิดอุบัติเหตุรถล้ม

เงยหน้าไปมองที่เขา แล้วหัวใจของเด็กสาวก็ค่อย ๆ สั่นไหวเบา ๆ ในทีแรกก่อนจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภัทรวรินทร์ทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ผงกหัว ตอบหน้าเจื่อนกลับไปว่า “ค่ะ”

เขามองของในอ้อมกอดเธอ มองไปยังคนที่มองอยู่ในศาลาแล้วถามต่ออีกว่า “มาซื้ออะไร”

ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้คุยกับเขา จึงลนลานตอบไปว่า

“มาซื้อ...ซื้อของค่ะ”

ฐิรดลเลิกคิ้วเมื่อได้คำตอบแบบกำปั้นทุบดินเช่นนั้น พยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาน้อย ๆ เขาเงียบไปไม่นานก็ค่อยถามอีกประโยค

“แล้วกลับยังไง ใครมารับ”

“ไม่มีค่ะ พราวเอ่อ พราวมารอรถค่ะ กลับเองค่ะ”

ตอบออกไปแล้วก็ก้มหน้างุด ๆ อารมณ์สารพัดทำให้เด็กสาวไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไรนัก เมื่อกี้ตนพูดอะไรออกไป แล้วทำไมพูดจาไม่รู้เรื่องได้ถึงขนาดนี้ ตั้งสติหน่อยได้ไหมยายพราว ภัทรวรินทร์บ่นตัวเองในใจ

ฐิรดลเงียบอีกครั้ง ก่อนบอกขึ้นว่า

“ฝนซาแล้วนี่ ก็น่าจะกลับได้แล้ว นี่เรารออะไร”

“คะ?” ร้องถามเขาออกไปด้วยไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี

ฐิรดลส่งสายตามองไปยังชายคนในศาลา “แล้วคนนั้นใคร มาด้วยกันกับเราหรือเปล่า”

“ปะ เปล่าค่ะ พราวมาคนเดียว”

“ก็นั่นสิ แล้วเราจะรอรถยังไงคนเดียว ฝนซาก็ไปขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

ได้ยินอย่างนั้นก็ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันมาก่อนเลยสักครั้งว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับชายที่แอบชื่นชอบมากถึงขนาดนี้ ทุกทีเธอได้แค่แอบมอง ไม่ต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เธอก็ดีใจมากอยู่แล้ว แต่นี่ได้คุย แถมเขายังอาสาจะไปส่งเธอที่บ้านอีกด้วยก็ให้ตกใจไปใหญ่

ฐิรดลพยักหน้าให้ขึ้นรถเมื่อเห็นว่าฝนหยุดตกแล้ว

“บ้านเรา ใช่ร้านที่รับซ่อมผ้าตรงท้ายซอย...ใช่ไหม”

เขาเอ่ยชื่อซอยที่เธออยู่อีกด้วย

เลยตกใจเล็กน้อยที่เขารู้ ตอบไปว่า “ใช่ค่ะ”

“พี่เอากางเกงไปซ่อมบ่อยเลย แล้วทำไมไม่เคยเห็นเราก็ไม่รู้”

“พราวอยู่แต่ในห้องมั้งคะ” ตอบเขาไปแล้วก็บอกตัวเองว่าหลังจากวันนี้จะต้องไปขอวิชาตัดเย็บซ่อมผ้าจากสมสมรบ้างแล้ว

“เดี๋ยวพราวให้น้าลดค่าซ่อมให้นะคะ”

“ลดทำไม” ฐิรดลถามยิ้ม ๆ

“ก็ ลดให้ที่...ที่ช่วยมาส่งพราวไงคะ” บอกเขิน ๆ “แบบน้ำเพิ่งเรือ เสือพึ่งนายพราน...”

“มีที่ไหนกันสุภาษิตแบบนั้น” ฐิรดลโต้กลับแล้วก็ขำออกมาดังลั่น “อันนั้นมันน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าไม่ใช่หรือ”

เด็กสาวหน้าแดงอายหนักกว่าเดิม เพราะเรื่องนี้เป็นปมด้อยของเธอเลย เธอไม่ค่อยสันทัดสุภาษิตคำพังเพยสักเท่าไร ยิ้มแหย ก้มหน้างุด ตอบรับตามเขาไป

“ใช่ค่ะ ใช่ ใช่อย่างที่พี่คีย์พูดนั่นแหละค่ะ”

แว่วเสียงทุ้มบอกกลับมาว่า “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณมาก”

เขาคุยกับเธอด้วย แถมยังเป็นกันเองอีกต่างหาก ภัทรวรินทร์อยากร้องกรี้ด ๆ ออกมานักแต่เธอไม่เคยทำกิริยาเช่นนั้น หากให้กรี้ดออกมาจริง ๆ ก็คงมีเพียงเสียงเบา ๆ ผ่านออกจากปากเท่านั้นเองละมัง เด็กสาวเก็บอาการดีใจเอาไว้จนมิดชิด ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อเห็นว่าเขาพาเรถเลี้ยวเข้าซอยไปยังอีกทางที่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเธอ

และเพราะว่ามัวแต่ตกใจเลยไม่ทันได้สังเกตว่าฝนเริ่มตกลงมาอีก รอบนี้ดูจะตกหนักกว่าเมื่อครู่นี้อีกด้วย

เห็นเขาพารถออกนอกเส้นทาง ตรงเข้าไปจอดในบ้านที่ภายนอกดูมืด ลึกลับ น่ากลัว ก็ให้ใจคอไม่ดีขึ้นในทันที

ฐิรดลจอดรถแล้วถอดหมวกนิรภัยของเขาออกแล้วหันมาบอกเธอว่า “แวะบ้านเพื่อนพี่หลบฝนก่อนนะ”

อ้าปากจะบอกเขาว่าเธอลุยฝนกลับบ้านได้ แต่แล้วเสียงทักทายก็แผดดังออกมาจากด้านในเสียก่อน “ใครมาวะ มาไม่บอกก่อน เดี๋ยวยิงหัวหลุดเลย”

ฐิรดลส่ายหัวเบา ๆ ตะโกนตอบคนถามกลับไป

“กูเอง”

คนในบ้านกรูกันออกมาเมื่อได้ยินว่าใครมาเยือน ภัทรวรินทร์เห็นคนพวกนั้นก็มองด้วยสายตาระแวงไม่ไว้ใจกอดถุงของแนบกับอกแน่น มองซ้าย มองขวา หาทางหนีทีไล่

เด็กสาวเกิด เติบโต ใช้ชีวิตในเรือนมาลี ที่ไม่ใช่โลกสีชมพูแสนสวยงาม แล้วยังถูกสมสมรพูดกรอกหูเธออยู่บ่อย ๆ ว่าอย่าได้ไว้ใจใครโดยเฉพาะพวกผู้ชาย ทั้งยังยกกรณีข่าวและเรื่องเล่า ปากต่อปากจากใครต่อใครมาคอยขู่เสมอ ทั้งเรื่องถูกปล้ำ ถูกล่วงเกิน ล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ลืมย้ำตอนท้ายว่าให้เธอหัดกลัวบ้าง หากกลัวแล้วก็จะรู้จักระแวงระวังภยันตรายไม่ให้เข้ามากล้ำกรายใกล้ตัวได้

“ใครวะ”

เสียงชายหนึ่งในนั้นถามเสียงดังขัดความคิดของเธอ ฐิรดลมองมาที่เธอแล้วก็ตอบทางนั้นไปว่า “เพื่อนยายครีม”

“อ๊ะ ๆ เพื่อนน้องครีม น่ารักกว่าน้องครีมอีก นะเว้ยเฮ้ย หวัดดีครับคนสวยเพื่อนน้องครีม”

“ชื่ออะไรครับ”

“พราวค่ะ”

“มึงอย่าวุ่นวายกับน้องมากนัก”

“พี่ชื่อโพด ไอ้นั่นพิษ นี่ชื่อไพ คนโน้นพิพู”

จากที่กลัวพวกเขาในทีแรก ภัทรวรินทร์หัวเราะจนตาปิดเมื่อได้รับการแนะนำตลก ๆ จากเพื่อนของฐิรดล

ช่วงที่รอให้ฝนซาคนเหล่านั้นชวนสนทนาอยู่ตลอด ทั้งยกน้ำดื่มและขนมมาวางให้เธอกินไปพลาง ๆ อีกด้วย

ทีแรกเธอกลัวไม่กล้ากิน ฐิรดลเห็นแล้วก็เข้าใจบอกให้คนในวงสนทนาที่ทำหน้าที่บริการคนอื่น ๆ ไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านค้าข้าง ๆ มาให้เธอ จึงเปิดดื่มจิบน้อย ๆ ฟังพวกเขาคุย

ค่อยพบว่าเป็นคอเดียวกันในหลาย ๆ เรื่อง พวกเขาคุยสนุกและตลกดี ที่สำคัญไม่มีใครพูดจาไร้มารยาทแทะโลมเธอเลยแม้แต่คนเดียว ไม่เหมือนพวกที่นั่งดื่มกันตรงร้านค้าปากซอยก่อนจะเดินเข้าบ้าน พวกนั้นตะโกนเรียกเธอ ถามเธอด้วยคำถามหยาบ ๆ หลายต่อหลายครั้ง

“ฝนซาแล้วนะ” เสียงบอกเป็นรอบที่สามดังขึ้น

ภัทรวรินทร์มองออกไปด้านนอกแล้วก็นั่งฟังเรื่องเล่าของชายที่ดูโตสุดที่ชื่อไพ

คนที่แนะนำตัวคนแรกด้วยชื่อโพดกล่าวหยอกเย้าเขากลับไปว่า

“ไหนครับ ฝนซาแล้วซาตรงไหน ยังลงเม็ดอยู่เลย ขี้หวงนะเนี่ย”

ฐิรดลพยักเพยิดหน้าใส่เพื่อน ไม่ตอบว่าอะไร “คุณรีบกลับก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวกูไปส่งน้องพราวเองก็ได้ครับ คุณคีย์รีบกลับไปนอน ก็กลับก่อนได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”

ฐิรดลถอนใจเบา ๆ แล้วลุกไปเอาของของเธอมาอุ้มถือก่อนจะส่งสายตาเรียกด้วยแววตาขรึม ๆ บอกขึ้นว่า “กลับได้แล้วพราว เดี๋ยวที่บ้านเป็นห่วง”

เธอขยับตัวลุกยืนในทันที แล้วยกมือไหว้เพื่อน ๆ ของเขา

“พราวไปนะคะ ขอบคุณพี่ ๆ มากค่ะ”

“เดี๋ยวครับน้องพราว” หนึ่งในกลุ่มร้องเรียกเธอไว้ ก่อนจะหายเข้าไปหลังบ้าน กุลีกุจอวิ่งไปหลังบ้านแบ่งชมพู่สาแหรกที่ผลสีแดงเข้มใส่ถุงใบใหญ่ พร้อมกับวิ่งกลับออกมา ยื่นถุงใส่ผลไม้ให้เธอ

“เอาม่าเหมี่ยวไปด้วย”

“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้คนให้อีกครั้งก่อนรับของฝากมาถือแล้วเปิดออกดูอย่างสนใจ

“ว่าง ๆ พาน้องมาอีกนะเว้ยคุณคีย์”

“เรื่องอะไร”

ภัทรวรินทร์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอหันไปมองเขาก็เห็นว่าฐิรดลทำเพียงโบกมือลาพรรคพวกของเขาอย่างเอือม ๆ ยื่นมือมาเอาถุงผลไม้ไปถือเอง รอจนเธอขึ้นซ้อนรถเรียบร้อย ค่อยขับออกจากบ้านหลังนั้นไป

ฝนยังลงเม็ดเล็กน้อย ตอนที่กำลังจะเลี้ยวออกมา มีรถคันใหญ่ตัดหน้ารถของฐิรดล จนเกือบเสียหลักทำรถล้ม พอตั้งรถใหม่ได้ เขาดึงมือเธอให้ไปกอดเอวของเขา

ภัทรวรินทร์ขืนเอาไว้ ด้วยความอาย

“กอดไว้ เดี๋ยวตกรถ”

เขาบอกแค่นั้น เธอเลยต้องกอดเอวเขาไว้หลวม ๆ เขาพารถออกมาจากตรงนั้นแล้วก็ขับไปอีกเป็นระยะทางพอสมควร จนมาจอดที่หน้าร้านของสมสมรในที่สุด

สมสมรปิดร้านแล้ว แต่ยืนรอด้วยสีหน้าไม่ดีนัก พอเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับเข้ามาจอด ก็ยืนมองนิ่ง ๆ ถามเสียงเครียดขึ้นว่า

“หายไปไหนมาตั้งเป็นนาน”

“พราวติดฝน จะรอกลับรถตู้ ก็ไม่มาสักที พี่เขาผ่านมาเจอ เลยพามาส่งจ้ะน้า”

“น้าเกือบไปแจ้งความแล้วรู้ไหม” สมสมรบอกเธอจบ หันไปบอกฐิรดลว่า “ขอบคุณมากนะที่มาส่งพราวน่ะ เข้ามาข้างในก่อนไหม”

“ไม่ ๆ ไม่ต้องเข้าไปค่ะ” ภัทรวรินทร์รีบร้องห้าม เด็กสาวกลัวว่าเขาจะไปเห็นสาว ๆ ที่เรือนมาลีด้านหลังเดินเพ่นพ่านผ่านกันไปมา แล้วเขาจะรู้ได้ว่าตรงนั้นเป็นอะไร

เธอไม่อยากให้เขารู้

ไม่อยากให้เขามองเธอไม่ดี

สมสมรพยักหน้า แล้วหันมาถามเธอ “เอาของมานี่ เดี๋ยวน้าจะเอาเข้าบ้าน เราก็รีบเข้าไปอาบน้ำอาบท่าสระผมได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก ”

เธอตอบรับน้าแล้วรีบส่งของให้ท่าน หันไปมองทางฐิรดล เมื่อเห็นว่าเขายังยืนตรงนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ

พี่ชายของเพื่อนเรียกเธอด้วยชื่อเล่น ราวกับสนิทสนมกัน

“พราว”

“คะ?” เธอตอบรับแล้วก็มองเขานิ่ง ก่อนจะนึกสงสัยว่าทำไมเขาไม่กลับไปอีก หรือเขารอทวงมารยาทจากเธอ จำได้ที่ฐิติชญาเล่าให้ฟังว่าที่บ้านเคร่งเรื่องมารยาทเอามาก ๆ

เธอโตมาในที่แบบนี้เลยบกพร่องเรื่องพวกนั้น จึงบอกเสียงค่อยไปว่า “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

ฐิรดลพยักหน้าเบา ๆ เขายืนเงียบเดี๋ยวเดียวก็เอ่ยปากขึ้นว่า

“พี่ขอเบอร์ที่บ้านพราวหน่อยได้ไหม”

เด็กสาวยืนกะพริบตาช้า ๆ ถามเขากลับว่า “คะ?”

“คือ...พี่มีกางเกงต้องซ่อมอีกหลายตัวเลย ไม่รู้ว่าพอจะมีคิวซ่อมให้พี่ไหม พี่ขอเบอร์โทรหน่อยจะได้โทรมาจองคิว” เสียงบอกของเขาฟังดูเก้อ ๆ อย่างไรชอบกล

เธอยืนงงพูดอะไรไม่ออก เคยมีบ้างที่เพื่อนในโรงเรียนมาขอเบอร์ที่บ้านของเธอ แต่ก็บอกทุกคนไปว่าไม่มี ฐิติชญามักจะแซวบ่อย ๆ ด้วย ว่าพวกที่ขอนี่คงเพราะอยากโทรศัพท์ไปจีบเธอแน่ ๆ

แต่พี่ชายของเพื่อนสนิทคงไม่ได้ขอเพื่อจะโทรมาจีบเธอหรอกละมัง ก็เขาบอกแล้วนี่ว่าจะโทรมาขอคิวซ่อมเสื้อผ้าของเขา ยืนคิดอะไรงง ๆ ไปคนเดียว เสียงของฐิรดลก็เอ่ยออกมาด้วยอาการอ่อนใจ

“หรือไม่มีเบอร์ติดต่อ”

“มีค่ะ มี”

บอกออกไปแล้วก็ฉุกคิดได้ว่ารีบเกินไปไหม ดูน่าเกลียดไปหรือเปล่า พอเห็นเขายืนรอก็จัดแจงบอกเบอร์โทรศัพท์ให้เขาไป

“ขอบคุณครับ”

ฐิรดลบอก ก่อนจะหันไปคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขาควบออกจากตรงนั้นไป

เธอมองตามไฟท้ายรถที่แดงโร่ขึ้นตรงมุมถนน จนลับตาไปแล้วก็ค่อยเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า

คืนนี้ฟ้าไม่มีดาวเลยสักดวง แถมฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด

แต่แปลกที่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกหดหู่เลยแม้แต่นิดเดียว รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับที่ตรงมุมปากสีสวยจาง ๆ พร้อมกับหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจที่แสนเบิกบาน

สายฝนของวันนี้ทำเอาหัวใจของเด็กสาวชุ่มชื่นขึ้นราวกับดอกไม้แรกแย้มที่พร้อมจะบาน สวย ล่อภมรให้เข้ามาตอมดอมดม ดูดกลิ่นหวาน ๆ จนพอแล้วก็บินจากไป

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย คลั่งรักซาตาน 2 [ Loved Devil ] SET : Romance Of Devil 2nd
8.7
ตระกูลชอว์นคือกลุ่มซาตานผู้ทรงอิทธิพล เคนพี่ใหญ่ไร้หัวใจตราหน้าหลิวหลิวหัวขโมยสาวว่าเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าแม้เธอจะตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็น ขณะที่คิ้วท์พี่รองจอมเจ้าเล่ห์พยายามสยบความหยิ่งยโสของเมษา สาวสวยผู้ไม่ยอมสยบให้ใคร และเคเจ้านายคนเล็กผู้ใช้ความรักเป็นกรงขังมดแดงไว้เพียงผู้เดียว ท่ามกลางความรุนแรงและตัณหา พวกเธอต่างเผชิญกับสภาวะจำยอมที่เปลี่ยนเป็นความผูกพันลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว ในวังวนแห่งอันตรายที่ยากจะถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย หลงรักนายซาตาน
9.3
"ทีผัวไล่จังนะทีชู้เปิดประตูต้อนรับ เธอนี้ร่านไม่เบาเลยนะ ตอนแรกเห็นใสๆ ไม่คิดว่าจะร่านขนาดนี้ ฉันมองเธอผิดจริงๆ เขาเป็นอะไรอยู่ดีๆก็มาว่าฉันปาวๆ มันจะมากไปแล้วนะ "เออ !ฉันมันร่าน แล้วนายจะมายุ่งกับฉันทำไม ละ ฉันจะพาใครมามันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับนาย" "แต่ฉันเคยห้ามเธอแล้ว ไม่ให้ไปกับมัน" "ทำไมฉันจะไปไม่ได้ ฉันเป็นผัวเธอแล้วนะแซนดี้ ฉันเอาเธอคนแรก ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาทับรอยฉันถ้าฉันยังไม่เบื่อ" " ฉันกับนายเราไม่ได้เป็นอะไรกัน มันเกิดเพราะไอ้ยาบ้าๆนั้น โปรดรู้ไว้ซะด้วย" ฉันระเบิดอารมณ์ใส่เขากลับ "ไม่ได้เป็นอะไรหรอ งั้นย้ำความสัมพันธ์กันหน่อยเธอคงอาจจะลืม" พูดจบเขาก็เหวี่ยงฉันลงที่เตียง ว้าย ! ตุบ เขาตามมาค่อมฉัน ฉันดิ้นไปมาไม่ยอมเขาหรอกนะ ปล่อยนะ !! อื้อ..... บอกให้ปล่อย ไอ้..." อุปเขาประกบปากฉันอย่างเร็ว อือ ... เขาพยายามเอาลิ้นแทรกเข้ามาในโปรงปากฉัน พอเขาผะปากออกจากฉันนี้นายจะบ้าหรออยู่ๆมาหาเรื่องฉันแล้วยังจะมาข่มขืนฉันอีกฉันว่าเขา "ทำไมกลัวเหรอ ที่ไอ้นั่นไม่เห็นกลัว มาดูกันหน่อยว่ามันกับฉันใครจะเอามันส์กว่ากัน" พูดจบเขาก็ประกบปากฉันอีกครั้ง เขาพยามเอาลิ้นแทรกเขาโปรงปากฉันใครจะยอมละ "โอ้ย ! เสียงซีนอลร้องขึ้นเสียง ใช่ฉันกัดลิ้นเขา "ได้จะเอาแบบนี้ใช่ไหม พรุ่งนี้เธอลุกขึ้นไม่ไหวแน่ " เขาว่ามาแค่นั้น !! กรี๊ด !!! เขากระชากเสื้อฉันขาดจนติดมือ "ปล่อยๆฉันบอกให้ปล่อยไง" ซีนอลพยามถกกระโปรงฉันขึ้น ไม่นะ เขาถอดอันเดอร์แวฉันออก เขาใช้ขาทั้งสองข้างรัดฉัน และตอนนี้ฉันกับเขาเปลือยเปล่ากันทั้งคู่ ภาพวันนั้นมันยังตามมาหลอกหลอนฉันอยู่ พอนึกถึงตรงหน้ามาอีกไม่กี่วินาทีอะไรจะเกิดขึ้น ฝากซีนอล และแซนดี้ กันด้วยนะคะ ไรท์ลงผลงานเรื่องนี้ที่แฟลตฟอร์มนี้เป็นเรื่องแรก ฝากผลงานกันด้วยนะคะ นิยายเรื่องนี้เหมาะสำหรับอายุ 18 ปีขึ้นใน ในเนื้อหาบางตอนมีเนื้อหารุนแรง โลกสวยไม่เหมาะกับนิยายเรื่องนี้คะ ห้ามดัดแปลงหรือคัดลอกเรียนแบบต่อย่างใด ติดตามผลงานได้ที่ เพจ Kim Nayeol คะ
หน้าปกนวนิยาย มิอาจห้ามใจรัก
8.2
เพื่อขัดขวางไม่ให้พาทิศทำลายงานแต่งงานของบิดากับเพื่อนสนิท อุมารินทร์จึงตัดสินใจยอมพลีกายแลกกับความบริสุทธิ์เพื่อหยุดยั้งเขาไว้ แต่เมื่อเรื่องราวควรจะจบลง ชายหนุ่มกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในฐานะแขกไม่ได้รับเชิญ อุมารินทร์พยายามเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องครอบครัว ทว่าพาทิศไม่ได้กลับมาเพื่อทวงคนรักเก่าคืน เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการทวงสิทธิ์เหนือร่างกายและหัวใจของเมียคืนเดียวอย่างเธอ ให้กลับมาอยู่ใต้อำนาจของเขาตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย อัคคีธารา
8.8
มินรญาสาวสวยทรงเสน่ห์เอ่ยปากท้าทายภูวนนท์ด้วยความมั่นใจว่าเขากำลังหลงรักเธอ แต่ชายหนุ่มกลับตอบโต้ด้วยถ้อยคำดูถูกทว่าปฏิกิริยาทางกายกลับสวนทางกับคำพูด เมื่อความเสียใจจากการสูญเสียคนรักผสมโรงกับฤทธิ์สุรา เปลี่ยนภูวนนท์ที่เคยเย็นชาราวสายน้ำให้กลายเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผา มินรญาที่เล่นกับไฟจึงถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแกร่ง เขาตัดสินใจระบายความแค้นและควาเจ็บปวดทั้งหมดลงที่ริมฝีปากของเธอเพื่อเป็นตัวแทนของใครอีกคนที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก
หน้าปกนวนิยาย ปิ๊งรักสาวอ้วน(อ้วนยังไงก็รัก)
7.9
ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 สมบุญ พยาบาลสาวร่างอวบผู้ทำงานหนักต้องแบกรับภาระหนี้สินของครอบครัว แต่โชคชะตาก็นำพาให้เธอได้พบกับ เสริม ชายหนุ่มสายเปย์ที่ก้าวเข้ามาดูแลและจัดการหนี้ทั้งหมดให้จนเหลือศูนย์ ความใจป้ำของเขามาพร้อมกับความคาดหวังที่เธอไม่อาจเลี่ยงได้ เรื่องราวความรักปนเสียงหัวเราะของสาวอ้วนสุดน่ารักกับชายหนุ่มผู้พร้อมทุ่มเทจึงเริ่มต้นขึ้นในนิยายภาคต่อชุดนี้ มาลุ้นกันว่าสมบุญจะรับมือกับหัวใจและพันธะครั้งนี้อย่างไรในแบบที่ทั้งฟินและฮาไปพร้อมกัน
หน้าปกนวนิยาย พลั้งรักคุณหมอคาสโนว่า
8.4
จักรินทร์ คุณหมอเจ้าเสน่ห์ผู้ไม่ศรัทธาในความรัก กลับถูกดึงดูดโดยธาริกา สาวสวยที่เติบโตมาในกรอบของครอบครัวจนไร้ประสบการณ์ชีวิต เพื่อแลกกับความเป็นอิสระ เขาจึงเสนอตัวสอนบทเรียนทางกายให้เธอโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามใช้หัวใจ แต่ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกลับก่อเกิดความหวั่นไหวเกินควบคุม ท่ามกลางอุปสรรคด้านวัยและสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน ทั้งคู่ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์ว่าความพลั้งพลาดครั้งนี้จะกลายเป็นรักแท้ได้หรือไม่