
ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว
ตอน 2
เด็กสาวลงจากรถสองแถวได้ก็ตรงดิ่งไปยังร้านของบังหมัก ที่ร้านนี้เน้นขายผ้าและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดเย็บ ซ่อมแซมผ้าทุกชนิด
“เอาอะไรบ้างล่ะรอบนี้”
“นี่จ้ะพี่กบ” เด็กสาวบอกพร้อมส่งรายการของที่น้าจดไว้ให้กับคนงานในร้านขายแล้วก็ยืนคอยไม่นานทางนั้นนำของมาส่งให้
“ได้ไม่ครบหรอกนะพราว เราลองไปดูร้านเจ๊หลีเถอะทางนั้นน่าจะยังมีของอยู่”
เด็กสาวยิ้มให้พี่กบพร้อมกับบอก “ขอบคุณจ้ะพี่”
“กลับบ้านดี ๆ”
กบ ลูกน้องคนสำคัญของร้านขายวัสดุผ้าร้องมาตามหลัง
ภัทรวรินทร์มองชื่อรายการของที่เหลือในใบจด ก็จำต้องเดินตรงไปร้านใหญ่อีกร้าน นั่นก็คือร้านเจ๊หลี แต่ก็ยังได้ของไม่ครบอยู่ดีจึงต้องหาต่ออีกสามร้าน กว่าจะครบถ้วนได้เวลาก็ล่วงเข้าไปถึงตอนเย็นพอดี
แถมวันนี้ฟ้ายังครึ้มอีกด้วย เมฆก้อนใหญ่นั่นรวมกับอีกก้อนทางนี้เลยพานให้มืดมัวไปหมด
ชะเง้อมองดูนาฬิกาในร้านที่กำลังเดินผ่าน ก็ต้องรีบวิ่งสุดฝีเท้าไปที่ท่ารถ แต่แล้วก็ไปไม่ทัน รถเที่ยวสุดท้ายคันที่ผ่านไปยังละแวกบ้านเพิ่งออกไปได้ครึ่งชั่วโมงก่อนนี่เอง
ยืนคิดอยู่ครู่ นึกได้ว่ามีรถประจำทางที่น่าจะวิ่งผ่านทางเส้นนั้น จึงเดินหิ้วถุงของไปรอยังศาลาริมถนน ตอนที่ไปถึงมีคนรออยู่ราว ๆ หกคน ไม่นานฝนเริ่มลงเม็ด คนที่นั่งคอยทยอยขึ้นรถหายไปทีละคนสองคน จนตอนนี้เหลือเธอเพียงคนเดียวที่ในศาลา จากไม่กลัวอะไรเลย ตอนนี้เด็กสาวเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว
และแล้วก็มีคนวิ่งฝ่าฝนเข้ามานั่งรอในศาลาด้วย
คนมาใหม่เป็นผู้ชายเหมือนจะเป็นวัยทำงานแล้ว เขาอยู่ใส่ชุดคล้ายยูนิฟอร์มของสำนักงานอะไรสักอย่าง ที่เธอไม่กล้าจ้องมองเขามากนัก แม้อีกฝ่ายจะมองมาที่เธอบ่อย ๆ ก็ตามที
เธอเป็นคนไม่ชอบผูกมิตรกับคนไม่รู้จัก จึงทำเฉยเอาไว้
ไม่นานชายที่นั่งร่วมศาลารอรถก็ขยับเข้ามานั่งใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เขานั่งห่างกันคนละฝั่ง ตอนนี้อีกฝ่ายขยับเข้าหาจนแทบจะย้ายมานั่งบนแผ่นที่นั่งเดียวกับเธอแล้วด้วย
ภัทรวรินทร์กอดถุงของบนตักแน่นคล้ายจะให้มันเป็นตัวช่วยกันคนแปลกหน้า แล้วก็ขยับตัวหนีห่างออกจากเขา แต่แล้วทางนั้นก็ยังขยับเข้าหาเธออยู่อีก บอกตัวเองว่าคราวหน้าถ้าต้องออกมาซื้อของอีกจะไม่ออกมาหลังเที่ยงวันเป็นอันขาด
เด็กสาวผุดตัวลุกขึ้นยืน ทำทีเป็นเดินไปชะเง้อมองดูรถว่าเมื่อไรจะมาเสียที จังหวะที่ชะเง้อมองอยู่นั่นเอง ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วเดินพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ เด็กสาวตกใจมาก วิ่งเลยเตลิดจนออกจากศาลาไปด้วยความกลัว แล้วก็ลื่นไถลตรงนั้นเองทำให้ร่างเล็ก ๆ ถลาลงไปยังพื้นของถนน
นาทีนั้นเองที่เสียงเบรกพร้อมแสงไฟจ้าสาดเข้ามาที่ตรงใบหน้าของเธอ เคราะห์ยังดีที่รถคันนั้นเบรกทัน แม้จะส่ายสะบัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียหลักจนล้ม
ภัทรวรินทร์มองไปยังทางแสงไฟพบว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่คนขับก็ตัวสูงใหญ่ไม่แพ้กัน เขาหาที่จอดรถไม่ไกลจากศาลารอรถ เรียบร้อยแล้วก็ค่อยเดินตรงมาที่เธอ
เด็กสาวมองทางคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยอาการตกใจ
ไม่ใช่ว่าเขาจะมาเอาเรื่องเธอหรอกหรือ ที่พรวดพราดลงไปที่ถนนจนทำให้เขาเกือบขับรถชนเธอเข้าน่ะ
ภัทรวรินทร์กอดถุงของแน่นกว่าเดิม พึมพำเบา ๆ ว่าทำไมตนเองถึงได้ซวยขนาดนี้ก็ไม่รู้
ชายเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คนนั้นเดินจนมาประจันหน้ากับเธอแล้ว เขาก็ค่อยถอดหมวกของเขาออก ภัทรวรินทร์ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา กอดถุงของแน่น ยืนตัวเปียกอยู่ตรงด้านนอกของศาลาอยู่นั่นเอง
“เราเองหรือ”
เสียงทักจากคนที่เธอเพิ่งทำให้เกือบจะเกิดอุบัติเหตุรถล้ม
เงยหน้าไปมองที่เขา แล้วหัวใจของเด็กสาวก็ค่อย ๆ สั่นไหวเบา ๆ ในทีแรกก่อนจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภัทรวรินทร์ทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ผงกหัว ตอบหน้าเจื่อนกลับไปว่า “ค่ะ”
เขามองของในอ้อมกอดเธอ มองไปยังคนที่มองอยู่ในศาลาแล้วถามต่ออีกว่า “มาซื้ออะไร”
ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้คุยกับเขา จึงลนลานตอบไปว่า
“มาซื้อ...ซื้อของค่ะ”
ฐิรดลเลิกคิ้วเมื่อได้คำตอบแบบกำปั้นทุบดินเช่นนั้น พยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาน้อย ๆ เขาเงียบไปไม่นานก็ค่อยถามอีกประโยค
“แล้วกลับยังไง ใครมารับ”
“ไม่มีค่ะ พราวเอ่อ พราวมารอรถค่ะ กลับเองค่ะ”
ตอบออกไปแล้วก็ก้มหน้างุด ๆ อารมณ์สารพัดทำให้เด็กสาวไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไรนัก เมื่อกี้ตนพูดอะไรออกไป แล้วทำไมพูดจาไม่รู้เรื่องได้ถึงขนาดนี้ ตั้งสติหน่อยได้ไหมยายพราว ภัทรวรินทร์บ่นตัวเองในใจ
ฐิรดลเงียบอีกครั้ง ก่อนบอกขึ้นว่า
“ฝนซาแล้วนี่ ก็น่าจะกลับได้แล้ว นี่เรารออะไร”
“คะ?” ร้องถามเขาออกไปด้วยไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี
ฐิรดลส่งสายตามองไปยังชายคนในศาลา “แล้วคนนั้นใคร มาด้วยกันกับเราหรือเปล่า”
“ปะ เปล่าค่ะ พราวมาคนเดียว”
“ก็นั่นสิ แล้วเราจะรอรถยังไงคนเดียว ฝนซาก็ไปขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
ได้ยินอย่างนั้นก็ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันมาก่อนเลยสักครั้งว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับชายที่แอบชื่นชอบมากถึงขนาดนี้ ทุกทีเธอได้แค่แอบมอง ไม่ต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เธอก็ดีใจมากอยู่แล้ว แต่นี่ได้คุย แถมเขายังอาสาจะไปส่งเธอที่บ้านอีกด้วยก็ให้ตกใจไปใหญ่
ฐิรดลพยักหน้าให้ขึ้นรถเมื่อเห็นว่าฝนหยุดตกแล้ว
“บ้านเรา ใช่ร้านที่รับซ่อมผ้าตรงท้ายซอย...ใช่ไหม”
เขาเอ่ยชื่อซอยที่เธออยู่อีกด้วย
เลยตกใจเล็กน้อยที่เขารู้ ตอบไปว่า “ใช่ค่ะ”
“พี่เอากางเกงไปซ่อมบ่อยเลย แล้วทำไมไม่เคยเห็นเราก็ไม่รู้”
“พราวอยู่แต่ในห้องมั้งคะ” ตอบเขาไปแล้วก็บอกตัวเองว่าหลังจากวันนี้จะต้องไปขอวิชาตัดเย็บซ่อมผ้าจากสมสมรบ้างแล้ว
“เดี๋ยวพราวให้น้าลดค่าซ่อมให้นะคะ”
“ลดทำไม” ฐิรดลถามยิ้ม ๆ
“ก็ ลดให้ที่...ที่ช่วยมาส่งพราวไงคะ” บอกเขิน ๆ “แบบน้ำเพิ่งเรือ เสือพึ่งนายพราน...”
“มีที่ไหนกันสุภาษิตแบบนั้น” ฐิรดลโต้กลับแล้วก็ขำออกมาดังลั่น “อันนั้นมันน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าไม่ใช่หรือ”
เด็กสาวหน้าแดงอายหนักกว่าเดิม เพราะเรื่องนี้เป็นปมด้อยของเธอเลย เธอไม่ค่อยสันทัดสุภาษิตคำพังเพยสักเท่าไร ยิ้มแหย ก้มหน้างุด ตอบรับตามเขาไป
“ใช่ค่ะ ใช่ ใช่อย่างที่พี่คีย์พูดนั่นแหละค่ะ”
แว่วเสียงทุ้มบอกกลับมาว่า “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณมาก”
เขาคุยกับเธอด้วย แถมยังเป็นกันเองอีกต่างหาก ภัทรวรินทร์อยากร้องกรี้ด ๆ ออกมานักแต่เธอไม่เคยทำกิริยาเช่นนั้น หากให้กรี้ดออกมาจริง ๆ ก็คงมีเพียงเสียงเบา ๆ ผ่านออกจากปากเท่านั้นเองละมัง เด็กสาวเก็บอาการดีใจเอาไว้จนมิดชิด ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อเห็นว่าเขาพาเรถเลี้ยวเข้าซอยไปยังอีกทางที่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเธอ
และเพราะว่ามัวแต่ตกใจเลยไม่ทันได้สังเกตว่าฝนเริ่มตกลงมาอีก รอบนี้ดูจะตกหนักกว่าเมื่อครู่นี้อีกด้วย
เห็นเขาพารถออกนอกเส้นทาง ตรงเข้าไปจอดในบ้านที่ภายนอกดูมืด ลึกลับ น่ากลัว ก็ให้ใจคอไม่ดีขึ้นในทันที
ฐิรดลจอดรถแล้วถอดหมวกนิรภัยของเขาออกแล้วหันมาบอกเธอว่า “แวะบ้านเพื่อนพี่หลบฝนก่อนนะ”
อ้าปากจะบอกเขาว่าเธอลุยฝนกลับบ้านได้ แต่แล้วเสียงทักทายก็แผดดังออกมาจากด้านในเสียก่อน “ใครมาวะ มาไม่บอกก่อน เดี๋ยวยิงหัวหลุดเลย”
ฐิรดลส่ายหัวเบา ๆ ตะโกนตอบคนถามกลับไป
“กูเอง”
คนในบ้านกรูกันออกมาเมื่อได้ยินว่าใครมาเยือน ภัทรวรินทร์เห็นคนพวกนั้นก็มองด้วยสายตาระแวงไม่ไว้ใจกอดถุงของแนบกับอกแน่น มองซ้าย มองขวา หาทางหนีทีไล่
เด็กสาวเกิด เติบโต ใช้ชีวิตในเรือนมาลี ที่ไม่ใช่โลกสีชมพูแสนสวยงาม แล้วยังถูกสมสมรพูดกรอกหูเธออยู่บ่อย ๆ ว่าอย่าได้ไว้ใจใครโดยเฉพาะพวกผู้ชาย ทั้งยังยกกรณีข่าวและเรื่องเล่า ปากต่อปากจากใครต่อใครมาคอยขู่เสมอ ทั้งเรื่องถูกปล้ำ ถูกล่วงเกิน ล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ลืมย้ำตอนท้ายว่าให้เธอหัดกลัวบ้าง หากกลัวแล้วก็จะรู้จักระแวงระวังภยันตรายไม่ให้เข้ามากล้ำกรายใกล้ตัวได้
“ใครวะ”
เสียงชายหนึ่งในนั้นถามเสียงดังขัดความคิดของเธอ ฐิรดลมองมาที่เธอแล้วก็ตอบทางนั้นไปว่า “เพื่อนยายครีม”
“อ๊ะ ๆ เพื่อนน้องครีม น่ารักกว่าน้องครีมอีก นะเว้ยเฮ้ย หวัดดีครับคนสวยเพื่อนน้องครีม”
“ชื่ออะไรครับ”
“พราวค่ะ”
“มึงอย่าวุ่นวายกับน้องมากนัก”
“พี่ชื่อโพด ไอ้นั่นพิษ นี่ชื่อไพ คนโน้นพิพู”
จากที่กลัวพวกเขาในทีแรก ภัทรวรินทร์หัวเราะจนตาปิดเมื่อได้รับการแนะนำตลก ๆ จากเพื่อนของฐิรดล
ช่วงที่รอให้ฝนซาคนเหล่านั้นชวนสนทนาอยู่ตลอด ทั้งยกน้ำดื่มและขนมมาวางให้เธอกินไปพลาง ๆ อีกด้วย
ทีแรกเธอกลัวไม่กล้ากิน ฐิรดลเห็นแล้วก็เข้าใจบอกให้คนในวงสนทนาที่ทำหน้าที่บริการคนอื่น ๆ ไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านค้าข้าง ๆ มาให้เธอ จึงเปิดดื่มจิบน้อย ๆ ฟังพวกเขาคุย
ค่อยพบว่าเป็นคอเดียวกันในหลาย ๆ เรื่อง พวกเขาคุยสนุกและตลกดี ที่สำคัญไม่มีใครพูดจาไร้มารยาทแทะโลมเธอเลยแม้แต่คนเดียว ไม่เหมือนพวกที่นั่งดื่มกันตรงร้านค้าปากซอยก่อนจะเดินเข้าบ้าน พวกนั้นตะโกนเรียกเธอ ถามเธอด้วยคำถามหยาบ ๆ หลายต่อหลายครั้ง
“ฝนซาแล้วนะ” เสียงบอกเป็นรอบที่สามดังขึ้น
ภัทรวรินทร์มองออกไปด้านนอกแล้วก็นั่งฟังเรื่องเล่าของชายที่ดูโตสุดที่ชื่อไพ
คนที่แนะนำตัวคนแรกด้วยชื่อโพดกล่าวหยอกเย้าเขากลับไปว่า
“ไหนครับ ฝนซาแล้วซาตรงไหน ยังลงเม็ดอยู่เลย ขี้หวงนะเนี่ย”
ฐิรดลพยักเพยิดหน้าใส่เพื่อน ไม่ตอบว่าอะไร “คุณรีบกลับก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวกูไปส่งน้องพราวเองก็ได้ครับ คุณคีย์รีบกลับไปนอน ก็กลับก่อนได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”
ฐิรดลถอนใจเบา ๆ แล้วลุกไปเอาของของเธอมาอุ้มถือก่อนจะส่งสายตาเรียกด้วยแววตาขรึม ๆ บอกขึ้นว่า “กลับได้แล้วพราว เดี๋ยวที่บ้านเป็นห่วง”
เธอขยับตัวลุกยืนในทันที แล้วยกมือไหว้เพื่อน ๆ ของเขา
“พราวไปนะคะ ขอบคุณพี่ ๆ มากค่ะ”
“เดี๋ยวครับน้องพราว” หนึ่งในกลุ่มร้องเรียกเธอไว้ ก่อนจะหายเข้าไปหลังบ้าน กุลีกุจอวิ่งไปหลังบ้านแบ่งชมพู่สาแหรกที่ผลสีแดงเข้มใส่ถุงใบใหญ่ พร้อมกับวิ่งกลับออกมา ยื่นถุงใส่ผลไม้ให้เธอ
“เอาม่าเหมี่ยวไปด้วย”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้คนให้อีกครั้งก่อนรับของฝากมาถือแล้วเปิดออกดูอย่างสนใจ
“ว่าง ๆ พาน้องมาอีกนะเว้ยคุณคีย์”
“เรื่องอะไร”
ภัทรวรินทร์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอหันไปมองเขาก็เห็นว่าฐิรดลทำเพียงโบกมือลาพรรคพวกของเขาอย่างเอือม ๆ ยื่นมือมาเอาถุงผลไม้ไปถือเอง รอจนเธอขึ้นซ้อนรถเรียบร้อย ค่อยขับออกจากบ้านหลังนั้นไป
ฝนยังลงเม็ดเล็กน้อย ตอนที่กำลังจะเลี้ยวออกมา มีรถคันใหญ่ตัดหน้ารถของฐิรดล จนเกือบเสียหลักทำรถล้ม พอตั้งรถใหม่ได้ เขาดึงมือเธอให้ไปกอดเอวของเขา
ภัทรวรินทร์ขืนเอาไว้ ด้วยความอาย
“กอดไว้ เดี๋ยวตกรถ”
เขาบอกแค่นั้น เธอเลยต้องกอดเอวเขาไว้หลวม ๆ เขาพารถออกมาจากตรงนั้นแล้วก็ขับไปอีกเป็นระยะทางพอสมควร จนมาจอดที่หน้าร้านของสมสมรในที่สุด
สมสมรปิดร้านแล้ว แต่ยืนรอด้วยสีหน้าไม่ดีนัก พอเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับเข้ามาจอด ก็ยืนมองนิ่ง ๆ ถามเสียงเครียดขึ้นว่า
“หายไปไหนมาตั้งเป็นนาน”
“พราวติดฝน จะรอกลับรถตู้ ก็ไม่มาสักที พี่เขาผ่านมาเจอ เลยพามาส่งจ้ะน้า”
“น้าเกือบไปแจ้งความแล้วรู้ไหม” สมสมรบอกเธอจบ หันไปบอกฐิรดลว่า “ขอบคุณมากนะที่มาส่งพราวน่ะ เข้ามาข้างในก่อนไหม”
“ไม่ ๆ ไม่ต้องเข้าไปค่ะ” ภัทรวรินทร์รีบร้องห้าม เด็กสาวกลัวว่าเขาจะไปเห็นสาว ๆ ที่เรือนมาลีด้านหลังเดินเพ่นพ่านผ่านกันไปมา แล้วเขาจะรู้ได้ว่าตรงนั้นเป็นอะไร
เธอไม่อยากให้เขารู้
ไม่อยากให้เขามองเธอไม่ดี
สมสมรพยักหน้า แล้วหันมาถามเธอ “เอาของมานี่ เดี๋ยวน้าจะเอาเข้าบ้าน เราก็รีบเข้าไปอาบน้ำอาบท่าสระผมได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก ”
เธอตอบรับน้าแล้วรีบส่งของให้ท่าน หันไปมองทางฐิรดล เมื่อเห็นว่าเขายังยืนตรงนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ
พี่ชายของเพื่อนเรียกเธอด้วยชื่อเล่น ราวกับสนิทสนมกัน
“พราว”
“คะ?” เธอตอบรับแล้วก็มองเขานิ่ง ก่อนจะนึกสงสัยว่าทำไมเขาไม่กลับไปอีก หรือเขารอทวงมารยาทจากเธอ จำได้ที่ฐิติชญาเล่าให้ฟังว่าที่บ้านเคร่งเรื่องมารยาทเอามาก ๆ
เธอโตมาในที่แบบนี้เลยบกพร่องเรื่องพวกนั้น จึงบอกเสียงค่อยไปว่า “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
ฐิรดลพยักหน้าเบา ๆ เขายืนเงียบเดี๋ยวเดียวก็เอ่ยปากขึ้นว่า
“พี่ขอเบอร์ที่บ้านพราวหน่อยได้ไหม”
เด็กสาวยืนกะพริบตาช้า ๆ ถามเขากลับว่า “คะ?”
“คือ...พี่มีกางเกงต้องซ่อมอีกหลายตัวเลย ไม่รู้ว่าพอจะมีคิวซ่อมให้พี่ไหม พี่ขอเบอร์โทรหน่อยจะได้โทรมาจองคิว” เสียงบอกของเขาฟังดูเก้อ ๆ อย่างไรชอบกล
เธอยืนงงพูดอะไรไม่ออก เคยมีบ้างที่เพื่อนในโรงเรียนมาขอเบอร์ที่บ้านของเธอ แต่ก็บอกทุกคนไปว่าไม่มี ฐิติชญามักจะแซวบ่อย ๆ ด้วย ว่าพวกที่ขอนี่คงเพราะอยากโทรศัพท์ไปจีบเธอแน่ ๆ
แต่พี่ชายของเพื่อนสนิทคงไม่ได้ขอเพื่อจะโทรมาจีบเธอหรอกละมัง ก็เขาบอกแล้วนี่ว่าจะโทรมาขอคิวซ่อมเสื้อผ้าของเขา ยืนคิดอะไรงง ๆ ไปคนเดียว เสียงของฐิรดลก็เอ่ยออกมาด้วยอาการอ่อนใจ
“หรือไม่มีเบอร์ติดต่อ”
“มีค่ะ มี”
บอกออกไปแล้วก็ฉุกคิดได้ว่ารีบเกินไปไหม ดูน่าเกลียดไปหรือเปล่า พอเห็นเขายืนรอก็จัดแจงบอกเบอร์โทรศัพท์ให้เขาไป
“ขอบคุณครับ”
ฐิรดลบอก ก่อนจะหันไปคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขาควบออกจากตรงนั้นไป
เธอมองตามไฟท้ายรถที่แดงโร่ขึ้นตรงมุมถนน จนลับตาไปแล้วก็ค่อยเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า
คืนนี้ฟ้าไม่มีดาวเลยสักดวง แถมฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด
แต่แปลกที่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกหดหู่เลยแม้แต่นิดเดียว รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับที่ตรงมุมปากสีสวยจาง ๆ พร้อมกับหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจที่แสนเบิกบาน
สายฝนของวันนี้ทำเอาหัวใจของเด็กสาวชุ่มชื่นขึ้นราวกับดอกไม้แรกแย้มที่พร้อมจะบาน สวย ล่อภมรให้เข้ามาตอมดอมดม ดูดกลิ่นหวาน ๆ จนพอแล้วก็บินจากไป
คุณอาจจะชอบ
![หน้าปกนวนิยาย คลั่งรักซาตาน 2 [ Loved Devil ] SET : Romance Of Devil 2nd](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/78d878de5001834806828254270/psPRUCTcP1sA.webp!15491.webp)




