
แนบรักสลักใจ
ตอน 2
ทันทีที่รู้เรื่องอุบัติเหตุ แม้คมคายจะอยู่ต่างประเทศก็ได้สั่งการให้รัฐกรจัดการเรื่องนี้ทันที ไม่เป็นการยากสักนิดในการสืบเสาะหาตัวคนทำ เขาปล่อยให้มันได้ใจ ลำพองฮึกเหิมกับสิ่งที่พวกมันทำ กระทั่งงานศพของบิดามารดาผ่านพ้นไป จากนั้นรวบตัวพวกมันมาเซ่นสังเวยเถ้ากระดูก
ชายหนุ่มระบายความเจ็บแค้นด้วยการกระหน่ำหมัดและเท้าประเคนใส่โดยไม่สนเนื้อตัวแตกเลือดโชกส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ในสมองของเขาราวหลุดเข้าไปอีกโลก ที่มีแค่เขากับมัน เขารู้แค่อยากจะฆ่ามันให้ตายช้าๆ ให้ทรมานแสนสาหัสจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย มันควรจะเป็นแบบนั้น
และเพราะแบบนั้น เสียงโหยหวนอันเกิดจากความเจ็บปวดจึงดังระงมโกดังอีกครั้ง เนิ่นนาน พอๆ กับสภาพยับเยินของผู้ทุรยศที่ทำเอาผู้ชายตัวโตในห้องเกิดอาการอยากเมินหน้าหนี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้านายหนุ่มโกรธจัด
ท่ามกลางความกดดันในมวลอากาศ โทรศัพท์ของรัฐกรมีสายเรียกเข้า เขาส่งมีดคืนชายฉกรรจ์คนหนึ่งก่อนรับสาย ไม่กี่วินาทีเบี่ยงโทรศัพท์ออกห่างตัวเล็กน้อยพร้อมรายงานผู้เป็นนาย
“คนของเรารายงานมาว่ารวบตัวพวกที่หนีไปได้หมดแล้ว คุณคาร์ลจะให้จัดการยังไงดี”
“ฆ่าให้หมด”
“อีกเรื่อง มันรู้แล้วว่าครอบครัวไอ้เหี้ยนี่อยู่ที่ไหน ตอนนี้มันประกบตัวอยู่”
คำรายงานนั้นทำให้เชลยทั้งหมดหูผึ่ง สีหน้าตกตะลึง โดยเฉพาะอดีตผู้ดูแลกาสิโน มันคาดไม่ถึงว่าครอบครัวที่เขาส่งไปไกลแสนไกลจะตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมันง่ายดาย
“ไม่จริง!”
อาการผวา แววตาหวาดหวั่นของไอ้ตัวหัวหน้าที่บังอาจมาทำร้ายพ่อแม่เขา ทำให้คมคายกระตุกยิ้มเย็น ออกคำสั่งเยือกเย็นไม่ต่างจากสีหน้า
“เก็บซะ”
“ไม่!!!”
รัฐกรไม่สนเสียงตะเบ็งโหยหวนและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโกดัง เลื่อนโทรศัพท์มาถ่ายทอดคำสั่งออกไปก่อนวางสาย
“กูฆ่ามึงแน่ไอ้คาร์ล!!!”
“มึงมันสมควรตาย” คมคายแค่นเสียงลอดไรฟัน สะบัดร่างโชกเลือดกระเด็นออกห่าง เอ่ยเสียงเย็น “แต่มึงควรอยู่ อยู่รอดูว่าพ่อมึงตายยังไง แม่มึงตายแบบไหน คนในครอบครัวมึงต้องมีจุดจบก็เพราะความชั่วที่มึงทำ”
“ไอ้สัตว์! ไอ้ปีศาจ!”
มันร่ำร้องคั่งแค้น คมคายไม่สนใจ
“อย่าให้มันตายง่ายๆ”
มันสมควรตาย แต่ต้องตายให้ช้าที่สุดและทรมานที่สุด
“ฉันจะมาเล่นสนุกกับมันทุกวัน”
ลูกน้องวัยฉกรรจ์ต่างเข้าใจสารนั้นเป็นอย่างดี มุมปากพวกมันกระตุกยิ้มสะใจ
“กูจะฆ่ามึง ไอ้คาร์ล! กูจะฆ่ามึง!!!”
คมคายไม่แม้แต่จะปรายตามองซากร่างโชกเลือดพวกนั้นเมื่อเสียงร้องโหยหวนเจ็บแค้นของมันดังขึ้น นับครั้งได้ที่เขาจะโกรธจัดและลงมือจัดการใครสักคนด้วยตัวเอง
เลือดล้างด้วยเลือด... เหมาะสมแล้ว
ร่างสูงสง่าผึ่งผายเพราะส่วนหนึ่งมีเชื้อสายตะวันตกเดินออกจากโกดัง ล้วงบุหรี่ส่งเข้าปาก อัดควันเข้าปอดลึกๆ
วันนี้ไม่มีหลักฐานว่ามันทำงานให้ใครอีก สักวันเขาต้องรู้แน่ ขอให้พวกมันฉลาดให้สมกับที่คิดเล่นงานศิลาลักษณ์
ถ้าวันนั้นมาถึง เขาไม่เอาพวกมันไว้แน่ ความตายยังปรานีเกินไป
“จัดการด้วย”
“ครับคุณคาร์ล”
รัฐกรรับคำเสียงเรียบใบหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างจากผู้เป็นเจ้านาย คล้อยหลังร่างสูงสง่าก้าวออกไปจากโกดังแล้ว เขาหันไปสั่งงานกับคนอื่นๆ ขณะเหลือบมองไอ้พวกไม่รักตัวกลัวตายที่ริอ่านแหย่ขาเข้ากรงเสือ
บุหรี่อึกสุดท้ายถูกอัดลงปอด ร่างสูงหยุดยืนใต้ต้นมะม่วงใหญ่ห่างจากตัวบ้านประมาณห้าร้อยเมตร
คมคายถอนหายใจยาว ขับไล่ความอัดอั้นทั้งมวล ตามองไปยังบ้านหลังมหึมาในความรู้สึกเขา ใครๆ เรียกมันว่าคฤหาสน์ พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวารและเครื่องอำนวยความสะดวก ในวันนี้สำหรับเขา มันช่างเงียบเหงาและใหญ่เกินไป เมื่อข้างในนั้นไม่มีพ่อและแม่อีกแล้ว
พวกท่านจากไปกะทันหัน เขาไม่มีโอกาสดูใจด้วยซ้ำ
นิ้วเรียวแข็งดีดก้นบุหรี่ทิ้ง และคงเดินกลับเข้าตัวตึกถ้าไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ หลังต้นไม้ คิ้วเข้มย่นเล็กน้อย เดินเงียบเชียบอ้อมมาอีกด้าน
ร่างผอมบางของเด็กสาววัยสิบเก้าปีนั่งกอดเข่าโยกตัวเบาๆ ท่าทางเหม่อลอย
มะลิ...
เจ้าของร่างนั้นก็เหมือนรู้ว่าไม่ได้อยู่ลำพัง ใบหน้าจิ้มลิ้มหันมา ดวงตาเรียวสวยเบิกเล็กน้อยเมื่อเจอเขา จากนั้นเป็นการลนลานลุกขึ้นยืนก้มหน้า ส่งเสียงแผ่วเบา
“คุณคาร์ล”
“มาทำอะไรตรงนี้”
ด้วยที่ตัวเขาสูงใหญ่กว่าเมื่อก้าวเข้าหาอีกก้าวจึงข่มร่างบอบบางให้ดูเล็กจ้อยลงไปอีก
“เปล่าค่ะ”
เขาเห็นมือเรียวบางขยุ้มกระโปรงสีดำแน่น แวบหนึ่งที่เธอเงยหน้ามอง แววเศร้าในดวงตา พานให้หัวใจมืดครึ้มมากขึ้นไปอีก เด็กสาวตรงหน้าเป็นลูกสาวของอดีตแม่บ้าน เขารู้เรื่องของหล่อนคร่าวๆ ว่าถูกแฟนทิ้งขณะท้องอ่อนมาหางานทำ แม่เขาสงสารจึงรับไว้ และเมื่อหล่อนคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้หญิง พ่อและแม่ที่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวจึงให้ความเอ็นดูเด็กน้อยกำพร้าคนนี้มากถึงขนาดตั้งชื่อให้เมื่อตอนแรกเกิดว่า ‘มัลลิกากานต์’ เมื่อแม่บ้านเสียชีวิตหลังคลอดลูกไม่นาน ท่านจึงนำเด็กน้อยขึ้นมาเลี้ยงในตึกใหญ่ เธออยู่ในความดูแลของแม่ตั้งแต่นั้นมากระทั่งบัดนี้
แม้ไม่ได้มอบตำแหน่งใดๆ ให้ มัลลิกากานต์ยังได้รับความเกรงใจและเอ็นดูจากคนงาน
“กลัวเหรอ”
“...”
อีกครั้งที่เขาเห็นวาวรื้นในดวงตา ถ้อยคำที่เคยพูดก็ดังขึ้นมา
“กลัวแล้วทำไมมาหลบอยู่คนเดียว โง่หรือฉลาด”
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน เด็กหญิงมัลลิกากานต์ตัวเล็กเวลาตกใจหรือกลัวมักจะหลบไปมุดใต้เตียงไม่ก็หนีมาแอบในสวน เขาที่โตกว่าสิบปีพลอยเอ็นดูไปด้วย มักจะแกล้งขยำผมยาวหยิก หยอกล้อ ดึงร่างเล็กมาอุ้ม ลูบแผ่นหลังไปมา
มือหนาเผลอยกขึ้นตามความเคยชิน ก่อนที่เขาจะมองเห็นเลือด จึงพลิกตัวหันหลังให้ เอ่ยเรียบเบา
“ไม่ต้องกลัว”
เธออาจกำลังเคว้ง... เมื่อผู้อุปการะทั้งสองจากไป
เสียงของเขาคงไปปลดล็อกบางอย่างในตัวเธอ ชายเสื้อด้านหลังถูกจับขยุ้มกำ ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเข้าบ้าน ไม่มีเสียงร้องไห้ แค่เสื้อที่ค่อยๆ ถูกขยุ้มจนแน่น คมคายรับรู้ถึงจังหวะหายใจที่ไม่ปกติ ร่างสูงยืนนิ่งเงียบ ปล่อยให้เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่อย่างนั้น...
คุณอาจจะชอบ





