
ซีอีโอผู้อ่อนแอต้องง้อเธอทุกวัน
ตอน 2
เขาพูดเสียงแข็งราวกับเซิงหนานอิงเป็นขโมยที่แอบหยิบสร้อยไปโดยพลการ
“เธออยู่ไหน? ฉันสัญญากับเสวี่ยเว่ยแล้วว่าจะให้ฟู่เสวี่ยเว่ยใส่สร้อยนี้ไปงาน รีบเอามาคืนเดี๋ยวนี้!”
เซิงหนานอิงส่งบัตรเชิญให้ผู้จัดการตรงประตูทางเข้า พลางหัวเราะใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สร้อยเส้นนี้เป็นสมบัติแต่งงานที่ฉันเอาติดตัวมาจากตระกูลเซิง คนอื่นมีสิทธิ์ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าตระกูลฟู่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ถังแตกจนต้องหยิบเอาสมบัติแต่งงานของภรรยาไปใช้?”
ฟู่หยานอันถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าผู้หญิงที่ยอมให้ทุกอย่างเซิงหนานอิง กลับกล้าพูดจากระแนะกระแหนเขาในวันนี้?
เขาเปลี่ยนเสียงเป็นเย็นชากว่าเดิม “เซิงหนานอิง ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาสร้อยมาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเธอจะได้รู้ว่าพอฉันโกรธแล้วจะต้องเจอกับอะไร!”
ที่ผ่านมาเวลาเขาพูดเสียงแข็ง นั่นเป็นการบ่งบอกเป็นนัย ๆ ว่าใกล้จะหมดความอดทนเต็มทนแล้ว
การทำแบบนี้มักตามมาด้วยการบล็อกและลบชื่อทิ้ง แล้วก็มักจะสงครามเย็นที่กินเวลานับเดือน ไม่ว่าเซิงหนานอิงจะขอร้องอ้อนวอนแค่ไหน เธอก็ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นรอยยิ้มของเขาเลย
เมื่อนึกถึงชาติที่แล้วตัวเองเป็นราวกับสุนัข คอยกระดิกหางเพื่อขอความรักอันน้อยนิดจากฟู่หยานอัน เซิงหนานอิงรู้สึกเพียงว่ามันช่างน่าสะอิดสะเอียดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“งั้นฉันก็จะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาสินสมรสของภรรยาไปให้ผู้หญิงอื่นใส่อย่างกับทำอัฐยายซื้อขนมยาย ฟู่หยานอันคุณเป็นผู้บริหาร หรือเป็นแมงดาห่ะ?”
เธอแค่นหัวเราะ “ถ้าชอบที่จะอารมณ์เสียงั้นก็เชิญอารมณ์เสียไป ขอให้คุณเป็นมะเร็งเต้านมตายไปซะเร็ว ๆ”
สิ้นคำ เธอก็ตัดสายทิ้งทันที ทิ้งให้ฟู่หยานอันโกรธจัดจนกระทืบเท้าไปมา
แต่ไหนแต่ไรมามีแต่เขาเท่านั้นที่เคยเป็นฝ่ายวางสายใส่เซิงหนานอิง เซิงหนานอิงกล้าวางสายใส่เขาตั้งแต่เมื่อไร?
ฟู่เสวี่ยเว่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “พี่หยานอันคะ พี่หนานอิงคงหึงที่พี่พาฉันไปงานประมูลด้วยหรือเปล่า เลยจงใจไม่ยอมให้ยืมสร้อยเส้นนั้น?”
คำพูดนี้จุดชนวนความโมโหที่มีอยู่ของฟู่หยานอันให้คุกรุนขึ้นมาได้ในมันที
เขาสบถฮึดฮัด “ใช้มุกแบบนี้ดึงดูดความสนใจของฉันอีกแล้ว แต่งเข้าบ้านมาได้แค่ปีกว่า เซิงหนานอิงกลายเป็นผู้หญิงขี้อิจฉาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่? !”
เมื่อรู้ว่าเซิงหนานอิงไม่ยอมยกสร้อยให้ตัวเอง ฟู่เสวี่ยเว่ยทั้งโกรธ และร้อนใจ แต่สีหน้ากลับแลดูเศร้าสร้อยปนผิดหวัง
“ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ไปงานเลี้ยงดีกว่าค่ะ แค่สร้อยเส้นเดียวพี่หนานอิงก็คอยหาเรื่องเสียแล้ว ถ้าฉันไปร่วมงานในฐานะคู่ควงของพี่อีก ฉันไม่รู้ว่าจะทำให้พี่หนานอิงเกลียดฉันมากขึ้นขนาดไหน!”
“เธออยากจะเป็นบ้าก็ปล่อยเธอบ้าไป ยังไงเสียถ้าจะต้องอับอายก็เป็นตระกูลเซิงนั่นแหละ!”
ฟู่หยานอันตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย
หลังจากระบายอารมณ์ออกมาแล้วเขาก็ลูบศีรษะฟู่เสวี่ยเว่ยเบา ๆ และพูดอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วง พี่จะให้เธอได้ใส่สร้อยมรกต และโดดเด่นในงานประมูลให้ได้!”
ดวงตาของฟู่เสวี่ยเว่ยเป็นประกาย รีบพุ่งเข้ากอดฟู่หยานอันและออดอ้อน “พี่ชายที่แสนดีของฉัน ฉันรักพี่ที่สุดเลย!”
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเซิงหนานอิงที่เพิ่งเข้าสู่งานประมูล ก็มีผู้จัดการคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอเพื่อสอบถาม
“คุณนายฟู่ ขออนุญาตสอบถามว่าในงานประมูลครั้งนี้คุณได้เตรียมอะไรมาเข้าร่วมบ้างครับ?”
เซิงหนานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่มั่นใจว่า “งานประมูลครั้งนี้ ฉันต้องการใช้ชื่อของฉันเอง ไม่ใช่ในนามตระกูลฟู่ ไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?”
ผู้จัดการอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็รีบตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ได้แน่นอนครับ! ในงานประมูลนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้บริจาคเป็นหลักอยู่แล้วครับ”
เซิงหนานอิงพยักหน้ารับ ก่อนจะลูบไล้สร้อยคอมรกตที่ประดับอยู่บนลำคอของเธอ
“ของประมูลของฉัน ก็คือสร้อยเส้นนี้ล่ะค่ะ”
ผู้จัดการถึงกับเบิกตากว้างในทันที ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประมูล เขาย่อมรู้ถึงมูลค่าของสร้อยเส้นนี้เป็นอย่างดี
“คุณผู้หญิงครับ ทางเราซาบซึ้งในความใจกว้างของคุณมาก แต่คุณคงทราบว่างานประมูลครั้งนี้เป็นงานเพื่อการกุศล ซึ่งเป็นงานที่ตระกูลเผยร่วมมือกับคนดังจากทั่วทุกสาขาอาชีพ ไม่ใช่การประมูลเชิงพาณิชย์นะครับ”
“สร้อยเส้นนี้ทำมาจากวัสดุที่หายาก แถมยังทำขึ้นโดยช่างฝีมือระดับสูง ใครดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามันมีอายุเก่าแก่ไม่น้อย เอามาประมูลในงานแบบนี้จะมากเกินไปไหมครับ?”
เซิงหนานอิงยกยิ้มมุมปาก เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าสร้อยเส้นนี้มีค่าเพียงใด เพราะมันเป็นสินสมรสที่คุณย่าหมอบให้เธอเองกับมือ เธอจึงไม่เคยคิดจะนำมันออกมาใช้ประมูลเลย
แต่เธอยังจำได้ดีว่าในชาติก่อน เพื่อดึงดูดความสนใจฟู่เสวี่ยเว่ยเคยเอาสร้อยเส้นนี้ไปประมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
คิดไม่ถึงว่าสร้อยเส้นนี้จะไปเตะตาเจ้าภาพงานอย่างคุณท่านผู้หญิงตระกูลเผยตั้งแต่แวบแรกที่เห็น ไม่เพียงแต่ประมูลมันไปในราคาสูงลิ่ว แต่ยังเป็นสะพานให้ตระกูลฟู่ได้ร่วมงานกับตระกูลของเธอ จนตระกูลฟู่ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดของสังคมอีกด้วย
แต่ในฐานะเจ้าของสร้อยตัวจริงที่อยากได้ของคืน เซิงหนานอิงกลับถูกฟู่หยานอันตราหน้าว่าเป็นอีบ้า และถูกลากตัวออกจากงานไปขังไว้ในรถ
และไม่ให้เธอปรากฏตัวในงานสังคมอีกเลยแต่นั้นมา
แทนที่จะใช้เป็นสะพานให้คนอื่น สู้เธอเลือกใช้เป็นอาวุธเพื่อตัวเองจะดีกว่า
“ในเมื่อเป็นงานการกุศล ก็ต้องแสดงความจริงใจ และมีความตั้งใจอย่างแท้จริงค่ะ ฉันเชื่อว่านั่นก็คือเจตนาของคุณท่านผู้หญิงตระกูลเผยในการจัดงานนี้ด้วยเช่นกันค่ะ”
คำพูดนี้พูดได้อย่างมีวาทศิลป์ และฟังดูใจกว้าง แม้แต่ผู้จัดการยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเธอในใจ
“แต่อย่างไรก็ตาม ฉันมีเรื่องเล็ก ๆ จะขอร้องค่ะ” เซิงหนานอิงยิ้มพลางกล่าว “ฉันอยากจะขึ้นเวทีไปเป็นแบบ และแนะนำสร้อยเส้นนี้ด้วยตัวเอง”
“เพราะฉันคิดว่าคงไม่มีใครรู้จักสร้อยเส้นนี้ดีไปกว่าฉันอีกแล้ว”
ผู้จัดการชะงัก เพราะคำขอนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมไปบ้าง แต่เนื่องจากเป็นงานการกุศล พิธีการก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรนัก และในฐานะผู้บริจาคแล้ว ตราบใดที่คำขอของเซิงหนานอิงไม่มากเกินไป เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ
“ได้เลยครับ เมื่อขึ้นเวทีจะมีการแจ้งให้คุณผู้หญิงทราบล่วงหน้านะครับ”
การสนทนาของทั้งสองตกอยู่ในสายตาของชายสองคนที่อยู่ในห้องส่วนตัวชั้นสอง หนึ่งในนั้นสวมสูทสีแชมเปญ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกล่ำสันด้วยท่าทีที่มีเสน่ห์และโดดเด่นเกินใคร
“เยี่ยมหนิ คุณหนูตระกูลเซิงคนนี้ทำใจได้เก่งจริง ๆ ถึงกับยอมเอาสร้อยสุดล้ำค่ามาเข้าร่วมงาน แถมยังจะขึ้นเวทีด้วยตัวเอง ใครประมูลไปต้องมองเธอใหม่แน่ ๆ !”
เขาหันไปมองชายที่นั่งบนโซฟา ครึ่งหนึ่งของมองเห็นราง ๆ ในเงามืด “นายว่า เธอจะรู้ไหมว่าคุณย่าของนายอยากได้สร้อยเส้นนี้มานานแล้ว?”
เผยเช่อยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ก่อนจะแกว่งแก้วให้ของเหลวสีแดงไหลไปมา น้ำเสียงทุ่มลึก
“เธอแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาคนเดียวล่ะ?”
คุณอาจจะชอบ





