ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หงส์หวนรัก [Phoenix Return of love] 鳳凰歸來的愛

หงส์หวนรัก [Phoenix Return of love] 鳳凰歸來的愛

ในชาติที่ผ่านมานางต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาเพราะถูกชายผู้เป็นที่รักที่สุดหักหลังอย่างเลือดเย็น ทว่าเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสครั้งที่สองให้นางได้หวนคืนกลับมามีลมหายใจอีกครั้งในร่างเดิม นางจึงขอสาบานด้วยเกียรติว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้เพื่อทวงคืนความแค้นและจัดการทำลายล้างทุกคนที่เคยมอบความเจ็บปวดให้นางอย่างสาสม แผนการล้างแค้นอันดุเดือดของหงส์สาวผู้กลับชาติมาเกิดจึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อชำระหนี้เลือดในอดีตให้สิ้นซาก
ตอน
แชร์

ตอน 2

ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน

แคว้นเหลียว

แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง

แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น

ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียน

จนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว

ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีดบรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศของจวนอันร่มรื่น

“คุณหนูเจ้าคะ ชาอู่หลงเจ้าค่ะ” จิงเจียว สาวรับใช้คนสนิทวางถาดน้ำชาบนโต๊ะลายหินอ่อนอันประณีต มองดูเจ้านายของตนเองบรรเลงพิณอย่างเพลิดเพลิน

ใบหน้างดงามของเฟิ่งหรั่นเป็นความงดงามที่ได้จากธรรมชาติอย่างลงตัว ทั้งคิวเรียวที่โก่งดุจคันศร นัยน์ตากลมโตหวานประดุจผลท้อสุก ใบหน้างดงามที่ขาวนวลเปล่งปลั่งและงามยิ่งนักยามแสงอาทิตย์สาดส่องราวกับอาทิตย์อุทัย เรือนผมสีดำขลับที่ถูกรวบตึงครึ่งหัวและปล่อยสยายยาวกลางแผ่นหลัง แพขนตาที่หนางอนยาวตามธรรมชาติเมื่อเสริมกับเครื่องประทินโฉมยิ่งส่งเสริมให้นางงดงามชวนมองยิ่งนัก

ริมฝีปากแดงระเรื่อระบายยิ้มอ่อนๆ อย่างมีความสุขยามนางบรรเลงพิณจบลง ฝ่ามือเรียวยกชาอู่หลงขึ้นจิบเบาๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะมองสาวใช้คนสนิท

“ท่านพ่อเล่า?” นางถามถึงบิดาทันที

จิงเจียวยิ้มตอบ “นายท่านเดินทางเข้าวังตั้งแต่เช้าเจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฝ่าบาททรงเรียกพบใต้เท้าเป็นการส่วนตัว”

แต่ไหนแต่ไรมาบิดาของนางเป็นถึงยอดกุนซือคู่พระวรกายของ

ฮ่องเต้มาถึงสองรัชกาลด้วยกัน การที่ครั้งนี้ฝ่าบาททรงเรียกท่านพ่อของนาง

เข้าเฝ้าก็คงมีราชกิจสำคัญเป็นแน่ ถึงได้ทรงเรียกท่านพ่อของนางที่อายุมาก

แล้วเดินทางเข้าวังแบบเร่งด่วนเช่นนี้

“ได้ยินว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จยาตราทัพกลับมาวันนี้ หลังจากที่ได้รับชัยชนะเหนือจงโจวเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ย ประหนึ่งนางเป็นผู้ส่งสารคนสำคัญของสกุล

เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย คิ้วเรียวชนเข้าหากันเพียงนิด องค์รัชทายาทเสด็จทำศึกที่จงโจวนานนับปี วันนี้ทรงได้รับชัยชนะแล้วอย่างนั้นหรือถึงได้รีบกลับเมืองหลวงมาอย่างกะทันหัน

“พระอนุชากลับมาทั้งที ฝ่าบาทคงมีพระประสงค์จะตบรางวัลและจัดงานเลี้ยงฉลองได้รับชัยชนะเหนือจงโจวมาอย่างแน่นอน” เฟิ่งหรั่นกล่าว อย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก แม้ตนเองจะเคยเข้าไปในวังชั่วคราวเพราะต้องเข้าเฝ้าฮองเฮากับไทเฮา แต่ก็พบเห็นองค์รัชทายาทเพียงนับครั้งได้ และครั้งล่าสุดที่นางเจอเขาคือตอนที่เขากำลังจะไปออกรบที่จงโจว นางยังจำได้ไม่ลืมสายตาคมปลาบยามจดจ้องมาที่นาง สายตานั้นแฝงไปด้วยความนัยบางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

แต่กับลู่อ๋อง พระอนุชาอีกองค์ของฮ่องเต้อันประสูติจากไท่เฟยซู่เจาอี๋ กลับมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับนางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยสมัยเด็กนางมักตามมารดาไปถวายการรับใช้ไทเฮาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีโอกาสได้พบกับลู่อ๋องหรืออ๋องเก้าจนกลายเป็นสหายกัน ยามที่เขาว่างจากราชกิจเมื่อใดเป็นต้องส่งคนมามอบของดีๆ มีค่าให้กับนางทั้งนั้นจนนางเกิดความรู้สึกประทับใจ

ยามที่บิดาของนางกำลังลำบากเพราะถูกฮ่องเต้ทรงตำหนิ ก็ได้ลู่

อ๋องที่ช่วยเจรจาผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ความสัมพันธ์ระหว่างนางและลู่อ๋องจึงพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ความสนิทสนมระหว่างนางกับลู่อ๋องเป็นที่เล่าขานกันไปทั่วทั้งวังหลวง ว่านางอาจจะได้เป็นพระชายาเอกของอ๋องเก้าที่

หญิงสาวมากมายทั่วแคว้นต่างหมายปอง

“พี่หญิง...” เสียงหวานของเฟิ่งอี้ดังขึ้น นางคือน้องสาวร่วมอุทรของเฟิ่งหรั่น ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันหลายส่วน แต่ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันคือแววตา เฟิ่งหรั่นมีแววตาที่สุขุมเยือกเย็น แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสทะนงตน แต่กลับกันเฟิ่งอี้มีแววตาที่ซุกซน อ่อนหวาน ดูน่าค้นหานัก นางกับน้องสาวผู้นี้ต่างกันแค่เพียงนิดเดียวจริงๆ

“อี้เอ๋อร์” เฟิ่งหรั่นละมือจากพิณยิ้มอ่อนหวานให้กับน้องสาวที่มาเยือน

เฟิ่งอี้นั่งข้างๆ พี่สาวอย่างสนิทสนม “พี่หญิงทราบหรือยังเจ้าคะ วันนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับมาจากจงโจว ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะจัดงานเลี้ยงที่วังคืนนี้”

เฟิ่งอี้อดตื่นเต้นดีใจแทนไม่ได้นัก เนื่องด้วยงานเลี้ยงในคืนนี้ครอบครัวของนางคือแขกพิเศษของฮ่องเต้ที่จะได้เข้าร่วมงาน หากเป็นเช่นนั้นแล้วนางคงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าลู่อ๋องเป็นแน่ ว่ากันว่าลู่อ๋องนั้นรูปโฉมงามสง่านัก นางที่เพิ่งกลับมาจากซีโจวแม้จะเคยพบลู่อ๋องในวัยเยาว์ แต่ตอนนี้นางอยากรู้นักว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง หล่อเหลาจนนางตกตะลึงเพียงใดกัน

“ตกลงว่าเจ้าอยากไปร่วมงานเลี้ยง หรือว่าอยากเจอท่านอ๋องกันแน่” เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วถาม น้องสาวของนางมักเป็นเช่นนี้เสมอ มีเรื่องดีใจ

อันใดก็ไม่เคยเก็บอาการเอาไว้ แต่กลับมาเล่าให้พี่สาวอย่างนางฟังทุกครั้ง

เสียงกระแอมไอของฮูหยินใหญ่ของจวนดังขึ้น สองสาวพี่น้องละจากการสนทนาลุกขึ้นยืนรับผู้เป็นมารดาที่เป็นฮูหยินเอกของจวนสกุลเฟิ่ง

“ท่านแม่” พวกนางทั้งสองย่อกายกล่าวคำนับมารดาพร้อมกัน

เฟิ่งฮูหยินนั่งลงข้างๆ เฟิ่งหรั่นกุมมือบุตรสาวคนโตอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางสายตาอันจับจ้องของเฟิ่งอี้ที่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่าง

“ท่านแม่มาพอดีเลยเจ้าค่ะ ลูกกับพี่หญิงกำลังคุยกันเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้อยู่เลย” เฟิ่งอี้กล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“พวกเจ้านี่ก็ตื่นเต้นเกินเหตุจริงเชียว รักษาหน้าท่านพ่อเจ้าบ้าง” เฟิ่งฮูหยินเอ็ดบุตรสาวคนเล็กเบาๆ เฟิ่งอี้สีหน้าเจื่อนลงเมื่อโดนมารดาตำหนิ

“ท่านแม่อย่าตำหนิน้องสาวเลยเจ้าค่ะ นางยังเด็ก นานๆ ทีจะมีงานเลี้ยงรื่นเริงแบบนี้ อีกทั้งองค์รัชทายาทได้รับชัยชนะกลับมาก็ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นธรรมดา อย่าตำหนิน้องเลยเจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นกล่าวกับมารดา นางส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเฟิ่งอี้เป็นเชิงว่าอย่าตำหนิท่านแม่ในใจเลย

“งานเลี้ยงนี้มีแต่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและครอบครัวชนชั้นสูงไปร่วมงานจำนวนมาก พวกเจ้าคิดทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงหน้าของท่านพ่อเจ้าให้มากๆ ยิ่งนายท่านมีศักดิ์เป็นถึงกุนซือและอัครมหาเสนาบดีด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำตนให้สงบเสงี่ยม...” เฟิ่งฮูหยินกล่าวเตือนบุตรสาวทั้งสองด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะเฟิ่งอี้ที่นางเป็นห่วงมากกว่าใครๆ ทั้งหมด

ในบรรดาสตรีทั้งหมดของจวนอัครมหาเสนาบดีมีบุตรธิดาจำนวนมาก ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น และแต่ละนางล้วนมีบุตรีที่ย่อมต้องการชิงดีชิงเด่นกับบุตรสาวของนางจำนวนมากเช่นกัน แต่ทว่าโชคดีนักที่

บุตรีทั้งสองเป็นที่โปรดปรานของฮองเฮาและไทเฮา จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่จะ

ให้พวกบุตรีอนุภรรยามาคอยชิงดีชิงเด่นได้

“เจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งอี้รับคำสีหน้าเจื่อน

“งานนี้ท่านอ๋องเก้าก็เสด็จด้วย พวกเจ้าเก็บอาการกันหน่อยล่ะ” เฟิ่งฮูหยินเตือนบุตรสาวทั้งสอง โดยเฉพาะบุตรสาวคนโตที่มีความสนิทสนมกับลู่อ๋องมาตั้งแต่เยาว์วัย

เฟิ่งอี้กล่าวพลางกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อน

“ท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่คงต้องเป็นห่วงพี่หญิงมากกว่า นางสนิทสนมกับท่านอ๋องมากกว่าใครทั้งหมดอีกนะเจ้าคะ”

ไม่รู้ว่าเฟิ่งหรั่นคิดไปเองหรือไม่ ถ้อยคำของเฟิ่งอี้เมื่อสักครู่ราวกับประชดประชันนางเสียอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นพี่สาวจึงไม่อยากคิดมากกับวาจาอันเมื่อครู่ของผู้เป็นน้องสาวนัก เฟิ่งอี้นางยังเด็กมาก บางทีก็พูดโดยที่ไม่ทันได้ไตร่ตรองออกมาก็ได้

“ถ้าเช่นนั้นลูกกับอี้เอ๋อร์จะไปเตรียมตัวก่อนนะเจ้าคะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นหันมาหาเฟิ่งอี้พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ

เฟิ่งอี้กล่าวรับ “นั่นสิเจ้าคะท่านแม่...ไปกันเถิดพี่หญิง”

กองทัพของลู่เฟยหลงเดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังหลวงแคว้นเหลียว หลังจากได้รับชัยชนะจากจงโจวเขาก็ไม่รีรอที่จะกรีธาทัพกลับมาเมืองหลวงทันที ด้วยตนเองไม่เห็นเหตุจำเป็นอันใดที่จะต้องลงหลักปักฐานตั้งค่ายทัพอยู่ที่นั่น แค่เพียงให้องครักษ์คนสนิททำหน้าที่ตรงนั้นแทนก็เพียงพอแล้ว เขาคิดถึงใครบางคนที่อยู่แคว้นเหลียว เกือบหนึ่งปีแล้วที่เขา

ไม่ได้เจอนางเลย

คืนนี้ เขาจะได้เจอนางไหมนะ...

ทหารทั้งหมดนั่งคุกเข่าถวายบังคม เปิดทางให้ลู่เฟยหลงควบอาชา

เข้าไปด้านในวังหลวง เหล่าบรรดานางกำนัลแรกรุ่นที่มองเห็นภาพองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาในฮ่องเต้ ต่างก็ซ่อนรอยยิ้มเขินอายของพวกนางเอาไว้ ท่าทีงามสง่าไม่แพ้ท่านอ๋องเก้าขององค์รัชทายาททำให้พวกนางต่างไม่กล้าสบสายพระเนตรคมปลาบและพระพักตร์หล่อเหลายามควบอาชาอย่างผึ่งผายเช่นนี้

สายพระเนตรคมทอดมองออกไปยังเบื้องทิศตะวันออก สถานที่ตั้งของตำหนักคุนหนิงซึ่งเป็นที่ประทับของฮองเฮาผู้เป็นพี่สะใภ้ ในแทบทุกวันนางในดวงใจของเขามักจะมาเข้าเฝ้าฮองเฮา เขาจากนางไปถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง

กงกงประจำพระองค์ของลู่ฮ่องเต้กุลีกุจอ กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาลู่เฟยหลงที่อยู่บนอาชาสีดำตัวใหญ่ เขาคือรุ่ยกงกง หัวหน้าขันทีประจำวังหลวง

“องค์รัชทายาท ขอต้อนรับกลับพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทกำลังเสด็จรอพระองค์อยู่ด้านในตำหนัก...” รุ่ยกงกงเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มแสดงความจริงใจ

ลู่เฟยหลงพยักหน้าตอบเล็กน้อย เขาแทบกล่าววาจากับผู้คนนับคำได้ ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังอาชาสีดำแล้วส่งสายบังเหียนให้ทหารม้านำไปที่คอกม้าหลวง ตนเองจัดคอเสื้อให้เรียบร้อยดูดีก่อนจะเดินนำรุ่ยกงกงเข้าเฝ้าพระเชษฐา1 ของตน

ตำหนักชิงเทียน

บัดนี้ลู่ฮ่องเต้กับเซียวฮองเฮา ซึ่งเป็นภรรยาคู่พระทัยกำลังสนทนา

กันอยู่บริเวณศาลาของตำหนักชิงเทียน ซึ่งเป็นตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในวังหลวง รองลงมาจึงเป็นตำหนักคุนหนิง ตำหนักคังเฉวียนและตำหนักบูรพาตามลำดับ

ลู่เฟยหลงคำนับทั้งสองพระองค์อย่างนอบน้อม สายตาของเขาไม่เห็นไทเฮาผู้เป็นพระมารดาสักนิด เขาคาดเดาได้ว่าพระมารดาคงกำลังโกรธเคืองเขาเป็นแน่ที่ต้องออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ลู่ฮ่องเต้ทรงคลี่ยิ้มบางๆ ฝ่ามือหนาวางจอกชาลงแล้วเดินเข้ามาจับไหล่ของพระอนุชา2 อย่างสนิทสนม

“ถวายพระพรฝ่าบาท พี่สะใภ้” ลู่เฟยหลงประสานมือคำนับทั้งสองอย่างไม่เป็นทางการนัก แต่ทว่าผู้เป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่ถือสากับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เนื่องจากยามนี้ปลอดผู้คนและเหล่าขุนนาง ทั้งสองพระองค์จึงเป็นกันเองกับลู่เฟยหลง

“ไปออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ฝ่าบาททรงเอ่ยถึงเจ้าทุกวัน วันนี้เจ้ากลับมาพร้อมชัยชนะทั้งข้าและพระองค์ก็ขอแสดงความยินดีด้วย” ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลกล่าวแสดงความยินดีด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน ลู่เฟยหลงยิ้มน้อยๆ น้อมรับคำชม

“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเด็กน้อยดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ลู่เฟยหลงหันไปตามเสียงที่มา พบเห็นเด็กชายตัวน้อยอายุเพียงห้าขวบปีกำลังวิ่งตรงมาทางเขาโดยมีรุ่ยกงกงวิ่งตามมาด้วยความเหนื่อยหอบ

รัชทายาทคว้ามือไปอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแนบอกอย่างชื่นใจ

หลานชายของเขา ผู้เป็นโอรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา ทั้งสองพระองค์มองสอง

อาหลานกอดกันกลมเกลียวด้วยความเอ็นดู ลู่เสวียนแต่เดิมทีก็เป็นเด็กที่ติดเสด็จอาของเขามากอยู่แล้ว ยิ่งเสด็จอาของเขากลับมาจากสงครามเด็กน้อย

ย่อมดีใจเป็นธรรมดา

“ขอทรงโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท คือ...” รุ่ยกงกงกล่าวด้วยความเหนื่อยหอบ ตนเองยืนหอบหายใจเหนื่อยแต่กลับเห็นสีพระพักตร์แย้มพระสรวลอย่างไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ลู่เฟยหลงโอบอุ้มหลานชายด้วยความเอ็นดู เขาเอ็นดูลู่เสวียนมาก เด็กน้อยที่ช่างเจรจาพาทีและยังฉลาดรู้ความ อีกทั้งยังสะท้อนตัวตนของพี่ชายเขาในวัยเยาว์ยิ่งนัก

“ตั้งแต่เจ้าไปออกรบ เสวียนเอ๋อร์ของพวกเราก็ขยันฝึกดาบฝึกกระบี่ทุกวัน ด้วยบ่นว่าคิดถึงเสด็จอายิ่งนัก ร้องเรียกหาแต่เสด็จอาทุกวันเลย” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวพลางแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน เห็นโอรสกับพระอนุชารักใคร่กันเช่นนี้ก็ดีพระทัยยิ่งนัก

“คราวนี้เสด็จอาจะทิ้งเสวียนเอ๋อร์ไปอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา พลางมองด้วยสายตาออดอ้อนตามประสาเด็ก

ลู่เฟยหลงลูบหัวหลานชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“อากลับมาคราวนี้จะทิ้งเจ้าไปได้อย่างไร อาย่อมต้องกลับมาหาเจ้าสิ”

“เสวียนเอ๋อร์ พ่อแม่อยากคุยกับเสด็จอาของเจ้าสักหน่อย รุ่ยกงกงพาเสวียนเอ๋อร์กลับตำหนักไปก่อนเถิด” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวกับรุ่ยกงกงด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม

รุ่ยกงกงน้อมรับพระบัญชา อุ้มร่างเล็กของลู่เสวียนจากอ้อมแขน

ของลู่เฟยหลงอย่างเบามือก่อนจะพากลับตำหนักไป

“มีความเคลื่อนไหวที่ตำหนักหลันเป่าหรือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เฟยหลงถาม

เสียงเคร่งขรึมเช่นกัน สีพระพักตร์ของฮองเฮากับฮ่องเต้ก็พอบ่งบอกได้ว่าสถานการณ์ในวังเริ่มตึงเครียดเช่นกัน

“ดูเหมือนจะปกติดี แต่พักนี้ตำหนักของซู่ไท่เฟยมีความเคลื่อนไหวที่แปลกพิกลนัก” เซียวฮองเฮาทรงกล่าว

“รอดูท่าทีของลู่อ๋องก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเขาก็เป็นน้องชายพวกเราเช่นกัน ตราบใดที่ลู่อ๋องยังอยู่ที่นี่ ซู่ไท่เฟยคงไม่คิดทำสิ่งใดผลีผลามแน่” ลู่เฟยหลงกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาเพิ่งกลับมาจากจงโจวจึงไม่อยากมีเรื่องใดให้คิดมากตอนนี้

“นั่นสินะ เอาล่ะๆ เจ้าไปเตรียมตัวเถิด เสด็จแม่ทรงโปรดให้จัดงานฉลองต้อนรับชัยชนะและการกลับมาของเจ้าเชียวนะ ได้ยินว่า...แม่นางเฟิ่งหรั่นก็จะมาร่วมงานนี้ด้วย ลู่อ๋องก็คงไม่พ้นมากับนางเป็นแน่” คำกล่าวของฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายทำให้ลู่เฟยหลงลึกๆ เจ็บแปลบในใจ เฟิ่งหรั่นสนิทสนมกับลู่อ๋องมาตั้งแต่ยังเด็ก คงไม่แปลกนักหากนางจะไปไหนมาไหนกับอีกฝ่ายตลอดเวลา ดีกว่าเขาที่มักจะเย็นชาและนิ่งขรึม

“งานเลี้ยงนี้ข้าเชิญสตรีมามากมาย เจ้าเองก็อายุสามสิบกว่าแล้ว เห็นควรมีชายาเสียที หากถูกตาต้องใจสตรีนางใดก็บอกมาเถิด ข้าจะจัดการให้” เซียวฮองเฮาเอ่ยอย่างพระทัยดี หากลู่เฟยหลงแต่งงานมีพระชายาเอก ก็คงอยู่ติดวังมากขึ้น คงช่วยราชการฮ่องเต้ได้มากขึ้นเป็นแน่

ลู่เฟยหลงกล่าวตอบอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยพี่สะใภ้ แต่เรื่องนี้

ข้าเองยังไม่ได้คิดเลย หากข้าชอบพอสตรีนางใดไว้ข้าจะมากราบทูลท่าน”

กล่าวจบแล้วลู่เฟยหลงก็เดินออกมาจากตำหนักชิงเทียน ก่อนออกมาไม่ลืมถวายบังคมลาอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกมาอย่างผึ่งผายสมชายชาตรี ชายหนุ่มมักเป็นเช่นนี้เสมอ ในชีวิตนี้เขามีสตรีทอดสะพานให้นับไม่ถ้วน แต่ทว่าสายตาของเขากลับไม่มีไว้มองสตรีนางใดนอกจากนางคนนั้น ‘เฟิ่งหรั่น’ นางในดวงใจเพียงคนเดียวที่เขาปรารถนาอยากให้นางมาเคียงคู่

แต่ทว่าโอกาสกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในเมื่อสายตาของนางมีเพียงลู่อ๋อง พระอนุชาต่างมารดาเท่านั้น

_____________________________

1พระเชษฐา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงพี่ชาย

2พระอนุชา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงน้องชาย

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ธิดาแค้นต้องเอาคืน
9.2
ตระกูลซูถูกกวาดล้างจนสิ้นซากในคืนเดียว ซูเฉิงอิ้งต้องทนทุกข์จากการถูกน้องสาวทรยศและชายคนรักหลอกใช้จนถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติก่อนจะถูกประหารอย่างอนาถ เมื่อได้รับโอกาสกลับมาเกิดใหม่พร้อมความแค้น นางจึงถือดาบกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม เริ่มจากการกำจัดน้องสาวชั่วและคนรักหน้าเนื้อใจเสือ พร้อมสยบคำนินทาที่บิดเบือนความจริงทั้งหมด ทว่าในเส้นทางแห่งการล้างแค้นนี้ ตงฟางไป๋เยว่กลับก้าวเข้ามาป่วนหัวใจจนนางแทบจะวางดาบไม่ลง
หน้าปกนวนิยาย นางฟ้าเมรี
8.9
จากที่เคยปฏิเสธการคลุมถุงชนอย่างหนักแน่น อาจารย์หนุ่มกลับต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อพบว่าสาวข้างบ้านจอมขี้เมาคือคนเดียวกับที่เขาเคยมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนและโหยหามาตลอด เพื่อเปลี่ยนสถานะจากคู่นอนลับๆ ไปสู่เจ้าของหัวใจ เขาจึงยอมปีนรั้วลอบเข้าหาเธอในยามวิกาลจนเกิดเรื่องชุลมุนเจ็บตัว แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้ากามและโดนไล่ตะเพิดด้วยความโมโห แต่เขาก็ยังดื้อรั้นที่จะพิสูจน์ความจริงใจเพื่อให้ได้นอนเคียงข้างเธอในฐานะคนพิเศษที่มากกว่าแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว
หน้าปกนวนิยาย เพลิงร้อนพรางรัก
9.8
นายหัวปราบเติบโตมาพร้อมความโดดเดี่ยวและบาดแผลจากแม่ที่ทอดทิ้ง หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนหยาบกระด้างและเกลียดชังผู้หญิงเข้าไส้ แม้การกลับมาของน้องชายจะช่วยเติมเต็มแสงสว่างในใจได้เพียงชั่วครู่ แต่ความสุขนั้นกลับพังทลายลงเพราะลมพายุร้ายที่ชื่อว่าอันดา ความสูญเสียครั้งใหม่ปลุกไฟแค้นในใจเขาให้ลุกโชน ปราบจึงตั้งมั่นว่าจะลงทัณฑ์ผู้หญิงคนนี้ให้สาสม เธอต้องชดใช้ด้วยความทุกข์ทรมานเจียนตายเพื่อระบายความโกรธแค้นทั้งหมดที่เขามีต่อโลกใบนี้
หน้าปกนวนิยาย GUN : ความรัก หัวใจ ไกปืน
9.5
อธิเมศร์พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผู้หญิงที่เป็นดั่งดวงใจอย่างณชาณัธฐ์ แม้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายหรือต้องตัดสินใจเหนี่ยวไกสังหารศัตรูหน้าไหนก็ตามที่คิดจะย่างกรายเข้ามาทำร้ายเธอ ความรักครั้งนี้เดิมพันด้วยชีวิตและความตาย โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการดูแลและคุ้มครองเธอให้ปลอดภัยไปตลอดกาล ท่ามกลางสมรภูมิแห่งความขัดแย้งที่บีบคั้นให้เขาต้องเลือกระหว่างความเมตตาหรือการปลิดชีพเพื่อรักษาชีวิตของหญิงสาวผู้เป็นที่รักที่สุด
หน้าปกนวนิยาย พี่สะใภ้ของข้า คือท่านแม่ทัพคนงาม
8.2
หลินซานซานกำพร้าพ่อแม่แต่โชคดีที่ประมุขสกุลหลินรับเลี้ยง ทำให้นางได้ใกล้ชิดกับพี่ชายที่หลงรัก ทว่าหัวใจต้องแตกสลายเมื่อเขาได้รับสมรสพระราชทานกับฮูหยินโฉมงามที่นางไม่เคยเห็นหน้า แม้นางจะพยายามทำใจยอมรับพี่สะใภ้คนใหม่ แต่ความจริงกลับชวนตกตะลึงเมื่อพบว่าฮูหยินผู้นี้คือจางอี้ซวน แม่ทัพหนุ่มผู้น่าเกรงขามที่ปลอมตัวมา เขาข่มขู่ให้นางเก็บงำความลับนี้ไว้แลกกับการหย่าขาดในหนึ่งปี มิเช่นนั้นตระกูลหลินอาจต้องพินาศลงด้วยน้ำมือของเขาเอง
หน้าปกนวนิยาย มลทินสวาทมาเฟีย
7.8
ทายาทสาวของอดีตหัวหน้าแก๊งผู้ไร้ที่พึ่ง จำต้องก้าวเข้าสู่การคุ้มครองของเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล เพื่อทดแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ เธอจึงยินดีสละสิ้นทั้งชีวิตและพรหมจรรย์ให้แก่เขา ในขณะที่เขาต้องทิ้งความสงบสุขมาเป็นมาเฟียแห่งฮ่องกงด้วยความกตัญญูค้ำคอ เส้นทางที่เต็มไปด้วยเลือดและการเข่นฆ่าศัตรูเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกมืด ท่ามกลางอันตรายและพันธนาการแห่งหนี้ชีวิตที่ยากจะถอนตัว บทพิสูจน์ความรักและความภักดีจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางคาวเลือดและอำนาจ