ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย อันหนิง ยอดหญิงแห่งตงหลาง

อันหนิง ยอดหญิงแห่งตงหลาง

ฉีอันหนิง บุตรีเจ้าเมืองตงหลางผู้เปี่ยมความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ ได้ดึงดูดความสนใจจากซ่งมู่เฉิน ผู้นำหน่วยพยัคฆ์ดำและพี่ชายเพื่อนสนิทของนางด้วยความเฉลียวฉลาดและนิสัยซุกซน ท่ามกลางภารกิจปกป้องบ้านเมืองและดูแลความสงบสุขของประชาชน ความผูกพันระหว่างเขาทั้งสองได้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นความรักที่ลึกซึ้ง บทสรุปความสัมพันธ์ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร ติดตามเรื่องราวการเดินทางที่เต็มไปด้วยการผจญภัยและหัวใจที่มั่นคงได้ในยอดหญิงแห่งตงหลาง
ตอน
แชร์

ตอน 2

สกุลฉีสนับสนุนบุตรทุกคนให้ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาที่สำนักศึกษาหลี่ชุน ไม่เว้นแม้แต่สตรีก็มิได้รับการปิดกั้น แม้จะมีหลากหลายสกุลที่มิได้สนับสนุนให้บุตรีออกไปศึกษาก็ตาม เข้าศึกษาได้เพียงหนึ่งเดือน ฉีอันหนิงก็กลายเป็นที่รักและเอ็นดูของอาจารย์ทุกคนในสำนักศึกษา เพราะความเฉลียวฉลาด ช่างเจรจาของนาง ฉีอันหนิงมีมิตรสหายมากมายจากการได้มาศึกษาในสำนักศึกษาหลี่ชุนแห่งนี้

“อันหนิง… พรุ่งนี้สำนักศึกษาปิดข้าจะไปหาเจ้าที่จวนนะ” ซ่งเจียวซินสหายสนิทวัยเดียวกัน บุตรีจากจวนสกุลซ่ง เจ้ากรมการกลาโหมบอก

“ดีสิ… มาเลย ข้าจะพาเจ้าไปตกปลาที่สระน้ำท้ายจวน” ฉีอันหนิงบอกสหายสนิทด้วยน้ำเสียงสดใส

“ตกปลาเหรอ… เจ้าทำได้ด้วยเหรอ” ซ่งเจียวซินทำหน้าสงสัยก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา

“ได้สิ ข้าชอบไปตกปลากับพวกพี่ใหญ่ พี่รองและก็พี่สาม” ซ่งเจียวซินพยักหน้า นางมีพี่ชายหนึ่งคนแต่อีกฝ่ายนั้นมิได้สนิทสนมกับนาง เช่นเดียวกับพี่ชายของสหายสนิท

“อือ… ถ้าเช่นนั้นสอนเราหน่อยนะ ท่านพี่ของเรามิเคยสอนเราเลย แถมยังชอบทำหน้าตาเคร่งขรึมไม่ชอบพูดจา” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนที่จะบ่นถึงพี่ชายหน้าเย็นชาออกมาให้กับเพื่อนสนิทฟัง

“ท่านพี่เหรอ เจ้ามีพี่ชายด้วยเหรอ” เพราะนางมิได้รับรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายมากนัก

“อือ… ตอนนี้ไปศึกษาอยู่ที่เมืองตงฉวน”

“อ้าว… แล้วเหตุใดท่านพี่ของเจ้าถึงต้องไปศึกษาที่เมืองตงฉวนล่ะ” ฉีอันหนิงสงสัย เพราะเมืองตงหลางแห่งนี้ก็มีสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่างเช่นสำนักศึกษาหลี่ชุนแห่งนี้

“ท่านพี่ของข้าถูกส่งไปศึกษาอยู่หน่วยพิเศษน่ะ”

หน่วยพิเศษที่ฮ่องเต้ทรงให้คัดเลือกเข้าเป็นขุนนางทำหน้าที่คล้ายกับเหล่าองครักษ์ แต่ผู้คนเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในวัง พวกเขามีหน้าที่ดูแลเหล่าขุนนาง คอยดูแลความปลอดภัย และความสงบสุขของเมืองต่างๆ เท่านั้น

“ว้าว…ฟังดูลึกลับดีจังเลย” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาพลางนึกสนุกตามประสาเด็กซน

“อืม… ความจริงเรื่องนี้ข้ายังมิเคยบอกกล่าวแก่ผู้ใดมาก่อน เจ้าคือคนแรก” ซ่งเจียวซินบอกพร้อมกับยิ้มออกมา

“น้องสี่… กลับจวนกันได้แล้ว” เสียงพี่ใหญ่ร้องเรียกน้องสาวดังมาจากรถม้าที่มาจอดรออยู่สักพักแล้ว

“เจียวซิน พรุ่งนี้เจ้าต้องมาที่จวนข้าให้ได้นะ ข้าอยากแสดงให้เจ้าเห็น ว่าข้านั้นตกปลาเก่งขนาดไหน” เด็กหญิงรีบโอ้อวดตนต่อสหายสนิททันที คนฟังพยักหน้าทั้งฉีกยิ้มออกมาก่อนที่จะโบกมือลานาง

จวนสกุลฉี

ร่างเล็กวิ่งไปยังสวนดอกไม้หลังจวนพร้อมกับสหายจากสำนักศึกษาที่นัดหมายกันมาตกปลาด้วยกันในวันนี้ สาวรับใช้ของทั้งเด็กน้อยทั้งสองต่างพากันวิ่งตามคุณหนูของตน จนทั้งสี่ไปหยุดอยู่ที่บนสะพานข้ามสระน้ำที่ใสจนเห็นตัวปลา ซ่งเจียวซินมองลงไปข้างล่างด้วยความตื่นเต้น ที่จวนสกุลซ่งก็มีสระน้ำอยู่ในจวนเช่นกัน แต่มิได้มีน้ำที่ใสแจ๋วจนเห็นตัวปลาเช่นนี้

“ปลาเยอะจังเลย เจ้าเลี้ยงไว้เองใช่หรือเปล่า” คุณหนูรองสกุลซ่งเอ่ยถามสหายสนิทออกมา

“ข้าไม่ได้เลี้ยง แต่พวกพี่ๆ เขาเอามาปล่อยไว้ตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ ถ้าเจ้าตกได้ตัวเล็กให้ปล่อยไปนะ ถ้าตกได้ตัวใหญ่ค่อยเอามาย่างกินกัน”

เสียงใสๆ ดังขึ้นมาจากเจ้าของริมฝีปากเล็ก ซ่งเจียวซินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่เด็กน้อยทั้งสองจะรับเบ็ดตกปลามาจากบ่าวรับใช้ คุณหนูตระกูลฉีสอนให้คุณหนูตระกูลซ่งตกปลา ซึ่งซ่งเจียวซินก็เรียนรู้มันได้เป็นอย่างดี เพราะความฉลาดที่มีไม่แพ้กันกับฉีอันหนิง เด็กหญิงทั้งสองตกปลาได้ปลาตัวใหญ่มาคนละหนึ่งตัว บ่าวรับใช้รู้ดีว่าคุณหนูสี่ต้องปิ้งปลาอย่างเช่นทุกคราจึงก่อไฟไว้รอ

“เก่งมากเจียวซิน เจ้าตกปลาครั้งแรกก็ได้ปลาตัวใหญ่เลย”

ฉีอันหนิงเอ่ยชมสหายของนางออกมาหลังจากพากันไปนั่งตรงที่ศาลาริมน้ำ ส่วนปลา ฉีอันหนิงให้บ่าวในเรือนเป็นคนนำไปย่างให้นางกับซ่งเจียวซินได้กิน

“พี่ชายของเจ้ามิได้อยู่ที่จวนกันหรอกหรือ”

เด็กหญิงเอ่ยถามเพราะนางรู้ว่าฉีอันหนิงมีพี่ชายถึงสามคน และก่อนหน้านี้เห็นบอกว่าฉีอันหนิงชอบมาตกปลากับพวกพี่ชาย แต่พอนางมาเยือนมิเห็นจะได้พบพี่ชายของสหายสนิทสักคน

“อยู่… แต่พวกเขามิยอมมาแถวนี้หรอก เพราะว่ามีเจ้ากับข้าอยู่ คงจะพากันไปอยู่ที่สวนอีกฝั่งน่ะ” ฉีอันหนิงตอบก่อนที่จะมองไปยังปลาตัวโตที่กำลังถูกย่างอยู่

“เสร็จหรือยัง ข้าหิวแล้ว” พอบ่าวได้ยินเช่นนั้นจึงพลิกซ้ายพลิกขวาอีกทีก่อนที่จะนำมาให้คุณหนูสี่กับสหายสนิทของนางได้รับประทาน

“มาเร็ว มาชิมปลาจวนของข้า เนื้อหวานอร่อยมิเหมือนที่ใดเลยล่ะ” ฉีอันหนิงโอ้อวดสหายสนิท อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนที่จะรับตะเกียบมาจากนาง

“หืม… หวานจริงด้วย” พอได้ชิมเนื้อปลาปิ้งเข้าไปเด็กหญิงถึงกับพยักหน้าหงึกๆ

“พี่ซุนซุน มาชิมสิ”

ฉีอันหนิงเรียกเด็กรับใช้คนสนิทของนางเข้ามาชิม แม้คราแรกซุนซุนจะรู้สึกถ่อมตนเพราะนางกับคุณหนูสี่มิได้อยู่ตามลำพัง แต่พอได้รับอนุญาตจากสหายสนิทของคุณหนูด้วย นางเลยได้อ้าปากให้คุณหนูส่งเนื้อปลาอุ่นร้อนเข้าปากนาง ซึ่งสาวรับใช้ของซ่งเจียงซินก็ได้รับเนื้อปลาไปชิมเช่นกัน คุณหนูทั้งสองนอกจากจะมีรูปโฉมน่ารักน่าเอ็นดูมิต่างกัน ทั้งสองยังมีจิตใจดีมิแพ้กันด้วย

“ข้ากลับก่อนนะอันหนิง วันพรุ่งนี้เจอกันที่สำนักศึกษา” ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาก่อนที่จะขึ้นไปบนรถม้าของจวนสกุลซ่ง ทั้งสองโบกมือลากันก่อนที่รถม้าจะถูกขับเคลื่อนออกไป

“กลับไปแล้วหรือ" เสียงของพี่ชายคนโตเอ่ยถามขึ้นจากทางด้านหลัง ก่อนที่ฉีอันหนิงจะหันไปมองก็พบว่าพี่ชายทั้งสามยืนเรียงกันอยู่

“เจ้าค่ะท่านพี่ใหญ่… เอ… ท่านพี่ทั้งสามไปไหนกันมาหรือเจ้าคะ ตอนสหายของน้องอยู่มิเห็นท่านพี่เลยสักคน” เด็กหญิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เจ้าจะบ้าหรืออันหนิง พวกพี่เป็นบุรุษจะให้ออกมาพบสตรีได้เช่นไรกัน” คำตอบของพี่รองทำเอาน้องเล็กหัวเราะออกมาจนเสียงดังลั่น

“ฮ่าๆๆๆ ท่านพี่… ฮ่าๆๆๆ” พี่ชายทั้งสามถึงกับยืนงงกับอาการขำขันโดยไร้สาเหตุของผู้เป็นน้องสาว

“บุรุษมิควรพบสตรีในเรือนของตนเองอย่างนั้นหรือเจ้าคะ แต่สตรีที่พวกท่านว่านั่นเพื่อนน้องนะเจ้าคะ อีกอย่างนางก็อายุเท่าน้อง นางมิมีทางคิดมากเช่นพวกท่านแน่นอนฮ่าๆๆๆ”

ฉีอันหนิงพยายามหยุดหัวเราะก่อนที่จะเอ่ยออกมาแล้วหัวเราะอีกครั้งก่อนที่นางจะเดินกลับไปยังศาลาริมน้ำหลังจวน เหล่าพี่ชายของนางช่างมีความคิดราวกับสตรียิ่งนัก หากพวกเขาเป็นสตรี การที่มีบุรุษมาเยี่ยมเยือนที่บ้านมิควรออกมาเดินเพ่นพ่านนั่นถึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้มาเยือนในครั้งนี้เป็นเด็กหญิงอายุเพียงเจ็ดปี แถมยังเป็นสหายของน้องสาวอีก พวกเขาช่างคิดมากเสียจริง

สำนักศึกษาหลี่ชุน

เหล่าศิษย์ทั้งชายหญิงทยอยกันเข้าไปในสำนักศึกษาในยามเฉิน รวมไปถึงบุตรชายและบุตรีจากสกุลฉีด้วย พี่ชายทั้งสามแยกตัวไปเข้าแถวตามห้องของตนเอง เช่นเดียวกับฉีอันหนิงที่เดินไปที่แถวของนาง ซ่งเจียวซินพอได้พบหน้าสหายสนิทที่พานางเล่นสนุกก็ฉีกยิ้มออกมา

“อันหนิง…”

“มาแต่เช้าเลยนะเจียวซิน”

สองเด็กหญิงทักทายกันก่อนที่อาจารย์จะเดินมาที่หน้าแถวและกล่าวปรัชญาการเรียนรู้ของการเรียนในปีนี้ ฉีอันหนิงเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา นางเคารพและเชื่อฟังเหล่าอาจารย์ ตลอดชั่วยามที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่นั้นนางตั้งใจฟังเป็นอย่างดี แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันที่ไม่มีสมาธิในการฟังอาจารย์ เพราะมัวแต่ฟังกันเอง

“สำนักศึกษาของเราในปีนี้ก็ได้เปิดการสอนมาได้ครึ่งทางแล้ว สำหรับลูกศิษย์ที่เตรียมตัวไปสอบขุนนาง อาจารย์ก็ขอให้ตั้งใจ หากพวกเจ้าทุกคนตั้งใจแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าหวังไว้มันก็จะสำเร็จ” อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลี่ชุนกล่าวออกมา ก่อนที่ท่านจะปล่อยให้ศิษย์เลิกแถวแล้วแยกย้ายกันไปเรียนตามห้องของตน

“อันหนิง เจ้าเตรียมบทกวีมาท่องให้ท่านอาจารย์ฟังหรือยัง” ฉางซูซู สหายร่วมห้องที่สนิทกับนางและซ่งเจียวซินเอ่ยถามขึ้นหลังจากเข้ามานั่งในห้องเรียนแล้ว

“อื้อ… เจ้าล่ะซูซู”

ฉีอันหนิงละสายตาของนางขึ้นจากหนังสือตรงหน้าก่อนที่จะเงยหน้ามองและถามไถ่นางกลับ

“ข้าเตรียมแล้ว แต่ท่องอย่างไรก็มิเข้าหัวสักที ข้าล่ะจนปัญญาแล้วล่ะ” ฉางซูซูเอ่ยออกมาพลางถอนหายใจ ก่อนที่จะเอ่ยถามสหายอีกคน

“เจ้าล่ะเจียวซิน”

“อือ…. เรียบร้อย ข้าท่องจนจำได้ขึ้นใจแล้ว” คุณหนูรองสกุลซ่งตอบออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“พวกเจ้าสองคนนี่น่าอิจฉาเสียจริง ฉลาดจนคนโง่อย่างข้าตามไม่ทัน” คุณหนูสกุลฉางเอ่ยขึ้นใบหน้าฉายแววแห่งความน้อยใจ

“เจ้าอย่าคิดมากไปเลย ซูซู เจ้ามิได้โง่หรอก เพียงแค่เจ้าต้องพยายามให้มากกว่าเดิม ความพยายามมิเคยทำให้ผู้ใดล้มเหลว เจ้าจำที่อาจารย์บอกได้หรือไม่” ฉีอันหนิงปลอบใจสหายอีกคน ฉางซูซูพยักหน้าก่อนที่จะยิ้มออกมา

“บทกวี จิ้งเย่ซือ" เสียงเล็กเอ่ยชื่อบทกวีขึ้นมา ก่อนที่จะท่องเนื้อหาของบทกวีนั้นออกมา

‘หน้าเตียงนอน แสงจันทร์ส่องนวลใย ให้สงสัยน้ำค้างหล่นบนพื้นดิน ยกหัวมองจันทร์พลันถวิล ก้มหน้าอินคิดถึงถิ่นดินแดนเกิด’

"ความคิดถึงในคืนสงบ หลี่ไป๋” ลงท้ายด้วยชื่อบทกวีและนามของผู้แต่ง เหล่าอาจารย์พยักหน้าและพายิ้มออกมาด้วยความพอใจ

ฉีอันหนิงท่องบทกวีจบก็ได้รับชมจากเหล่าอาจารย์ ก่อนที่สหายสนิทของนางจะได้ท่องบทกวีเป็นคนต่อไป และเด็กหญิงทั้งสองท่องบทกวีผ่านไปได้ด้วยดี คนที่กังวลอยู่ก่อนหน้าว่าจะท่องบทกวีมิได้ส่งยิ้มไปให้สหายทั้งสอง

“ได้รู้จักกับพวกเจ้าช่างดีเสียจริง” ฉางซูซูเอ่ยออกมา สีหน้าของนางแสดงออกถึงความสบายใจ

“ข้าบอกเจ้าแล้วซูซู มิมีเรื่องใดที่จะชนะความพยายามของเราได้หรอกนะ เจ้าน่ะชอบกังวล ชอบคิดมาก” ฉีอันหนิงยิ้มออกมาหลังจากที่เอ่ยจบ

เด็กหญิงทั้งสามพากันไปยังโรงครัวของสำนักศึกษา ซึ่งมีโต๊ะเรียงรายเพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ของสำนักศึกษาได้นั่งรับประทานอาหารในช่วงพักกลางวัน ฉีอันหนิงไปที่ใดเด็กหญิงมักจะมีคนเข้ามาทักทายนางเสมอ เพราะผู้ใดบ้างที่จะไม่รู้จักบุตรีคนเล็กของท่านเจ้าเมือง โดยเฉพาะตระกูลที่ต่ำศักดิ์กว่าที่ได้รับคำแนะนำจากทางผู้ใหญ่ให้เข้้ามาตีสนิทนางเอาไว้ ยกเว้นก็แต่ซ่งเจียวซินและฉางซูซูที่เข้ามาคบหากับนางด้วยความจริงใจ

“อันหนิง วันนี้ที่จวนของข้าทำผัดผักใส่เนื้อมาให้กินมื้อกลางวัน เจ้าอยากกินไหม” คุณหนูสกุลซูเดินเข้ามาหาฉีอันหนิงที่โต๊ะก่อนที่จะชูจานที่มีผัดเนื้อใส่ผักให้นางดูพร้อมกับเอ่ยถามออกมา

“ขอบใจนะฉินหรง แต่เราไม่กินเนื้อน่ะ เจียวซิน ซูซู พวกเจ้าชอบกินเนื้อไหม ฉินหรงนางเอามาแบ่งให้น่ะ”

เด็กหญิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิได้เต็มใจที่จะนำอาหารจานนี้มาแบ่งให้นางเพราะความมีน้ำใจ แต่ทว่าเป็นการนำอาหารมาซื้อใจของตน

สหายทั้งสองจึงใช้ตะเกียบคีบเนื้อและผักจากจานของฉินหรงไปคนละนิด แต่คนที่นำมาแบ่งกลับทำหน้าไม่พอใจ นางได้รับคำสั่งจากบิดาให้มาตีสนิทกับฉีอันหนิง มิใช่สหายอีกสองคนของนาง เมื่อเห็นว่าใช้อาหารตีสนิทฉีอันหนิงไม่สำเร็จ คุณหนูสกุลซูจึงหยิบจานผัดเนื้อใส่ผักกลับไปยังโต๊ะที่นางนั่งกับสหายอยู่ก่อนหน้า

“อันหนิง… ไม่กินจริงอะ” ซ่งเจียวซินคีบเนื้อขึ้นมาชูต่อหน้านาง

“อาหารที่เอามาให้ด้วยความจริงใจเรากินหมดนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นอาหารที่เอามาซื้อใจข้า ข้ากินไม่ลง พวกเจ้ากินเหอะ”

ฉีอันหนิงตอบออกมาก่อนที่จะคีบผักและเนื้อหมูปิ้งในจานของตนขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวจนแก้มป่อง ทั้งซ่งเจียวซินและฉางซูซูพากันส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมา จากนั้นจึงกลับไปสนใจอาหารในจานของตนต่อ เด็กหญิงทั้งสามจัดการอาหารในจานจนหมดก่อนที่จะพากันออกจากบริเวณนั้นไป

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย มิติมหัศจรรย์
8.0
ทิพย์อัปสร นางฟ้าผู้เปี่ยมด้วยสิริโฉมอันงดงาม กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งเมื่อเธอเป็นที่รักของพระเสาร์ เทพผู้ทรงอำนาจและบารมี ทว่าความสงบสุขกลับพังทลายลง เมื่อพระอังคารเทพเจ้าแห่งสงครามผู้ดุดันและแข็งแกร่ง ก็มีใจรักมั่นในตัวเธอเช่นกัน ความปรารถนาที่สวนทางกันของสองมหาเทพผู้อิ่งใหญ่ได้จุดชนวนให้เกิดมหาศึกสงครามบนสรวงสวรรค์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง กลายเป็นเรื่องราวความรักท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือดที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งจักรวาล
หน้าปกนวนิยาย เว่ยซือหง สตรีเหนือชะตา
9.3
จากทายาทมาเฟียยุค 2000 สู่ร่างเด็กหญิงตัวน้อยในมิติสุดโหดที่กำลังล่มสลาย หงต้องเผชิญโลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วยพลังปราณและธาตุอันแข็งแกร่ง แม้จะมีภารกิจกอบกู้โลกอันยิ่งใหญ่รออยู่ แต่ความทรงจำที่เลือนรางกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ นางต้องเริ่มต้นใหม่จากการปลูกผักประทังชีวิตไปพร้อมกับการกำจัดเหล่ามารร้ายที่รุกราน ท่ามกลางชะตากรรมที่เหมือนโดนสวรรค์กลั่นแกล้ง เจ๊ใหญ่จะนำพาความสามารถดั้งเดิมมาเอาชนะอุปสรรคและพลิกฟื้นโลกใบนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย  ข้ามภพมาเป็นที่ปรึกษาขององค์ชาย
9.4
นิยายแนวแฟนตาซีโรแมนติกที่ผสมผสานแอ็กชันอย่างลงตัว เรื่องราวที่ถักทอขึ้นจากจินตนาการอันเข้มข้นของผู้เขียน นำเสนอเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในโลกปัจจุบัน ภายในเนื้อหามีการใช้ความรุนแรงและการบรรยายฉากรักอย่างละเอียดลึกซึ้งในทุกแง่มุม ผลงานเรื่องนี้จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ขอให้ทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนในการรับชมเนื้อหาแต่ละบท เพื่ออรรถรสและการทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเรื่องอย่างเหมาะสมที่สุด
หน้าปกนวนิยาย บุตรีอนุผู้ถูกทอดทิ้ง
9.7
Li Mengyao is reborn into the body of a twelve-year-old girl just as her mother, a naive concubine, is framed and banished from the Li estate for causing a miscarriage. Armed with the Purgatory Jade Bracelet that followed her from death, she must navigate a new life in exile. While the Li family sacrifices them to appease a powerful clan, Mengyao’s arrival with a mystical artifact changes everything. No longer a timid child, she faces the harsh reality of her abandonment with newfound power.
หน้าปกนวนิยาย กรงรักราชาโจร
9.1
จัสซีเนียต้องกลายเป็นแพะรับบาปในกรงขังแห่งความแค้น เมื่อจาห์มาล์ ราชาโจรผู้เหี้ยมโหดจับตัวเธอมาลงทัณฑ์แทนความผิดที่พี่ชายและพ่อของเธอเป็นคนก่อ ท่ามกลางทะเลทรายอันห่างไกล หัวใจของเธอถูกย่ำยีอย่างทารุณด้วยแรงอาฆาตและราคะที่คุกรุ่น แม้เธอจะเพรียกหาความเมตตา แต่จอมโจรไร้หัวใจกลับเมินเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น พร้อมมอบบทเรียนแสนป่าเถื่อนที่เผาไหม้ร่างเธอทั้งเป็นในฐานะเชลยไร้ค่าที่ต้องชดใช้หนี้แค้นด้วยพรหมจรรย์และหยาดน้ำตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หน้าปกนวนิยาย จ้าวเทียนอี้ ตำนานรักพันปี
7.9
หวังฟางเซียนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในอดีตที่เธอและจ้าวเทียนอี้คนรักถูกฝังทั้งเป็นพร้อมคัมภีร์อมตะเพราะความผิดพลาดของเธอเอง ทว่าอำนาจลี้ลับของคัมภีร์กลับนำพาดวงวิญญาณเธอย้อนสู่อดีตชาติในร่างพระสนมเอกจางลี่เซียนแห่งราชวงศ์ถัง ท่ามกลางวังหลวงที่เต็มไปด้วยเพลิงริษยาและการชิงดีชิงเด่น เธอต้องเผชิญหน้ากับความแค้นและสงครามอำนาจเพื่อแก้ไขโศกนาฏกรรมในครั้งก่อนและปกป้องชายคนรักไม่ให้ต้องพบจุดจบอันน่าเวทนาอีกครั้ง