
อันหนิง ยอดหญิงแห่งตงหลาง
ตอน 3
เทศกาลโคมไฟวันหยวนเซียว ใต้เท้าฉีและฉีฮูหยินได้พาบุตรชายและบุตรีไปเที่ยวภายในงาน พี่ใหญ่มีหน้าที่คอยดูแลน้องๆ ช่วยบิดาและมารดา แต่ทว่าความชอบของเด็กๆ นั้นต่างกัน บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณชายทั้งสามและคุณหนูห้ามละสายตา
พี่ใหญ่กับน้องเล็กอยากไปดูการละเล่นต่างๆ เช่นการโยนลูกศรให้ลงเป้าและการประลองหมากล้อมที่ใช้สติปัญญาในการเล่น ส่วนพี่รองกับพี่สามนั้นอยากไปชื่นชมการต่อบทกวี และฟังดนตรี ทั้งสี่คนจึงแยกเป็นสองกลุ่ม ฉีอันหนิงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการได้ออกมาเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟวันหยวนเซียวซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของนาง
“ท่านพี่ใหญ่เจ้าคะ เราไปดูหมากล้อมกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” เสียงเล็กเอ่ยถามดังขึ้นมาแข่งกับเสียงของดนตรีที่บรรเลงดังอยู่ไม่ไกล
“ดีสิ ไปกันเถิดน้องสี่”
พี่ใหญ่มิได้ขัดใจน้องสาวตัวน้อย เขาจูงมือเล็กของนางเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปที่วงหมากล้อมพร้อมกับบ่าวที่เดินตามหลังมาถึงสี่คน
หมากล้อมวงนี้กำลังประลองสติปัญญาการเดินหมากกันอยู่อย่างสนุกสนาน ฉีอันหนิงมองการประลองตรงหน้าด้วยความสนใจ พลางคิดการวางหมากไปพร้อมๆ กับผู้ที่กำลังประลองอยู่ ฉีอันหลงที่ยืนอยู่เคียงข้างกับน้องสาวยกมือขึ้นมาลูบคางของตนเองพลางครุ่นคิดแนวทางการวางหมากตรงหน้าเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังจมอยู่กับความคิดอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากทางด้านข้าง
“อันหนิง เจ้ามิอยากลองเล่นหรือ” เสียงหวานที่ดังขึ้นไม่ไกลทำให้นางหันไปมอง
“อ้าว…ก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็ฉินหรงนี่เอง” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด
“คารวะท่านพี่อันหลงเจ้าค่ะ” เด็กหญิงมิลืมที่จะเอ่ยทักทายพี่ชายของฉีอันหนิง
“ตามสบายเถิด” ฉีอันหลงบอกเท่านั้นก่อนที่จะสนใจมองการแข่งขันหมากล้อมต่อไปโดยมิได้สนใจสหายตัวน้อยของน้องสาวอีก
“แล้วเจ้าจะเล่นหรือไม่อันหนิง” คุณหนูสกุลซูเอ่ยถามฉีอันหนิงออกมาอีกครา
“ผู้ใหญ่เขาเล่นกันอยู่ มิใช่เด็กเช่นเราจะเล่นได้ แค่มองดูก็พอแล้ว”
ตอบออกมาจบประโยคก็หันหน้ากลับไปมองการแข่งขันตรงหน้าแล้วเลิกสนใจสหายที่สำนักศึกษาผู้นี้อีก
ซูฉินหรงพอเห็นว่าคนตรงหน้ามิได้สนใจไยดีตนอีก นางจึงเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เง้างอเพราะคนที่นางสนใจกลับไม่สนใจนาง ถ้ามิใช่เพราะบิดาและมารดาแนะนำให้นางตีสนิทและเป็นสหายกับฉีอันหนิงให้ได้ ป่านนี้นางคงจะเมินคุณหนูสี่แห่งสกุลฉีที่แสนฉลาดผู้นี้ไปแล้ว
“มิใช่สหายที่สนิทของน้องหรอกหรือ” ฉีอันหลงเอ่ยถามน้องสาวออกมา แต่ทว่าสายตาของเขาก็เอาแต่จดจ้องการแข่งขันหมากล้อมตรงหน้าด้วยความสนใจ
“มิใช่หรอกเจ้าค่ะ นางอยากสนิทกับน้อง แต่น้องมิอยากสนิทกับนาง” คนฟังถึงกับหัวเราะออกมาในลำคอ
“พี่เห็นเจ้ามีสหายคนสนิทอยู่เพียงแค่สองนางเท่านั้นใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ มีแค่เจียวซินกับซูซูเท่านั้น” ฉีอันหนิงตอบก่อนที่สองพี่น้องจะพากันเงียบไปเพราะกำลังสนใจการแข่งขันตรงหน้าที่ใกล้จะรู้ผลผู้แพ้ผู้ชนะเต็มที
“ผิดแล้ว!!!”
สองพี่น้องอุทานขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อฝ่ายบุรุษชุดน้ำเงินวางหมากล้อมลงไปบนกระดาน สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะออกมา
“เจ้าเล่นหมากล้อมเป็นด้วยหรืออันหนิง" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ กันกับเด็กหญิง
“เจียวซิน!! อือ…ข้าเล่นเป็น”
คนถูกถามอุทานออกมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาทักทายนางเป็นผู้ใด ก่อนที่จะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายและตอบออกมา
“อืม…. เจียวซินนี่คือท่านพี่อันหลง พี่ใหญ่ของเราเอง” อันหนิงมิลืมที่จะแนะนำสหายสนิทให้รู้จักพี่ใหญ่ของตน เด็กหญิงคำนับพี่ชายของเพื่อนสนิท
“คารวะท่านพี่อันหลงเจ้าค่ะ”
“ตามสบายเถิดน้องหญิง”
พอได้ยินชื่อ ฉีอันหลงก็พอจำได้ว่าเด็กหญิงผู้นี้นั้นเป็นสหายคนสนิทของน้องสาวของตน เขาจึงเอ่ยออกมาอย่างเป็นกันเองและส่งยิ้มให้กับนาง
บุรุษร่างสูงโปร่งวัยสิบสามยืนเด่นเป็นสง่า ข้างๆ กันมีเด็กหญิงที่มีหน้าตาน่ารักน่าชังยืนเคียงกันอยู่ ทั้งสามกำลังยืนลุ้นผลของการแข่งขัน ก่อนที่จะจบลงในเค่อเดียว สองพี่น้องพากันส่ายใบหน้าไปมาพร้อมกัน ซ่งเจียวซินที่มองเห็นอากัปกิริยาของสองพี่น้องถึงกับแอบขำออกมา
“มีผู้ใดอยากจะลองอีกไหม” เสียงของบุรุษที่แข่งขันชนะเอ่ยออกมาอย่างท้าทาย
“พี่ใหญ่ ลองสิ…เดี๋ยวน้องคอยช่วย” น้องเล็กรีบบอกพี่ชายทันทีเมื่อเห็นท่าทางหยิ่งผยองของอีกฝ่าย
“จะดีเหรอน้องสี่” ฉีอันหลงเอ่ยถามน้องด้วยความไม่แน่ใจ เพราะถ้าหากแพ้คงจะเสียชื่อสกุลฉีเป็นแน่
“ดีเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านเชื่อข้าเถิด ด้วยสติปัญญาของท่านรวมกับของข้าแล้ว ข้ามั่นใจว่าพวกเราจะมิทำให้สกุลฉีขายหน้าเป็นแน่”
คำตอบที่จริงจังของน้องสาวทำให้พี่ชายคนโตมั่นใจ เขาจึงเสนอตัวแต่ทว่าขอให้เขาและน้องสาวได้ช่วยกัน อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เป็นเด็กจึงไม่ขัดข้อง ซ่งเจียวซินยืนให้กำลังใจพี่ชายของสหายและสหายที่นางสนิทอย่างชิดติดขอบ
ร่างสูงของเด็กชายวัยสิบสามปีนั่งลงบนเก้าอี้ประจันหน้ากับอีกฝ่ายที่ดูมีอายุมากกว่าถึงสิบกว่าปี นัยน์ตาคมกล้าของฉีอันหลงเป็นประกายขึ้นมาเมื่อมองไปยังคนที่ยืนส่งเสียงให้กำลังใจเขาและน้องสาว บ่าวทั้งสี่นั้นมิได้เอ่ยห้ามอันใดเพราะรู้ดีถึงฝีมือการเล่นหมากล้อมของสองพี่น้อง
“เริ่มเลยดีกว่านะเจ้าคะ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาก่อนที่จะได้รับสายตาเยาะหยันแกมดูถูกของอีกฝ่าย เกมการแข่งขันหมากรุกที่มิได้มีเดิมพันอันใดนอกจากชื่อเสียงและหน้าตาของตระกูลเริ่มต้นขึ้นอย่างที่ฉีอันหนิงต้องการ อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มเกมก่อน
ฉีอันหลงวัยสิบสามปีแต่ทว่ามีท่าทีสุขุม ใบหน้าของเขามิได้ฉายแววแห่งความกังวลออกมาแม้แต่เพียงเศษเสี้ยว ผู้ที่มามุงดูการแข่งขันหมากล้อมเพิ่มมากขึ้น เพราะต่างก็ให้ความสนใจกับการประลองในครั้งนี้
“ลำบากท่านแล้ว”
ริมฝีปากเล็กยกยิ้มขึ้นมาเมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ชายเอ่ยประโยคนี้ บุรุษหนุ่มที่มีความมั่นใจอยู่ก่อนหน้าเกิดความระแวงขึ้นมาทันทีเมื่่อเห็นว่าอีกฝ่ายวางหมากโดยใช้สติปัญญาเข้าช่วย เขาพยายามสงบแล้วแท้ๆ แต่ก็มิอาจต้านทานความเก่งกาจของเด็กชายตรงหน้าได้ ไหนจะเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเคียงข้างคอยช่วยพี่ชายของนางอีก
“เก่งจริงๆ หนูน้อยทั้งสอง เจ้าเป็นลูกหลานจากตระกูลใดกันหรือ” ผู้คนที่มามุงดูการประลองในครั้งนี้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสนใจ
“คุณชายใหญ่กับคุณหนูสี่ของพวกข้าเป็นบุตรชายคนโตและบุตรีคนเล็กของใต้เท้าฉีและฉีฮูหยิน”
พอได้ยินเช่นนั้นเสียงปรบมือก็ยิ่งดังขึ้นไปอีก มีผู้ใดบ้างในเมืองตงหลางจะมิรู้จักสกุลฉี เพราะใต้เท้าฉีที่ว่าก็คือเจ้าเมืองตงหลาง เจ้าเมืองที่ทำหน้าที่เจ้าเมืองได้อย่างดีเยี่ยม จนชาวเมืองต่างยกย่องให้เขาเป็นขุนนางที่มีความตงฉิน ซื่อสัตย์ สุจริตเห็นแก่ส่วนรวมของบ้านเมือง
“คุณชายกับคุณหนูทั้งสองช่างเก่งกาจนัก ข้าน้อยขออภัยที่ใช้วาจาล่วงเกิน ข้าน้อยยอมรับความพ่ายแพ้” บุรุษที่เป็นคู่ประลองเอ่ยออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นมาขออภัยสองเด็กน้อย
“มิเป็นไรหรอก ท่านก็เก่ง เพียงแต่ท่านต้องมีสติและรู้จักถ่อมตนมากกว่านี้”
ฉีอันหลงเอ่ยออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วจูงมือน้องสาวเดินออกจากวงหมากล้อมไปท่ามกลางเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้ที่มามุงดูการประลอง โดยมิลืมที่จะคว้ามือสหายคนสนิทของน้องสาวที่ยืนปรบมือให้เขาและน้องสาวเมื่อครู่ให้เดินออกมาจากวงหมากล้อมนั้นด้วย
“ท่านพี่อันหลงกับอันหนิงจะไปที่ใดกันต่อหรือเจ้าคะ” ซ่งเจียวซินเอ่ยถามพี่ชายคนโตของสหายคนสนิท
“พี่จะพาน้องหญิงสี่ไปโยนศร น้องเจียวซินอยากไปกับพวกเราด้วยหรือไม่” เขาตอบนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านกับนายหญิงให้กลับไปหาที่โรงเตี๊ยมอู่เซียว” สาวรับใช้ที่ติดตามคุณหนูรองมาเอ่ยทักท้วงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าคุณหนูนั้นอยากจะติดตามสหายสนิทไป
“อ้อ… อืม อันหนิง ข้าคงไปกับเจ้าด้วยมิได้แล้วล่ะ ขอให้คืนนี้สนุกนะ แล้วเจอกันที่สำนักศึกษาจ้า”
ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหญิงเป็นบุตรีที่เชื่อฟังบิดาและมารดาเป็นที่สุด แค่พวกท่านอนุญาตให้นางเดินมาเที่ยวตามลำพังกับพวกสาวรับใช้ เพียงเท่านี้ก็มากพอสำหรับนางแล้ว
“จ้า… เจ้าไปเถอะ ข้ากับพี่ใหญ่ก็จะไปเช่นกัน”
ฉีอันหนิงบอกอย่างเข้าใจ คุณหนูรองสกุลซ่งคำนับลาพี่ชายของสหายคนสนิทก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับสาวรับใช้และบ่าวชายที่ติดตามเจ้าของร่างเล็กมาถึงสี่คน สองพี่น้องมองนางก่อนที่จะเดินจับมือกันไปตามเส้นทางที่ไปยังสถานที่ประลองโยนศรในงานเทศกาลหยวนเซียวในค่ำคืนนี้
เมื่อถึงสถานที่ประลองก็พบว่ามีผู้ที่สนใจเข้าร่วมประลองหลายคน ฉีอันหนิงที่เชี่ยวชาญในการโยนศรให้ลงเป้าเสนอตัวทันทีเมื่อมีการเอ่ยถามถึงผู้ท้าชิงคนต่อไป หลายคนมองมาต่างพากันขำขัน เพราะมิคาดคิดว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นนั้นจะชนะผู้ใหญ่ตัวโตที่มีช่วงแขนยาวได้
“แม่นางน้อย ข้าจะต่อให้เจ้าห้าดอก” บุรุษที่อายุน่าจะเกินยี่สิบปีเอ่ยขึ้นก่อนที่ผู้คนรอบๆ จะพากันยิ้มออกมาให้กับความกล้าของเด็กหญิง
“มิต้องหรอกเจ้าค่ะ นับตามความเป็นจริงเถิด” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ ผู้เป็นพี่ชายคนโตยกยิ้มที่มุมปาก ผู้คนเหล่านี้ดูถูกน้องสี่ของเขามากเกินไปแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ เด็กน้อย เจ้าต้องการเช่นนั้นเองนะ ข้ามิได้บังคับ หากเจ้าจักต้องอับอายในค่ำคืนนี้เจ้าจะมาโทษข้าว่ารังแกเจ้ามิได้หรอกหนา” บุรุษหนุ่มผู้ที่ถูกเด็กหญิงท้าประลองถึงกับเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างดูถูกเย้ยหยัน
“รอให้การประลองจบก่อนเถิด แล้วท่านค่อยหัวเราะน้องสาวของข้าก็ยังมิสาย” ฉีอันหลงเอ่ยออกมาด้วยความมิพอใจที่บุรุษผู้นี้นั้นหัวเราะน้องสาวของตน
“เอาล่ะ การประลองรอบนี้จะเป็นการโยนให้ลงเป้า ทั้งหมดมียี่สิบดอก ให้ลงเป้าได้มิเกินสองดอกต่อหนึ่งเป้า”
ผู้ที่จัดการประลองเอ่ยกติกาการประลองออกมา ผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาต่างก็หยุดชมการประลองระหว่างบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงที่มีช่วงแขนที่ยาวกับเด็กหญิงที่มีรูปร่างเล็ก
“จะชนะได้เช่นไรกันตัวเล็กเช่นนี้” สตรีผู้หนึ่งแสดงความคิดเห็นของนางออกมา
“นั่นสิ ดูแขนก็รู้แล้วว่ามิมีทางจะชนะได้หรอก” บุรุษที่ยืนชมอยู่ก่อนหน้าแสดงความคิดเห็นเช่นกัน
“พวกท่านอย่าเพิ่งตัดสินกับสิ่งที่เห็น แต่จงดูให้จบก่อนเถิด แล้วพวกท่านจะรู้ว่าคุณหนูสี่ของพวกข้าน้อยนั้นมิใช่เด็กน้อยที่พวกท่านจะมาดูถูกนางได้” ซุนซุนเอ่ยออกมาด้วยความมิพอใจ แต่นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้จึงมิอาจแสดงความคิดเห็นออกมาได้มากมาย
การโยนศรลงกาปากสูงที่เรียงกันสิบกาเริ่มต้นจากฝ่ายบุรุษหนุ่มที่มีสีหน้าท่าทางมั่นอกมั่นใจกับการโยนลูกศรของตน เพราะตั้งแต่งานเริ่มมายังมิมีผู้ท้าชิงคนใดสามารถล้มเขาได้ เขาเดินไปหยิบลูกศรที่ทำมาจากไม้ไผ่แล้วทำเหมือนลูกธนูขึ้นมาถือเอาไว้ ก่อนที่จะเริ่มโยนศรดอกแรกให้ลงปากกาสูงอันแรก
ศรดอกแรกที่ลอยออกจากมือของบุรุษหนุ่มเข้าไปยังเป้าได้อย่างแม่นยำ ศรดอกที่สองที่ถูกโยนออกไปก็เข้าไปในเป้าเดียวกันอย่างง่ายดาย ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นมาด้วยความพอใจ บุรุษหนุ่มผู้ถูกเด็กหญิงตัวน้อยท้าประลองค่อยๆ โยนศรไปจนเหลือสองดอกสุดท้าย แต่เพราะความชะล่าใจ ความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตนเองที่อยากจะแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่าเขาเก่งกาจ
เขาโยนมันออกไปพร้อมกันทั้งสองดอก แต่แล้วลูกศรดอกหนึ่งกลับกระเด็นออกจากปากกา ทำให้เขาเสียแต้มไปหนึ่งแต้ม ใบหน้าที่เย่อหยิ่งก่อนหน้าฉายแววสลดลงเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะปรับสีหน้าให้เป็นเช่นเดิมเพียงเวลาไม่นาน เขามั่นใจว่าเด็กน้อยผู้นี้มิอาจจะชนะเขาไปได้ เพราะมองเช่นไรนางก็เป็นเพียงแค่เด็กหญิงคนหนึ่งที่ดูมิได้เก่งกาจเลยสักนิด
คุณอาจจะชอบ





