
ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า
ตอน 2
ฉันชื่อเมย์ และฉันยังรู้จักคนที่ชื่อเมย์เหมือนกันอีกอย่างน้อยห้าคน มันเป็นชื่อที่ตั้งแค่เพราะฉันเกิดเดือนพฤษภาคม แต่ฉันเข้าใจว่าแม่ตั้งชื่อด้วยความรู้สึกแบบไหน แม่ท้องไม่พร้อมและตัดสินใจปล่อยฉันไว้ในความดูแลของลุงกับป้า
ป้าของฉันถูกซื้อตัวให้มาแต่งงานกับครอบครัวของลุง... ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ฟังดูสุภาพ แต่ในตระกูลของลุงและแม่ฉันมียีนปัญญาอ่อน ครอบครัวของลุงเป็นตระกูลผู้ดีเก่าที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ป้าฉันจึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก...
จนกระทั่งเธอไม่สามารถมีทายาทให้ลุงซึ่งเป็นคนรับช่วงต่อธุรกิจ
ป้าเครียดจัดและเห็นว่าตัวเองไม่อาจทำหน้าที่ผู้หญิงและภรรยาที่ดีได้ จังหวะนั้น ฉันในวัยหนึ่งขวบก็ถูกคุณตาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวในขณะนั้นพามาฝากไว้
แวบแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเลี้ยงเด็กคนนี้เหมือนลูกในไส้ ป้าต่อต้านฉัน เพราะฉันคือเครื่องตอกย้ำว่าเธอไม่อาจทำหน้าที่ในการมีบุตรให้ลุล่วง ฉันเจ็บปวดแทนเธอที่ต้องมาเลี้ยงเด็กแปลกหน้าที่ไม่ได้รัก แม้จะห่างเหิน แต่ป้ายังเลี้ยงฉันเหมือนที่แม่คนหนึ่งควรทำ...
จนกระทั่งฉันอายุ 3 ขวบ และป้าคลอดลูกชายราวกับจะตอกหน้าครอบครัวที่กดดันให้เธอมีทายาทเสมอมา
ฉันกลายเป็นส่วนเกินของบ้าน แต่ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจความรู้สึกของป้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ป้ารักลูกชายของตนเองมากกว่า ฉันรักน้องชายเช่นกัน และฉันก็สัมผัสรักที่ป้ามีให้เขาได้ อย่างน้อยนั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าป้าไม่ใช่คนไร้หัวใจ
แม้เธอจะพูดจาแดกดัน เอาฉันไปเปรียบเทียบกับน้องชายตลอด อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยถูกทุบตีหรือขังไว้ในห้องน้ำหรืออะไรที่แย่กว่านั้น
ตอนเด็ก น้องชายเป็นเด็กดีน่ารัก แต่พอโตขึ้น เขามองฉันเหมือนชนชั้นล่าง พูดอย่างกับฉันเป็นคนใช้ สั่งให้ทำโน่นนี่โดยไม่ขอบคุณ เวลาใครซื้อของมาให้เราแบ่งกัน เขาก็เอาไปหมดคนเดียว หลายปีมานี้ป้าคงกดดันเขาอย่างมหาศาล เขาเครียดมากและเอามาลงที่ฉัน เรื่องแค่นั้นฉันเข้าใจอยู่แล้ว
แต่ยิ่งโตขึ้น...ฉันยิ่งสงสัยว่าการที่คนในบ้านปฏิบัติตัวราวกับฉันเป็นกาฝากแบบนี้มันถูกเหรอ?
ถึงเป็นเด็กที่คุณตาฝากให้เลี้ยง แต่ฉันเป็นญาติของพวกเขานะ ไม่ใช่ลูกของคนแปลกหน้า
และเมื่อเริ่มเข้าใจถึงความไม่ปกตินั้น ฉันก็เริ่มทรมานเพราะขอความช่วยเหลือและระบายความไม่เข้าใจที่มีอยู่ไม่ได้ และในช่วงนั้น ฉันได้เข้าใจเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มอีกอย่าง
สาเหตุที่ฉันให้อภัยพวกเขามานานเพราะฉันเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขา... ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่นเหมือนมันเป็นเรื่องของตนเอง และทำให้ฉันเห็นใจคนอื่นมากเกินไป
ความเข้าใจนั้นกระจ่างชัดเมื่อฉันขึ้นม.ปลาย
มีคนแอบถ่ายรูปฉันไปตัดต่อบนภาพเด็กนักเรียนวาบหวิวที่คงไปดูดมาจากเว็บโป๊สักเว็บ และเขียนประโคมข่าวใหญ่โตว่ามีคนจับได้ว่าฉันทำงานไซด์ไลน์ หลังจากนั้นโรงเรียนก็ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยแล้ว
“ยัยกะหรี่มาโน่นแล้ว”
ฉันได้ยินตัวเองโดนเรียกว่ากะหรี่บ่อยกว่าชื่อจริงเสียอีก
“หาวในห้องเรียนด้วย สงสัยจัดหนักมาทั้งคืน”
“จัดจนรูบานแล้วมั้ง”
“เป็นลูกคุณหนูแท้ๆ แต่ร่านว่ะแก สงสัยซ้อมไว้ตกผัวรวยๆ”
ฉันได้ยินทุกคำพูดแต่พยายามนั่งเฉย พวกนั้นจะได้ไม่สะใจ
แต่คำพูดพวกนั้นก็ไม่แย่เท่านักเรียนชาย ถ้าวันไหนฉันกลับเย็นกว่าปกติก็มักจะโดนดักคอยตามมุมอับ โชคยังดีที่ปกติจะแค่โดนจับบั้นท้ายหรือหน้าอกก่อนจะปล่อยไป
ฉันกลัวเหลือเกินว่าสักวันจะโดนมากกว่านั้น
วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันต้องกัดฟันผ่านไป อีกไม่นานก็จะจบกับโรงเรียนแห่งนี้และเข้ามหาวิทยาลัย ฉันจะเลือกเรียนต่างจังหวัดหรือต่างประเทศไปเลย จะได้ไม่มีใครรู้จัก และสักวันจะมีใครสักคนที่เห็นฉันเป็นฉัน ไม่ใช่ลูกสาวบ้านรวยที่ทำงานไซด์ไลน์หรืออะไรทำนองนั้น
ทั้งที่อีกไม่นานก็จะเป็นอิสระ...
“เย็นนี้มาหาครูหลังเลิกเรียนหน่อยนะ”
ครูพูดแบบนั้น ช่วงเย็นฉันไปหาที่ห้องพักครู ครูท่านอื่นๆ ติดสอนพิเศษหลังเลิกเรียนจึงมีครูคนนั้นอยู่คนเดียว
“ได้ข่าวว่าหนูทำงานไซด์ไลน์เหรอ?”
หลังชวนคุยจิปาถะ คำถามนั้นก็เข้ามาในบทสนทนา เล่นเอาฉันสะอึก
“...หนูโดนกล่าวหา...”
“พูดจริงนะ? รู้รึเปล่ามันผิดกฎหมาย? มาใกล้ๆ ซิ”
“...” ฉันยืนตัวแข็ง
“มาสิ!”
“ค่ะ...” เมื่อโดนตะคอก ฉันก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่งก็โดนคนตรงหน้าเลิกกระโปรงขึ้น
“ครูขอเช็กให้แน่ใจหน่อยเถอะ จะได้ไปแจ้งกับฝ่ายปกครองว่าเธอไม่ได้ทำงานไซด์ไลน์อย่างที่ว่าจริงๆ”
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ ทนนิดเดียว เดี๋ยวก็ปล่อยฉันไปเอง
แต่การทนไปตลอดกาลแบบนี้...มันดีจริงเหรอ?
“ไม่เอา!”
“เถียงครูเหรอ? คะแนนความประพฤติน่ะจะเอาไหม?!”
ฉันไม่อยู่ฟัง พุ่งออกจากห้องและวิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่หันมามองข้างหลัง
ฉันวิ่งแบบไม่ดูทางก็มาอยู่บนถนนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รอบด้านมีแต่บ้านร้างซึ่งเคยมีผู้สูงอายุพักอาศัย แต่บัดนี้ทยอยตายจากจึงเหลือแต่บ้านเปล่า
ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินซึ่งครั้งหนึ่ง คุณยายสักคนคงเคยใช้นั่งรอพระมารับบิณฑบาต
“...ฮึก...”
แล้วฉันก็ร้องไห้ออกมา
ไม่รู้จะหนีไปที่ไหน ฉันอยากกลับห้องนอนและขังตัวเองอยู่ในนั้น ไม่อยากออกมาเจอคำพูดของใครอีกเลย อยากจะหายไปทั้งอย่างนั้นจะได้ไม่ต้องทนกับอะไรอีก
ฟ้าเริ่มมืด ไฟถนนกะพริบติดๆ ดับๆ ฉันลุกขึ้น ปาดน้ำตา และเดินกลับบ้าน แต่ทันใดนั้นเอง...
“...?!”
ขาฉันแข็งค้างอยู่กับที่ ไม่ใช่เพราะฉันเห็นอะไร แต่เพราะฉันขยับไม่ได้จริงๆ พอก้มลงมองก็เห็นว่ามีวงเวทประหลาดปรากฏขึ้นใต้เท้า
ไม่สิ... ความจริงมันดูเหมือนยันต์มากกว่า ยันต์เรืองแสงสีแดง... มีเถาวัลย์ผุดขึ้นจากแสงที่อยู่บนพื้นและมัดขาฉันไว้
“ชะ ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยด้วยค่ะ!!!” ฉันเปล่งเสียงแต่รอบข้างมีแต่บ้านเปล่า
พลาดแล้ว... นี่ฉันไม่ระวังตัวขนาดนี้เพราะมัวแต่เสียใจ... ทีนี้จะทำยังไงดี?!
เท้าฉันจมลงไปเรื่อยๆ เหมือนโดนโคลนดูด ตลกชะมัด ตะกี้ยังคิดว่าอยากหายไป แต่ตอนนี้ฉันกลับดิ้นรนจะมีชีวิตรอด ฉันแค่อยากได้ที่ปลอดภัย... ไม่ได้อยากตายสักหน่อย!
ตอนนั้นก็นึกได้ว่ายังถือโทรศัพท์อยู่ ฉันรีบหยิบมากดเบอร์แรกที่เห็น
เบอร์บ้าน... ไม่มีใครรับ ฉันรีบโทรหาน้องซึ่งป่านนี้คงกำลังนั่งรถของป้ากลับบ้านแต่สายโดนตัด เขายังเรียนพิเศษไม่เสร็จเหรอ? พอโทรไปหาป้าก็ไม่มีใครรับ ไม่ต้องโทรไปหาลุง ฉันก็รู้ว่าสายไม่ว่าง
“ขอร้องล่ะ...ใครก็ได้...”
แต่พอกำลังจะกดเบอร์ 1669 เถาวัลย์สีแดงกระชากแขนฉันจนโทรศัพท์กระเด็น และฉันโดนดึงพรวดเดียวจมหายลงไปในพื้นคอนกรีต
คุณอาจจะชอบ





