
ฮูหยินบ้านป่า
ตอน 2
เยี่ยเยว่ซิน สาวน้อยบ้านป่า อายุได้ 16 หนาว ครอบครัวสกุลเยี่ยมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน มีท่านพ่อเยี่ยหานจาง ท่านแม่หลิวอวี้หลิน เยว่ซินพี่สาวคนโตของบ้าน น้องชายเทียนฉี และน้องชายเทียนลี่
ท่านพ่อเยี่ย มีอาชีพเข้าป่าล่าสัตว์และหาของป่าเพื่อนำไปขายในเมืองหลังจากหมดฤดูเพาะปลูก บ้านเยี่ยมีที่ดินไม่มากมายนักเพราะตอนแยกบ้านออกมาตอนที่ท่านปู่เสียชีวิตลง
เยี่ยหยวนเทา ซึ่งเป็นพี่ชายของท่านพ่อเยี่ยได้แบ่งที่ดินให้ท่านพ่อ 5 หมู่ซึ่งเป็นที่รกร้างอยู่ท้ายหมู่บ้าน เดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นสินเดิมที่ของท่านย่า เยี่ยหยวนเทาผู้เป็นพี่ชายได้เขียนสัญญาตัดขาดและขับไล่น้องชายและลูกเมียออกจากบ้านใหญ่
เยี่ยหานจางหอบลูกเมียออกมาสร้างบ้านจากไม้ไผ่และดินเหนียวอยู่ในที่ดินท้ายหมู่บ้านนี้ พี่ชายของเขาและพี่สะใภ้ไม่ได้ให้อะไรติดตัวพวกเขามาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินทอง
ถึงแม้ชาวบ้านจะด่าประณามคนบ้านนั้นยังไง แต่นางจางเหมยก็ไม่ได้สนใจ ในเมื่อตอนนี้นางสามารถกำจัดพวกกาฝากออกไปได้แล้ว ทรัพย์สมบัติของพ่อสามีทั้งหมดตกเป็นของสามีนางเท่านี้ก็พอแล้ว
และที่สำคัญสัญญาหมั้นหมายระหว่างเยว่ซินกับกัวมู่ก็ต้องยกเลิกไปเพราะเยี่ยเหมยเหลียนลูกสาวของหยวนเทาและนางจางมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ทำให้เหมยเหลียนตั้งครรภ์
ถึงแม้ว่ากัวมู่จะไม่ได้มีใจให้เยว่ซินแต่เขาก็ไม่ได้ชอบพอเหมยเหลียนเช่นเดียวกัน เขาเพียงแค่จะเล่น ๆ เท่านั้นแต่กลับพลาดท่าให้กับเหมยเหลียนไปเสียได้
ที่บ้านชายป่าหานจางและภรรยาได้พูดคุยและปรึกษากันอยู่ในห้องนอน ถึงเรื่องของลูกสาวและการเข้าป่าเพื่อหาของป่ามาขายในวันพรุ่งนี้ ท่านแม่หลิวสงสารในชะตาชีวิตลูกสาวจนต้องร้องไห้ออกมา
“ท่านพี่พรุ่งนี้ ท่านและซินเอ๋อร์จะเข้าป่าหรือไม่เจ้าคะ”
“ไปสิ ฮูหยินมีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่รู้สึกใจคอไม่ดีเท่านั้น”
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย ทำใจให้สบายเถอะ”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่กับลูกเองก็ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ อย่าเข้าป่าไปลึกมากมันอันตราย”
“พี่รู้แล้ว เจ้าอยู่บ้านดูแลลูกให้ดีก็พอ”
“เจ้าค่ะ ข้าอดสงสารลูกไม่ได้ นางถึงวัยออกเรือนแล้วแท้ ๆ แต่กลับมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ซินเอ๋อร์จากที่พูดน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้นางแทบจะไม่พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ถึงนางจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ข้าเป็นแม่ข้าย่อมรู้ว่านางเองก็เจ็บปวดไม่น้อย”
“ให้เวลาลูกหน่อยนะ ให้เวลาซินเอ๋อร์ได้ทำใจ พี่รู้ว่าลูกมีใจให้กัวมู่มาตลอด แต่เมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงได้แต่ทำใจและปล่อยผ่าน เราแค่อยู่ข้างๆนางคอยให้กำลังใจนางก็พอแล้ว พี่เชื่อว่าลูกจะผ่านความทุกข์ใจไปได้”
“เจ้าค่ะท่านพี่”
“นอนเถอะดึกแล้ว”
ส่วนเอ๋ ที่ตายไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้กลายเป็นวิญญาณล่องลอยไปมา จนมาถึงบ้าน อย่าเรียกว่าบ้านเลย เรียกกระท่อมจะเหมาะสมกว่า กระท่อมที่สร้างจากไม้ไผ่และดินเหนียว
เอ๋ลอยไปลอยมา และมาทันได้ยินบทสนทนาที่สองสามีภรรยาพูดคุยกัน จนเอ๋อดที่จะก่นด่าคนที่ชื่อกัวมู่และเหมยเหลียนไม่ได้
แต่ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ นี่มันไม่ใช่ภาษาไทยนี่ แถมยังเป็นภาษาจีนด้วย แต่ทำไมเราฟังรู้เรื่องล่ะเนี่ย เอ๋ได้แต่คิดในใจ หรือว่ามันจะเป็นความสามารถพิเศษของวิญญาณที่สามารถฟังและเข้าใจได้ทุกภาษา
อืม สงสัยจะเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง เอ๋ลอยตัวมานั่งอยู่บนหลังคากระท่อม และเธอก็ได้มองเห็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่นอนหลับอยู่ภายในกระท่อม
“เออ เว้ย แม่เจ้า เป็นผีก็ดี มองทะลุหลังคาเลยเว้ย แต่เด็กคนนี้ก็สวยจริง ๆ แล้วไอ้คนที่ชื่อกัวมูู่ กัวแมวอะไรนั่นทำไมมันถึงได้เลวถอนหมั้นได้ แต่จะว่าไปเหมือนจะได้ยินว่าไปทำผู้หญิงอีกคนท้องนี่หว่า ทำไมมันเหมือนชีวิตเราเลยวะ”
เอ๋ ได้แต่บ่นอยู่อย่างนั้นและหลังจากนั้นวิญญาณเธอก็ถูกดึงไปอีกที่ ที่ไหนเอ๋เองก็ไม่อาจจะรู้ได้ ที่นี่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ และผลไม้นานาชนิด
“โอ้ ผลไม้เยอะเลยกินได้หรือเปล่านะ ก่อนตายยังไม่ได้กินอะไรมาด้วย ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนกัน ที่ไหนก็ช่างมันเถอะขอกินก่อนก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้นที่กระท่อมชายป่า ท่านพ่อเยี่ยตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59) หลังจากล้างหน้าบ้วนปากแล้วกำลังเตรียมตัวจะเข้าป่ากับลูกสาวคนโต
เยว่ซินเองก็ลุกขึ้นหลังจากล้างหน้าบ้วนปากแล้วนางก็เข้าครัวเพื่อช่วยท่านแม่ทำอาหารเช้าง่าย ๆ ให้ทุกคนได้กินกัน ท่านแม่หลิวได้แต่มองดูลูกสาวด้วยความสงสาร
“ซินเอ๋อร์ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะในนี้ไม่มีอะไรให้ช่วยแล้วแม่ทำเองได้”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จแล้วพ่อและลูกสาวก็เข้าป่าเพื่อหาของป่าทันที ตอนนี้บ้านพวกเขาแทบจะไม่มีเงินเข้าบ้านเลยก็ว่าได้
อย่าว่าแต่เงินเลยอาหารก็แทบจะไม่พอให้ลูกกินด้วยซ้ำไป กระท่อมไม้ไผ่ครึ่งดินเหนียวนี้ก็พุพังเต็มทีแล้ว ไม่รู้ว่าหน้าหนาวนี้จะผ่านไปได้อย่างไร
ท่านแม่หลิวมองดูแผ่นหลังของสามีและลูกสาวเดินห่างออกไปจนลับสายตา แม่หลิวหมุนตัวกลับเข้าบ้านและเริ่มทำงานที่ทำค้างเอาไว้
ลูกชายทั้งสองของนางตอนนี้คงจะอยู่ที่แปลงผักหลังบ้าน แม้ว่าครอบครัวของสามีจะยกที่ดินผืนนี้ให้ แต่เพราะที่ดินไม่ได้มากมายอะไรได้เพียงแค่ปลูกผักปลูกมันเทศเท่านั้น
เพราะที่ดินที่ได้มานั้นเป็นที่แห้งแล้งและห่างไกลจากลำธาร นางหลิวไม่เคยลืมความเจ็บช้ำน้ำใจที่โดนครอบครัวพี่ชายของสามีกดขี่ข่มเหง
นางจางพี่สะใภ้ของสามีเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดและเป็นคนละโมบโลภมากไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญพี่ชายของสามีเองก็เห็นดีเห็นงามไปกับภรรยาของเขาด้วยเช่นกัน
สองพ่อลูกเข้าป่าลึกมาเรื่อย ๆ เพราะป่าด้านนอกนั้นไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยวแล้ว มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เข้าป่ามาหาของป่าเพื่อไปขายหรือแม้กระทั่งประทังชีวิตของตัวเอง
หมู่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจนและไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก ถึงแม้ว่าจะมีคนส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนในตัวเมือง
แต่เพียงไม่นานก็ต้องยอมแพ้เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะสามารถหาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนที่แสนแพงขนาดนั้นได้
ส่วนวิญญาณของเอ๋นั้น ตอนนี้เธอกำลังมีความสุขในการกินผลไม้ ไม่ว่าจะแอปเปิ้ล องุ่น สาลี่ ทับทิม ล้วนหวานอร่อยทั้งนั้น เอ๋ยังทำตัวเป็นผีตะกละอยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้เลยว่ามีใครกำลังมองมาที่เธออยู่
“กินให้พอนะ กินให้อิ่มก่อนที่เจ้าจะได้ไปอดอยากในภพภูมิหน้า และข้าจะคอยอวยพรให้เจ้าอยู่รอดปลอดภัยนะนังหนู”
หากเอ๋ได้ยินที่ชายชราในร่างโปร่งแสงพูดแล้วล่ะก็ เธอคงจะหยุดกินทันที เอ๋ไม่ได้รู้ลยว่าตัวเองจะได้ไปเจออะไรบ้าง และมันจะเป็นคำตอบที่เอ๋ตามหาอยู่หรือเปล่า
“ฮิ ฮิ กินเข้าไปเยอะ ๆ ล่ะนังหนู ความลำบากความอดอยากได้รอเจ้าอยู่ ข้าหวังว่าเจ้าจะใช้ความสามารถของเจ้าที่มีพาให้ครอบครัวและตัวเองให้หลุดพ้นความยากลำบากในโลกแห่งนี้ มิติอันไกลโพ้น ข้าขออวยพรให้เจ้าจงโชคดี”
คุณอาจจะชอบ





