
หญิงอ้วนเริงร่ากับท่านอ๋องเฉยชาน่าดู
ตอน 2
ภายในงาน ผู้คนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์ใหม่เอี่ยมงดงามราวกับงานใหญ่ในวังหลวง
บรรดาองค์ชายองค์หญิงส่งของขวัญวันเกิดมาให้ถึงจวนบางคนก็มาร่วมงาน นั่งกินดื่ม ของขวัญวันเกิดจากฮ่องเต้เป็นป้ายหยกเนื้อดีขลิบทองและฝังด้วยพลอยสีแดง วางโชว์อยู่กลางลานกว้างให้ผู้คนได้ชื่นชมโสมนัสไปด้วย
ราชครูฉินยืนรับแขกกับฮูหยินจิงหรานมารดาของจิงเชียว
“โอ้ ดีเลยเชิญนั่งก่อน บุตรีของข้าทั้งสองเตรียมการร่ายรำและบรรเลงเพลงกู่เจิ้งให้ได้ดูได้ฟังกัน พวกท่านกินดื่มเสียให้หนำใจข้าแทบจะอดใจรอชมการร่ายรำของเชียวเอ่อร์ไม่ได้แล้วตอนนี้”
บิดาที่รักลูกที่สุดคงไม่มีใครเกินใต้เท้าฉินเกอผู้นี้
“บุตรี ของท่าน…นะหรือนางยังร่ายรำได้อีกหรือ ….(กำลังจะพูดว่าในเมื่อนางอ้วนขนาดนั้นแต่เหมือนเพิ่งจะคิดได้ว่าไม่ควรพูดคำว่าอ้วนออกไปจึงเปลี่ยนท่าทีเสีย) ฮ่าาาาๆๆๆ คิดไม่ถึงว่านางช่างมุ่งมั่นฝึกฝนการร่ายรำ”
“เชียวเอ่อร์เป็นคนที่มุ่งมั่นมาตั้งแต่เล็กๆ ทำอะไรทำจริงมาตลอด”
คนฟังอยากจะพูดว่ามุ่งมั่นในการกินนะสิถึงได้อ้วนเพียงนี้
“มิน่าเล่าท่านราชครูจึงรักดังดวงใจ”
ยิ้มเชิดหน้าใครจะว่าอย่างไรก็ช่างจิงเชียวคือความสุขจิงเชียวคือรอยยิ้มของบิดาเสมอ
“ลูกคนนี้ข้าหวังอยากให้นางมีความสุขตลอดไปข้าจึงตั้งใจพูดกับท่านอ๋องฟู่ให้รับนางในฐานะชายาไม่ต้องมาดูตัวหรือเลือกสรรอีกแล้วควรเป็นเชียวเอ่อร์ที่ควรได้โอกาสนี้ไป”
คนฟังยิ้มแห้งๆ เสียวสันหลังแทนอ๋องฟู่ที่ต้องถูกมัดมือชกจากคนที่เป็นที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ที่ชี้ไม้เป็นนกชี้นกเป็นไม้ได้
“ฟู๋อ๋องฉวีช่าย มาแล้วววววววว”
ผู้คนในงานต่างเงยหน้ามองอ๋องฟู่ที่เพิ่งจะปรากฎตัวในงานแซยิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ในอาภรณ์สี เหลืองทองเกล้าผมครึ่งศรีษะอีกครึ่งปล่อยลงมาสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของจิตกรเอกที่รังสรร เทพบนสรรค์ไว้บนผ้าใบ
“ฟู่อ๋องคารวะท่านราชครูฉิน และฮูหยินฉิน”
ฮูหยินจิงหราน ยิ้มดวงตาเป็นประกายชื่นชมฮ่องฟู่ที่เคยมีโอกาสพบตั้งแต่อายุสิบสามปี
“เรียกท่านลุงเหมือนเคยท่านอ๋อง ไม่ต้องเกรงใจเชิญๆ เข้าไปในงานฉินเกอเตรียมจัดโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับท่านอ๋องแล้ว”
คนก่อนหน้ากลืนน้ำลายลงคอยากเย็น อยากจะสะกิดบอกท่านอ๋องว่า…. หนีไป
ฟู่อ๋องพาร่างสูงสง่า ยังที่นั่งกิตติมศักดิ์ที่ถูกเชิญผู้คนล้วนซุบซิบถึงรูปโฉมที่หล่อเหลาและท่าทีองอาจทว่าแววตากลับนิ่งเฉยเย็นชาราวกับเกล็ดหิมะ
ใต้เท้าฉินกลับไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งตรงกลาง
เสียงบรรเลงกู่เจิ้ง ดังแว่วมาจากด้านใน จิงชินในอาภรณ์สีขาวถูกหย่อนลงจากด้านบนพร้อมกับ บรรเลงเพลงกู่เจิ้งในมือ
สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องใบหน้าที่งดงามราวกับเทพีสวรรค์แหงนคอตั้งบ่ามองความงามทั้งหน้าผมและอาภรณ์ที่พลิ้วไหว แต่ละคนราวกับหลุดเข้าไปยังโลกหนึ่งที่มีเพียงจิงชินและเสียงกู่เจิ้ง เวลาเหมือนผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์รอที่จะเห็นหน้าจิงชินให้ชัดกว่านี้
“ติง ติ่ง ติง”ทว่ายังไม่ทันที่ร่างงดงามจะลงถึงพื้นให้ได้ชื่นชมกัน
ร่างอ้วนมหึมาก็วิ่งออกมาจากม่านสีแดงทำเอาหลายคนอ้าปากค้างกับอาภรณ์สีชมพูที่เหมือนนำมาห่อไว้กับร่างอ้วนตุ๊ต๊ะนั่น อีกทั้งยังดึงสายรัดเอวจนพุงปลิ้นออกมาเป็นชั้นๆ ถึงห้าชั้นรวมทั้งหน้าอก
ใต้เท้าฉินลุกขึ้นปรบมือเมื่อจิงเชียวปรากฏกายออกมา แต่บางคนถึงกลับถอนหายใจด้วยความรู้สึกอิดหนาระอาใจ หญิงงามที่เฝ้ามองกับถูกนางมารร่างอ้วนบดบังจนมองไม่เห็น
“ลูกพ่อ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เก่งเสียจริงฮ่าาาา”
จิงเชียวยิ้มร่า บังจิงชินจนมิดบางคนชะเง้อชะแง้มองหาจิงชินที่อยู่ด้านหลังได้ยินเพียงเสียงกู่เจิ้งและท่าร่ายรำที่แสนจะน่าเกลียดราวกับก้อนไขมันเคลื่อนตัวผ่านระลอกคลื่น
ฟู่ฉวีช่ายก้มหน้ายกจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจอก
เสี่ยวฝานก้มลงกระซิบดังๆ
“ท่านอ๋องบุตรีคนโตของใต้เท้าฉินตัวใหญ่ราวกับผานกู่ (ยักษ์) ”
“หุบปากเจ้าเสียเจ้าเคยเห็นผานกู่ด้วยหรือ”เสี่ยวฝานทำตัวลีบเล็ก
เสียงกู่เจิ้งพลิ้วไหวจนคนฟังเคลิบเคล้มแต่สะดุดตากับร่างตุ๊ต๊ะที่ร่ายรำตรงหน้าบางคนหลับตาเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นจิงเชียว จิงเชียวตั้งใจร่ายรำตามแบบที่นางในหอนางโลมสอนสั่ง ถึงเวลาที่เพลงกำลังจะจบจะต้องหมุนตัว พลิกร่างมหึมาวิ่งเข้าไปในฉากสีแดงด้านหลัง จิงเชียวหมุนตัวตามจังหวะทอดเสียงของกู่เจิ้ง เสียงอาภรณ์ปริขาดดังลั่น ผ้าสีชมพูที่ห่อหุ้มร่างกายอ้วนพีปริออกตามรอยตะเข็บที่ด้านข้าง ผิวเนื้อสีขาวที่ถูกรัดไว้ด้วยอาภรณ์กลับปลิ้นออกมาจากรอยตะเข็บหลายคนมองก้อนเนื้อที่ปริออกมาเบือนหน้าหนีภาพน่ารังเกียจนั่น จิงเชียวสูญเสียความมั่นใจในทันที เอาแต่พะวงกับอาภรณ์ที่ปริขาด พลันร่างอ้วนก็สะดุดชายกระโปรงตัวเอง ผู้คนตาอ้าปากค้างฟู่ฉวีช่ายทะยานขึ้นไปด้านบน คว้าร่างเล็กที่กำลังจะถูกร่างอ้วนมหึมาล้มทับไว้ในอ้อมแขน
“ตึง”
เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดจิงชิงถูกดึงออกจนพ้นรัศมีของร่างอ้วน จิงเชียวนอนหงายพุงยื่นไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้
“พี่อ๋องฟู่ช่วยข้าด้วย เปล่งเสียงแหบออกมาจากปาก"คางสามชั้นกระเพื่อมไปมา
“เจ้า”อ๋องฟู่ผลักร่างใหญ่ที่ไม่ไหวติงออก
แต่ออกแรงจนหมดรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดก็ยังไม่อาจผลักร่างของจิงเชียวออกได้
“เจ้าล้มทับน้องสาวที่บอบบางของเจ้าได้อย่างไร นางอาจถึงตายได้”
จิงเชียวยิ้มเจื่อนๆ ดิ้นกระแด่วกระแด่วลูกขึ้นไม่ไหว
ท่านฉินกับฮูหยินฉินรีบมาพยุงจิงเชียวแต่ก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อสองแรงแก่ชราไม่อาจยกร่างหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัมได้ไหว อี้เหลียวรีบพาบุรุษในจวนราชครูสองสามคนมาช่วยกันยกร่างอ้วนของจิงเชียว พากลับไฟยังห้อง
“คุณหนูเจ้าขาอย่าคิดมากเจ้าค่ะ”
อี้เหลียวยกของกินมาวางเรียงรายยามที่จิตใจทดท้อคุณหนูก็ยิ่งกินไม่สิยิ่งนางอารมณ์ดีนางก็ยิ่งกิน
“คิดมากเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจจั๊บๆๆๆๆ”
เคี้ยวไปด้วยพูดไปด้วยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากอาหารคาวหวานตรงหน้า
“คุณหนูใหญ่เจ้าขาอย่าปิดบังเลยเจ้าค่ะ นายหญิงให้ข้าน้อยนำของอร่อยมาคอยปลอบใจ เพราะนายหญิงรู้ว่าคุณหนูเสียใจที่ท่านอ๋องฟู่เอาแต่สนใจคุณหนูรอง”
“ไม่นะ ข้าไม่รู้สึกอะไรไม่ได้เสียใจด้วย ดีใจด้วยซ้ำที่พี่อ๋องฟู่เตือนข้ากลัวว่าข้าจะทำให้ จิงชินตาย”
อี้เหลียวถอนหายใจ จิงเชียวรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือนางแค่ปลอบใจตัวเอง
“แต่คุณหนูรองไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อยท่านเองก็ล้มไม่โดนนาง เป็นคุณหนูใหญ่เองที่ลุกไม่ขึ้นดิ้นกระแด๋วๆ แต่ท่านอ๋องกลับเลือกที่จะช่วยคุณหนูรอง”
อยากจะต่อคำว่าเพราะเห็นว่าฝั่งนั้นสวยกว่าแต่หยุดคำพูดไว้แค่นั้น
จิงเชียวยิ้มทั้งๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารเต็มปาก
“เขาทำถูกแล้วหากเป็นข้าก็จะช่วยจิงชินเหมือนกัน หากนางถูกข้าทับไปนางจะต้องเจ็บหนักแน่ ไม่พิการก็ตาย”
อี้เหลียวยังไม่ยอม
“ก็สมควรแล้วอาภรณ์ของคุณหนู นางตัดเย็บแบบไหนกันถึงจะปริขาดได้ให้อับอายคนอื่นเขา”
อี้เหลียวพูดในเรื่องที่สงสัยแต่หาหลักฐานไม่ได้
“เวลามีน้อยเจ้าอย่าโทษจิงชินเลยอี้เหลียว นางตัดเย็บอาภรณ์ให้ข้าทุกครั้งไม่มีปัญหาอะไรครั้งนี้อาจจะเพราะเวลาที่น้อยไป”
“คุณหนู เมื่อไหร่จะเลิกเป็นคนแบบนี้เสียที่เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านอ๋องตั้งใจเอาใจคุณหนูรองเห็นว่านางสวยกว่า ไม่ชายตามองท่านสักนิด”
“แต่เขาก็ช่วยดันข้าให้ลุกขึ้นนะ พี่อ๋องฟู่ก็ดีกับข้าเหมือนกัน อย่าว่าเขาเลยใครเห็นจิงชินก็ต้องชอบนาง”
อี้เหลียวทรุดกายลงบนเก้าอี้ โลกสดใสของจิงเชียวไม่มีใครทำลายลงได้จริงๆ เขาผลักนางยังมองในเแง่ดีว่าเขาช่วยดันให้ลุกขึ้น
ชีวิตของจิงเชียวจึงไม่มีคำว่าแค้นเคืองหรือโกรธใครสักคน นางจึงยังยิ้มและกินอย่างมีความสุข จะว่าไปแบบนี้ก็ดีแต่อี้เหลียวอยากจะให้คุณหนูของนางระแวดระวังให้มากกว่านี้กลัวใครจะอาศัยช่องนี้ของนางทำร้ายจิงเชียวจนเกินไป
“ท่านพี่ไม่ควรให้ลูกแต่งกับท่านอ๋องฟู่ฉวีช่าย”
“เพราะเหตุใดกันเล่าฮูหยิน ฟู่ฉวีช่ายองอาจหล่อเหลาแล้วยัง รู้จักมักคุ้นกับจิงเชียวของเรามาแต่ไหนแต่ไร”
“ท่านพี่ท่านไม่เห็นหรือว่าเขา มองแค่รูปลักษณ์ภายนอกมองจิงเชียวแค่หญิงอ้วนน่าเกลียดก็เท่านั้น”
“จิงเชียวของข้าน่ารังเกียจตรงไหนวันๆ นางก็ไม่เคยให้ร้ายใคร อีกทั้งยังมองผู้คนในแง่ดีเสมอ หากใครแต่งกับนางล้วนแต่โชคดี ถึงจะมีเมียอีกนับสิบนางก็คงไม่เที่ยวไปเกะกะระรานเมียอื่นของสามีแน่”
“ท่านพี่ท่านพูดแบบนี้กระทบถึงข้าหรือไม่”
“ฮูหยิน…ฮูหยินของข้าเองก็ไม่เคยระรานใคร มีแต่ข้าที่เผลอพลาดไปทำให้จิงชินเกิดมาฮูหยินของข้ายังใจดีรับจิงชินมาเลี้ยงดูราวกับลูกในไส้”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องฟู๋หากจิงเชียวของเราเหมาะที่จะเป็นภรรยาก็ควรจะเป็นภรรยาของใครก็ได้มิใช่หรือ”
“ข้าก็แค่หวังว่าอ๋องฟู่จะไม่รังเกียจนางและคิดถึงอดีตที่เคยวิ่งเล่นกับจิงเชียวมาก่อน และนั่นจะทำให้จิงเชียวหันมาใส่ใจตัวเอง กินให้น้อยลงก็เท่านั้น”
“หากท่านอ๋องฟู่ไม่แต่งจิงเชียวของเราเล่าท่านจะทำอย่างไร”
“กล้าพูดว่าไม่แต่งหรือ ดี ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทวันนี้ ให้มีราชโองการให้อ๋องฟู่ฉวีช่ายแต่งกับ จิงเชียวอย่างไม่มีข้อแม้”
จิงชินที่ยกชายามบ่ายมาให้ท่านราชครูกับฮูหยินจิงหรานยิ้มบางๆ ก้าวเดินเข้าไปในห้องที่ทั้งคู่กำลังหารือกัน
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
จิงหรานหันไปยิ้มกับจิงชิน
“ข้ายกชากับขนมก้อนอาหารว่างยามบ่ายมาให้ท่านทั้งสอง และมากล่าวคำขอโทษที่ทำให้พี่สาวจิงเชียวอับอายด้วยอาภรณ์ที่ข้าตัดเย็บ”
“ลุกขึ้น จะคุกเข่าทำไมกันเรื่องเล็กน้อยแค่นี้”
ใต้เท้าฉินตำหนิเบาๆ
จิงหรานเดินเข้าไปกุมมือจิงชินที่นั่งคุกเข่าสำนึกผิดกับพื้น สบตาอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของนางอีกทั้งใบหน้างดงามยามเศร้าสร้อยยิ่งน่าสงสารยิ่งนัก
“เรา…ข้ากับพ่อของเจ้าไม่ได้โกรธอะไรเจ้าเสียหน่อย เจ้าทำดีแล้วบรรเลงเพลงกู่เจิ้งยอมให้จิงเชียวออกไปร่ายรำต่อหน้าผู้คนแทนที่จะเป็นเจ้าได้แสดงความสามารถแล้วเผยความงดงามเพียงลำพัง แต่เจ้ากลับยอมทำตามที่ข้าขอก็ดีแค่ไหนแล้ว”
จิงชินยังก้มหน้าสำนึกผิด
“แต่พี่สาวก็อายคนทั้งงาน ที่อาภรณ์นางปริขาดแล้วยังล้มลงกับพื้น”
“อย่ากังวลไปจิงชิน ข้าดุเจ้าหรือท่านพ่อเจ้าดุเจ้าหรือ เราสองคนไม่เคยดุด่าแล้วอีกอย่างท่านพ่อของเจ้ายังตั้งใจทาบทามรองแม่ทัพจื้อกู่เพื่อเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นลูกสาวคนหนึ่งที่อ่อนหวานน่าเอ็นดูอีกทั้งตั้งแต่เจ้ามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยสร้างปัญหานางก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก มานั่งนี่ดื่มชากับของว่างกับข้ากับพ่อเจ้าดีกว่า ข้าหวังว่าต่อไปแค่เจ้าดีกับจิงเชียวเหมือนในตอนนี้ก็พอแล้ว จิงเชียวนางต่างจากเจ้าที่นางหวังแค่กินอิ่มนอนหลับก็มีความสุขแล้วต่อไปเจ้าก็แค่คอยส่งเสริมนางเคียงข้างนางเหมือนในตอนนี้”
จิงชินยอมลุกขึ้นแต่โดยดี
คุณอาจจะชอบ





