
อ้อนรักเจ้านาย
ตอน 2
และที่สำคัญคือเขายังโสด...
“อย่าบอกนะว่าเธอ...” ลูคัสหันมาสบตาดาริน สองมือทาบอก อ้าปากค้างดูลูกน้องมุดพื้นเป็นไส้เดือนอยู่หลังฉากกั้น ดารินไม่เคยบอกความลับเรื่องรักข้างเดียวแก่ใคร แต่ลูคัสก็เป็นคนช่างสังเกต ดูแค่แวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งมันคงจะดีกว่านี้ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ทายาทตระกูลเลย์เซล “ตระกูลเลย์เซลตั้งแต่รุ่นพ่อเป็นเพลย์บอยชนิดหาตัวจับได้ยาก คุณฟรานซิสคือฝันร้ายของผู้หญิงทุกคนนะ เขาเป็นบุคคลประเภทที่เธอควรนึกถึงเป็นคนสุดท้ายด้วยซ้ำ”
“มันก็อาจจะเป็นฝันดีสำหรับเรานี่คะ”
ดารินแอบโผล่ขึ้นมาจ้องมองร่างสูงใหญ่ด้วยแววตาเป็นประกายแสนหวาน มองตามเขาทุกฝีก้าวด้วยใจล่องลอย ยามเคลื่อนไหวฟรานซิสช่างองอาจดุดัน ยามสงบนิ่งเขาก็ช่างเยือกเย็นดุจเจ้าชายในนิยาย หรือแม้แต่เวลายิ้มเขาก็ช่างเจิดจ้าและอบอุ่น บางครั้งดารินก็เฝ้าถามสายลมแสงแดดว่าเทพเจ้าองค์ใดหนอที่ปั้นชายรูปงามเช่นนี้ขึ้นมาให้หญิงทั่วหล้าละเมอหา แล้วหญิงใดกันหนอจะเป็นผู้ได้ครอบครองสายตาของเขาไว้แต่เพียงผู้เดียว ดารินหายใจเข้าก็เฮ้อเธอ หายใจออกก็เฮ้อเธอ ใจเต้นตึกตักรัวแรงและยิ้มเคลิ้มจนลูคัสกุมขมับ
“เป็นเอามากนะเธอเนี่ย”
“เวลาเขายิ้ม น่ารักมากค่ะ ดูสิลูซี่ โลกสว่างสดใสเลย”
หัวใจของสาวช่างเพ้อล่องลอยทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอ่อนโยนของเขา หากอยู่ใกล้ๆ จะได้กลิ่นกายหอมจรุงใจจะเย้ายวน โปรยเสน่ห์อันตรายจนดารินหน้าแดงก่ำได้ทุกครั้ง หรือหากมองจากที่ไกลๆ เขาก็โดดเด่นตรึงสายตา ดารินจ้องมองริมฝีปากหนาน่าจูบของเขาแล้วคิดกระเจิดกระเจิง นึกชอบดวงตาสีอำพันเข้มดูนุ่มนวลและซับซ้อน ให้ความรู้สึกลึกลับยากจะเข้าถึงแต่อบอุ่นในเวลาเดียวกัน
“เธอคงจะลืมไปว่าเขามีฉายาว่าอะไร”
“ไม่ลืมหรอกค่ะลูซี่”
แบล็คเดมอน... ปีศาจทมิฬ... ใครๆ ต่างก็เรียกเขาเช่นนั้น แต่เธอคิดว่าไม่เลย เขาเป็นเทพบุตรต่างหาก...
ความหมายของชื่อเมืองลอสแอนเจลิสก็คือเมืองแห่งทูตสวรรค์ เพราะฉะนั้นเพ้อค่ะเพ้อ... ดารินกุมมือไว้บนอกข้างซ้าย พยายามบังคับหัวใจไม่ให้เต้นแรงไปนักเมื่อร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงมาที่เธอ ภาพก็ตัดไปที่เขาเข้ามาคุกเข่าขอเธอแต่งงานท่ามกลางเสียงปรบมือของทุกคน มีเสียงเพลงมาร์ชแต่งงานดังขึ้น เธอจูงมือเขาเข้าสู่ประตูวิวาห์ จากนั้นก็จูบกันหวานชื่นดูดดื่ม แต่พอภาพตัดกลับมา ฟรานซิสเดินผ่านแผนกของดารินแค่เพียงไม่กี่วินาทีเพื่อตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงานของสาวสวยรวยหน้าอกต่างหาก หล่อนเป็นพนักงานน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่วันนี้เอง
ฟรานซิสสบตาสาวสวย หญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายจึงยิ้มเขินทันที เขาคุยด้วยแค่ไม่กี่คำ ทั้งคู่ก็จุมพิตกันอย่างร้อนแรงแล้วจูงมือหายออกไปนอกบริษัทโดยไม่แคร์สายตาใคร ดารินแอบมองอยู่จึงหูตูบหางตกเหมือนหมาหงอยทันที
“ไงล่ะ ฝันดี ขนาดนั้นไม่ได้เริ่มฝันก็เฉาซะแล้ว คิดฝันหวานเป็นเทพนิยายอยู่ล่ะสิว่าท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่กับช่างภาพต๊อกต๋อยก้นแผนกจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขชั่วกาลนาน นิทานหลอกเด็กมันทำพิษภัยได้ขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย” ลูคัสกอดอก ทำเสียงจุปากในลำคอ เพราะใครก็ตามที่เผลอใจคิดชอบเขาคนนั้น วินาทีต่อมาก็รู้แล้วว่าต้องอกหักแน่ๆ ดารินจึงอ้อมแอ้มถามอย่างอายๆ
“ถ้าเทียบกับเธอคนนั้นกับริน... ใครสวยกว่ากันคะ”
“โถ แม่คุณ กระจกที่บ้านถ่านหมดเหรอยะ ไม่ต้องเงยหน้าดูก็รู้ว่าความสวยมันต่างกันราวหุบเหวนรกกับสวรรค์ชั้นฟ้าเลยล่ะย่ะ แน่นอนว่าหล่อนน่ะนรก!”
“แง”
“อย่ามาร้องนะยัยขี้เหร่” ลูคัสค่อยๆ นับนิ้วให้ดารินฟังจะได้ตาสว่าง “คุณฟรานซิสหน้าตาดี ติดอันดับหนุ่มเฟอร์เฟคทุกปี เขารวยและทำงานเก่งมาก ข้อนี้ฉันชื่นชม แต่ว่าเจ้านายของพวกเราคนนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องฟันแล้วทิ้งที่สุดด้วย! สถิติการล่าผู้หญิงคือวันละคน ขึ้นเตียงเสร็จปุ๊บก็ถือว่าจบ มีผู้หญิงในบริษัทไม่ต่ำกว่าร้อยคน ไม่นับรวมสาวๆ อีกนับไม่ถ้วนที่แก้ผ้าขึ้นเตียงกับเขาแล้วถูกทิ้งทันที”
“รินทราบค่ะ”
“อะไรที่ได้มาเร็วก็มักจะไปเร็ว ดาริน... ฉันขอเตือนในฐานะตุ๊ดอาวุโสเลยนะว่าอย่าเล่นกับไฟ”
“ค่ะ รินเข้าใจ” ดารินก้มหน้างุด สีหน้าเศร้าใจ เมื่อลูคัสเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานแล้ว เหลือดารินจมอยู่ในความคิดเพียงลำพัง ร่างบางจึงนั่งซึมกะทือ จ้องมองกล่องใบเล็กๆ ที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะ มันเป็นกล่องซึ่งดัดแปลงจากกล่องรองเท้า เธอหยิบมันขึ้นมาวางบนตักแล้วค่อยๆ เปิดฝากล่องออกอย่างทะนุถนอม ภายในกล่องอัดแน่นเต็มไปด้วยภาพถ่ายอิริยาบถต่างๆ ของฟรานซิสตลอดสามปีมานี้
หากใครต้องการรู้เรื่องของฟรานซิส ทุกคนก็สามารถเปิดดูได้จากหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนตและวิกิพีเดียได้เลย เขามีหุ้นส่วนในเลย์เซลครีเอชั่นซึ่งเป็นหุ้นที่เขาสรรหามาด้วยตนเอง จบจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกิน อายุสามสิบกลางๆ โปรไฟล์ไฮโซสูงล้ำทะลุฟ้าเสียจนดารินนึกสงสัยว่าภรรยาของเขาจะเป็นคนแบบไหน หญิงสาวผู้ได้รับเลือกคนนั้นคงจะเข้าร้านเสริมความงามเพื่อประทินโฉมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าทั้งวัน เธอคนนั้นคงจะต้องสวยเฉิดฉายและโก้หรู เป็นสาวสังคมที่เจิดจรัสมั่งคั่งไม่แพ้ฟรานซิสแน่นอน
“เขาชอบผู้หญิงผมยาว” ดารินหัวเราะพลางลูบผมสั้นๆ ของตัวเองอย่างเซื่องซึม ฟรานซิสควงสาวสวยไม่เคยซ้ำคนอย่างที่หัวหน้าบอก แต่ละคนผมยาวสลวย รูปร่างอวบอิ่มและสวยบาดตา รูปที่ดารินถ่ายเก็บสะสมไว้แต่ละรูปจึงล้วนแต่ทำให้ดารินยิ่งปวดหัวใจ
จูบ... กอด... หอมแก้ม... จับมือเดิน... ฉากเหล่านี้ปรากฎหลังเลนส์กล้องของดารินเสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ดารินไล่นิ้วไปตามรูปเหล่านั้นก่อนจะแนบแก้มลงบนโต๊ะ ที่ผ่านมาเธอกดชัตเตอร์จากที่ไกลๆ เพราะไม่อยากให้เขารู้ตัว แม้ว่าดารินจะไม่รู้ข้อมูลอะไรมากไปกว่าที่ฟรานซิสเคยให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ แต่ก็มากพอที่จะรู้ขนาดถึงว่าเขาชอบดื่มกาแฟร้านไหน ชอบใส่เสื้อสีอะไร รถคันโปรดคือคันไหน ถ้าหงุดหงิดเขาจะชอบสอดมือเข้าในกระเป๋ากางเกง รู้แม้กระทั่งว่าเขาชอบพาสาวๆ ไปพลอดรักที่ไหนด้วยซ้ำ
“เฮ้อ...” ร่างบางจ้องมองกระปุกออมสินของตัวเองแล้วหยิบเหรียญเพนนีขึ้นมาอธิษฐานเสี่ยงทาย ขอให้เฒ่าจันทราช่วยผูกด้ายแดงมัดผู้ชายคนนี้ไว้ให้หน่อย ไหนๆ จะเพ้อแล้วก็ขอเพ้อให้สุด
“ถ้าหยอดลงก็แปลว่าเราจะได้แต่งงานกับเขา แต่ถ้าหยอดไม่ลงแปลว่าทางใครทางมัน สาธุ!” ดารินพนมมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน L.A. รอบทิศ อะไรที่เขาว่าขลังๆ ก็ไหว้หมดก่อนจะหลับตาลงทำสมาธิแล้วหยอดเหรียญเสี่ยงชะตาขึ้นคาน
ปรากฏว่ามันไม่ลง
“ปัดโธ่!” ดารินกำหมัดแน่นพลางเม้มปาก กำเหรียญเพนนีเหรียญใหม่ไว้ในมือแล้วเล็งใหม่แม่นๆ ดวงตาลุกติดไฟแล้ว “ยังไงก็ต้องลงให้ได้สิ!”
ผ่านไปสิบนาทีกับการโยนเหรียญอย่างเอาเป็นเอาตายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บางทีสวรรค์คงลิขิตมาไว้แล้วว่าเธอกับเขาไม่มีวันได้คู่กัน... ดารินไม่อยากยอมแพ้ แต่ลืมไปว่าเหรียญกระทบพื้นโต๊ะส่งเสียงแกร็งๆ หนวกหูรบกวนชาวบ้าน ลูคัสจึงเดินมาเขกมะเหงกและเทศนาสั่งสอนจนดารินสลด
“เล่นอะไรเป็นเด็กๆ อยู่ยะ หนวกหู”
“ขะ...ขอโทษค่ะ คือรินกำลังเสี่ยงทาย ถ้าโยนเหรียญลงได้ก็จะสมหวัง” ลูคัสฟังเหตุผลแล้วเพลีย
“มานี่เลย ฉันจะคว้าให้หล่อนดูเป็นขวัญตาเอง จะได้เลิกติ๊งต๊อง”
ลูคัสกระแอมไอในลำคอ ถอยห่างจากขอบโต๊ะสองสามก้าว บิดสะโพกเล็กน้อยและขว้างเหรียญด้วยลีลาเหมือนนักเบสบอลให้ดูเป็นขวัญตา คุณพระช่วย! เหรียญมันดันลงจริงๆ ดารินตาโต ต้องรีบปิดปากเพื่อกลั้นเสียงกรี๊ดและยิ้มเขินหัวเราะอยู่คนเดียวแต่ลูคัสวางแฟ้มงานปึกใหญ่ให้ดังโครม ดับอารมณ์เพ้อจนแตกละเอียดยิบ
“งานนี้ต้องส่งก่อนสี่โมงนะยะ แล้วบ่ายโมงอย่าลืมไปที่สตูดิโอสองด้วย” หัวหน้าจับลูกน้องนวดขมับ “ถ้าฉันได้ยินเสียงโยนเหรียญปัญญาอ่อนของหล่อนอีก รับรองว่าฉันจะกินก้นคนย่าง!”
“ค่า ฮือ” ดารินโบกผ้าเช็ดหน้าอำลาทั้งน้ำตา เมื่อมองกองงานที่เธอต้องทำแล้วก็กลอกตาขึ้นฟ้า “เฮ้อ... ทำงานๆ ได้แล้วดาริน”
ดารินถอนหายใจ โยนกระปุกออมสินไปกองรวมกับกล่องใส่เงินบริจาคเพื่อการกุศล ตั้งใจเด็ดขาดเป็นแน่วแน่ว่าจะเลิกบ้า เลิกตามถ่ายรูปเขาเหมือนพวกสตอล์กเกอร์ [1] อีก ดารินจึงโยนรูปถ่ายทั้งหมดทิ้งลงถังขยะแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้ทันส่งรูปขึ้นแท่นพิมพ์
งานคือเงิน เงินคืองาน ดารินอดทนต่อความรู้สึกมากมายที่กำลังรบเร้าใจตนเองอยู่ ร่างบางเดินวนไปวนมาที่หน้าถังขยะตอนสิบโมงแล้วกลับไปทำงาน พอสิบเอ็ดโมงก็กลับไปวนหน้าถังขยะอีก แม้จะพยายามเลิกสนใจแต่ว่าจนแล้วจนรอดดารินก็กลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องเขาคนนั้นอีกจนได้
“ยังไงเราก็ทิ้งไม่ลง”
ดารินเท้าคาง เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ มองซ้ายมองขวาแล้วรื้อรูปเหล่านั้นจากถังขยะกลับขึ้นมาเรียงดู ดารินหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งซึ่งถ่ายได้โดยบังเอิญ เป็นรูปที่เห็นแค่เสี้ยวหน้าแบบเบลอๆ ดูแทบไม่ออกว่าเป็นใคร แต่ดารินจ้องมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเพราะนี่คือภาพถ่ายใบแรกของฟรานซิสที่เธอมี ต่อให้ถ่ายเละกว่านี้เธอก็จำเขาได้
“ขอเก็บเฉพาะรูปนี้ไว้ก็แล้วกัน”
ดารินถอยหายใจดังเฮ้อแล้วซ่อนรูปนั้นไว้หลังกรอบรูปครอบครัวซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ ถึงจะแม้ฟรานซิสจะมีผู้หญิงมากหน้าหลายตารายล้อมตลอดเวลา แต่เขาก็ชอบที่จะอยู่คนเดียวตามลำพังมากกว่า หากเทียบสีหน้าในรูปถ่ายกันแล้ว ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีดวงตาสีอำพันเข้มของเขาไม่เคยยิ้มเลย รูปถ่ายหลายใบของเขามีแววตาหม่นแสงเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างในใจ... เขาดูเศร้ามากเลย
คนระดับเขายังมีเรื่องเศร้าอะไรอีกนะ
ดารินซบหน้าลงบนแขน ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า คนอื่นที่อยู่รอบตัวเขาจะรู้สึกเหมือนเธอบ้างไหมนะ แววตาของฟรานซิสเหมือนสายธนูที่ขึงตึงไว้จนเครียด รอวันระเบิดออก และในรอบสามปีมานี้ที่เธอเก็บข้อมูลของเขา ฟรานซิสไม่คุย ไม่มองหน้า ไม่สนใจไยดีอะไรพ่อของตนเองซึ่งเป็นประธานบริหารสูงสุดเลยสักนิดเดียว
เพราะอะไรกันนะ?
...............................
[1] Stalker พวกโรคจิตชนิดสะกดรอย
คุณอาจจะชอบ





