ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย  เลือนรักฮูหยินจำเป็น

เลือนรักฮูหยินจำเป็น

เมื่อครอบครัวถูกกวาดล้างและบิดาถูกฆาตกรรมอย่างมีเงื่อนงำ หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เหลือรอดจึงต้องอำพรางตัวตนเพื่อสืบหาความจริงและล้างมลทินให้ตระกูล เป้าหมายเดียวของนางคือการเข้าหาบุรุษผู้กุมกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาสูญเสียความทรงจำทั้งหมดไปหลังถูกลอบทำร้ายอย่างปริศนา ท่ามกลางอันตรายที่รายล้อม นางจะสามารถเปิดโปงคนร้ายและทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่ในขณะที่ความหวังเพียงหนึ่งเดียวเลือนหายไป
ตอน
แชร์

ตอน 2

สองเท้าพาร่างอ่อนระโหยโรยแรงเดินมาจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ศูนย์กลางทิศตะวันออกของเมืองหลวง กำแพงสูงทอดยาวจรดริมฝั่งแม่น้ำอวี้อัน หน้าประตูไม้บานใหญ่ประดับรูปปั้นสิงโตยักษ์สองตัว มีองครักษ์เฝ้ารักษาการณ์อย่างแน่นหนา

ซุนฟางหรง รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก้าวขึ้นบันไดสูงชันตรงไปหาองครักษ์สองนายที่ยืนประจำการอยู่

“เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” องครักษ์ทั้งสองรีบเดินมาขวางทางไว้อยางรวดเร็ว

“จงไปซะ นี่คือจวนเว่ยชิงโหว มิใช่ที่สำหรับขอทานอย่างเจ้า” หนึ่งในนั้นตวาดเสียงเข้ม

ซุนฟางหรงก้มมองตนเอง ทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมา สภาพของนางไม่ต่างไปจากขอทานเร่ร่อนสักเท่าใดนัก ทั้งสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าเก่าขาดส่งกลิ่นเหม็นชวนให้ผู้หลีกหนี เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนเปรอะเปื้อนราวกับไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเวลานาน

ใครจะไปคิดล่ะว่าการที่สตรีนางหนึ่งเดินทางไกลหลายพันลี้จากชายแดนใต้มายังเมืองหลวงจิ้งคังเพียงลำพัง สามารถเปลี่ยนจากคนงามให้กลายเป็นขอทานต่ำต้อยน่ารังเกียจเช่นในตอนนี้ได้

“พี่ชายทั้งสอง ข้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนาน ใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะมาถึงนี่ ไม่ทราบว่าที่นี่คือจวนเว่ยชิงโหวใช่หรือไม่ รบกวนพวกท่านช่วยไปรายงานกับท่านโหวให้ทีว่ามีสหายเดินทางมาจากแดนไกลตามคำสัญญา” ซุนฟางหรงกล่าวกับคนทั้งสองด้วยความเกรงอกเกรงใจ

“สหาย?”

สายตาขององครักษ์มองสำรวจหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สตรีแปลกหน้านางนี้ไม่มีส่วนใดคล้ายจะเป็นสหายกับเว่ยชิงโหวได้เลยแม้แต่น้อย

“เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากที่ใดงั้นรึ” องครักษ์นายหนึ่งเอ่ยถามออกมา

“เมืองเว่ยหนาน ชายแดนใต้เจ้าค่ะ”

องครักษ์ทั้งคู่หันมองสบตากันเล็กน้อย

“ดูเหมือนเมื่อครึ่งเดือนก่อนท่านโหวถูกลอบทำร้ายที่เมืองเว่ยหนานใช่หรือไม่”

“หรือแม่นางผู้นี้จะเป็นสหายที่ท่านโหวรู้จักยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานจริงๆ”

“แต่นี่จะยื่นยันได้อย่างไร”

ซุนฟางหรงได้ยินที่องครักษ์ทั้งสองพูดคุยปรึกษากัน ดังนั้นจึงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากห่อผ้าที่สะพายอยู่แนบอกและยื่นให้กับพวกเขา

เมื่อองครักษ์เปิดอ่านข้อความในกระดาษ หนึ่งในนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้ที่อยู่ด้านในทันที

“แม่นางโปรดรอสักครู่” องครักษ์อีกนายที่ยืนเฝ้าอยู่เอ่ยกับหญิงสาว

“ได้เจ้าค่ะ”

ซุนฟางหรงได้แต่รอคอย นางเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางมาเป็นระยะเวลานานไม่ได้หยุดพักค่อยๆ แสดงอาการออกมา ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวจนองครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

“แม่นาง...สีหน้าของเจ้าย่ำแย่มาก นั่งพักก่อนสักครู่ดีหรือไม่”

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนบันไดหน้าจวนโหว ผู้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกแปลกประหลาดเมื่อเห็นว่าสตรีขอทานนางนี้ไม่ได้ถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ไล่ตะเพิดออกมาเช่นคนอื่นๆ

ซุนฟางหรงอ่อนล้าเป็นอย่างมาก ดวงตาของนางหนักอึ้ง เรื่องราวต่างๆ มากมายที่นางเผชิญมาก่อนหน้านี้หนักหนาเกินกว่าสตรีนางหนึ่งจะแบกรับ

หญิงสาวกอดเข่าตนเองไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนโคลนซุกลงบนหน้าขาที่ถูกชันขึ้นมา สายลมยามเย็นพัดผ่านจนร่างกายสั่นสะท้าน

นางดั้นด้นมายังเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลเพื่อพบกับบุรุษผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะยังจดจำนางได้อยู่หรือไม่

หากเขาไม่ยินยอมออกมาพบหน้า เช่นนั้นนางควรทำอย่างไรต่อไป

“เจ้าเป็นใคร”

ขณะที่สติของหญิงสาวคล้ายจะหลุดลอยไปไกล ประตูจวนโหวก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงทุ้มที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ

ซุนฟางหรงมองเห็นใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดเรียบง่ายทะมัดทะแม่งเฉกเช่นคนฝึกยุทธ์ยืนบังแสงแดดที่ส่องผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และกระทบถูกนางเข้าพอดี

“ท่านโหว...” เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาคือบุรุษที่นางเฝ้าตามหา

รูปโฉมของเขาในยามนี้ดูดีมากกว่าครั้งแรกที่เจอกันหลายเท่านัก แม้ร่างกายจะซูบผอมลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้ายังคงหล่อเหลาคมคายเช่นเดิม

“เจ้ารู้จักข้า?” เขาทวนถามด้วยความสงสัย

ซุนฟางหรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลทำให้ร่างบางเสียหลักเกือบตกจากบันไดสูงชัน ทว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้คว้าตัวนางเอาไว้ได้ก่อน

ร่างมอมแมมของนางจึงตกอยู่ภายในอ้อมกอดของเขา

เกิดเป็นภาพที่สร้างความขัดแย้งขึ้นในใจของผู้พบเห็น

หนึ่งสตรีที่มีสภาพไม่ต่างไปจากขอทานข้างถนน กับหนึ่งบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามราวภาพวาดเทพเซียนบนสรวงสวรรค์

คนหนึ่งสถานะสูงส่งไม่อาจเอื้อม อีกคนดูจากภายนอกก็รู้ว่าสถานะคงต่ำต้อยจนไม่อาจจะมายืนประจันหน้ากันได้

“ดูเหมือนข้าจะจำไม่ได้ว่าเคยมีสหายเช่นเจ้า” ดวงตาคมมองสำรวจสตรีในอ้อมแขนรอบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออกจากตัวนาง

ในสายตาของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจดังเช่นสายตาของคนอื่นๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เป็นนางเองเสียอีกที่รู้สึกรังเกียจตนเองในตอนนี้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าบุรุษรูปงามเช่นเว่ยชิงโหวไม่ว่าสตรีใดย่อมต้องเกิดความประหม่า

“ท่านจำข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

แต่เมื่อเห็นใบหน้าครุ่นคิดของอีกฝ่าย หัวใจของหญิงสาวคล้ายกับถูกบีบแน่นจนอึดอัดไปหมด

“เจ้าบอกว่ามาจากเมืองเว่ยหนาน จดหมายฉบับนี้เป็นข้าที่มอบให้กับเจ้าด้วยตนเองงั้นหรือ?”

ซุนฟางหรงมองกระดาษที่อยู่ในมือของเว่ยชิงโหว ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบรับ

“ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองจึงมอบจดหมายให้เจ้ามาหาที่เมืองหลวง เรื่องราวยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานข้าลืมไปหมดแล้ว” เว่ยชิงโหวเอ่ยตัดบท

“นี่...ท่าน ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆ รึ” น้ำเสียงของนางฟังดูแตกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก

“ระหว่างอยู่ที่เมืองเว่ยหนาน เจ้าบังเอิญให้ความช่วยเหลือข้าไว้ใช่หรือไม่”

เนื้อความในจดหมายเขียนไว้สั้นๆ ว่าให้นางเดินทางมายังเมืองหลวง ตัวหนังสือนั้นเร่งรีบไม่เรียบร้อย แสดงว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บระหว่างที่เขียนข้อความ

เป็นไปได้มากว่าสตรีนางนี้อาจจะให้การช่วยเหลือเขาไว้ในยามลำบาก แต่เพราะไม่อาจตอบแทนบญคุณได้ในตอนนั้นจึงทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้แทน

เรื่องที่เว่ยชิงโหวสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปนั้นไม่ได้ประกาศแก้คนนอก ทว่าผู้คนในราชสำนักล้วนรู้กันเป็นอย่างดี น่าแปลกที่หลังจากเขาได้สติเพียงไม่กี่วัน จู่ๆ ก็มีสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งเดินทางมาหาจากเมืองเว่ยหนาน

ไม่รู้ว่านางเป็นคนรู้จักของเขาจริงๆ หรือเป็นหมากที่ศัตรูส่งมากันแน่

“ตอนนั้นข้าบังเอิญพบท่านถูกธนูยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงพาท่านกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านของข้า” คำพูดของนางไม่ได้ต่างไปจากที่เขาคิดไว้มากนัก

“ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ เช่นนั้นข้าก็ต้องตอบแทนบุญคุณของเจ้าเป็นอย่างดี”

ดวงตาคมของเว่ยชิงโหวปราดมองสตรีเบื้องหน้าอย่างสำรวจครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือออกไปด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวคำพูดใด คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายรีบนำถุงเงินวางลงบนฝ่ามือของบุรุษสูงศักดิ์

“นี่คือค่าตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือของเจ้า”

ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ เขายื่นถุงเงินใบนั้นส่งให้กับหญิงสาว

นางมองถุงที่บรรจุเงินไว้จนแน่นสลับกับใบหน้าแข็งกร้าวราวหยกสลักของเว่ยชิงโหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมเต็มไปด้วยความสับสน ในที่สุดก็ตัดสินใจกล่าวประโยคหนึ่งออกมา

“ข้าเดินทางไกลจากชายแดนใต้มาจนถึงเมืองหลวงแห่งนี้มิใช่เพราะต้องการเงินทองของท่าน”

“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด”

“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด เพียงต้องการทวงถามสัญญาที่ท่านบอกว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี”

“รับผิดชอบงั้นรึ ข้าต้องรับผิดชอบเรื่องใด”

“ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว สิ่งที่ท่านต้องรับผิดชอบก็คือตัวข้า”

ภรรยา?

เขามีภรรยาตั้งแต่เมื่อใดกัน...

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ซูเยว่ซินทะลุมิติ1970
9.4
เมื่อเชฟสาวฝีมือดีต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันเพียงเพราะโชคร้ายติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นธนาคารจนโดนลูกหลงเสียชีวิต วิญญาณของเธอกลับไม่ได้ไปสู่สุคติแต่ดันทะลุมิติย้อนเวลากลับไปยังยุคปี 1970 แทน ท่ามกลางความลำบากและสภาพสังคมที่แตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอจะใช้ทักษะการทำอาหารและไหวพริบที่มีเพื่อเอาตัวรอดในร่างใหม่และเริ่มต้นชีวิตครั้งที่สองในอดีตได้อย่างไร ติดตามการผจญภัยที่เต็มไปด้วยรสชาติและโชคชะตาที่พลิกผันได้ในเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย จากนางแบบสู่สตรีอ้วนหมู่บ้านโจวตง
9.6
ชิงหลิง นางแบบสาวและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังผู้มีไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบ ทั้งการดูแลตัวเองและทำคอนเทนต์สุขภาพจนมีผู้ติดตามมหาศาล วันหนึ่งขณะกำลังไลฟ์สดทานอาหารและพูดคุยกับแฟนคลับอย่างสนุกสนาน อุบัติเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเศษอาหารติดคอจนเธอเริ่มขาดอากาศหายใจ แม้จะพยายามช่วยเหลือตัวเองแต่เธอกลับห่วงภาพลักษณ์จนไม่กล้าลงแรงกระแทกท้องแรงๆ สุดท้ายเธอสิ้นใจลงอย่างโดดเดี่ยวหน้ากล้องไลฟ์สดที่ยังคงทำงานอยู่ โดยไม่มีใครสามารถส่งความช่วยเหลือไปได้ทันเวลาเพราะเธอปกปิดที่อยู่เป็นความลับมาตลอด
หน้าปกนวนิยาย ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。
9.0
เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของอาจารย์ผู้เป็นที่รัก ไป๋เหม่ยหลานยอมรับโทษทัณฑ์แสนสาหัสจากสำนักเซียวเหยาจนสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว เมื่อได้รับโอกาสให้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางจึงปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนและตัดขาดจากความสัมพันธ์ในอดีตให้สิ้นซาก ทว่าโชคชะตากลับไม่เป็นใจ เมื่ออดีตอาจารย์ที่นางเคยภักดีกลับก้าวเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางจะจัดการกับวาสนาที่ไม่อยากจำนี้อย่างไรในภพชาตินี้
หน้าปกนวนิยาย ลิขิตเสน่หามนตรารัตติกาล
8.8
โชคชะตาหรือมนตราลึกลับที่นำพา รุ้งราตรี ให้ตกอยู่ใต้อ้อมกอดของแดเนียล แวมไพร์ผู้มีหัวใจเย็นชามาแสนนาน เพียงสบตาและสัมผัสแรกเธอกลับรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงไปด้วยความหวั่นไหวอย่างรุนแรง แม้จุมพิตเดียวจะทำให้เขาปักใจเชื่อว่าเธอคือเนื้อคู่ที่ตามหา แต่รุ้งราตรีกลับพยายามถอยห่าง ทว่าด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้เธอไม่มีทางเลือก นอกจากต้องหวนคืนสู่คฤหาสน์อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับความเร่าร้อนที่ยากจะต้านทานไหว
หน้าปกนวนิยาย เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต
8.2
อดีตหนุ่มออฟฟิศในกรุงเทพฯ ผู้เคยใช้ชีวิตธรรมดาได้หวนคืนสู่เมืองไทยอีกครั้งในฐานะยมทูตมือใหม่ แต่การทำงานวันแรกกลับไม่ง่าย เมื่อดาวเหนือต้องเผชิญกับเหตุระเบิดเพลิงครั้งใหญ่ที่สั่นประสาทจนเขาเผลอวิ่งหนีตายสุดชีวิตราวกับลืมไปว่าตนเองสิ้นอายุขัยไปแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาถูกรุ่นพี่ตะโกนสั่งให้ตั้งสติและเร่งนำวิญญาณเหยื่อไปส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่สูทแดงตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณในโลกหลังความตายที่เต็มไปด้วยอันตรายและภารกิจสุดระทึก
หน้าปกนวนิยาย จอมเสเพลอย่างท่านอย่ามาเกี้ยวข้า!
8.1
เมื่อถูกคู่หมั้นทอดทิ้งอย่างไม่ใยดีพร้อมประกาศตัดสัมพันธ์กลางที่สาธารณะจนต้องอับอาย หญิงสาวจึงตัดสินใจหันหลังให้ความช้ำรัก ทว่าจู่ๆ อดีตคนรักผู้เสเพลกลับพยายามตามตื้อและวุ่นวายในชีวิตนางไม่เลิกรา แม้เขาจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายเพียงใด แต่นางก็ตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมใจอ่อนหรือหลงกลคนเจ้าชู้เช่นเขาอีกต่อไป เรื่องราวความรักปนความแค้นนี้เป็นภาคต่อที่อ่านแยกได้จากผลงานเรื่อง ช่วยข้าที สองสามีของข้าคือท่านอ๋องจอมโหด