ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย  เลือนรักฮูหยินจำเป็น

เลือนรักฮูหยินจำเป็น

เมื่อครอบครัวถูกกวาดล้างและบิดาถูกฆาตกรรมอย่างมีเงื่อนงำ หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เหลือรอดจึงต้องอำพรางตัวตนเพื่อสืบหาความจริงและล้างมลทินให้ตระกูล เป้าหมายเดียวของนางคือการเข้าหาบุรุษผู้กุมกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาสูญเสียความทรงจำทั้งหมดไปหลังถูกลอบทำร้ายอย่างปริศนา ท่ามกลางอันตรายที่รายล้อม นางจะสามารถเปิดโปงคนร้ายและทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่ในขณะที่ความหวังเพียงหนึ่งเดียวเลือนหายไป
ตอน
แชร์

ตอน 3

แม้จะได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเว่ยชิงโหวยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์

เมื่อครู่หลังจากได้รับรายงานว่ามีสตรีแปลกหน้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนานพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เป็นลายมือของเขา ชายหนุ่มจึงเร่งรุดออกมาดูด้วยตนเอง

เขาพบว่าสตรีนางนี้เป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น เหตุใดนางจึงได้กล่าววาจาเหลวไหลมากมายถึงเพียงนี้

“ท่านโหว ข้าก็คือภรรยาของท่าน”

เมื่อสตรีแปลกหน้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา องครักษ์ที่รับฟังอยู่ด้านข้างต่างมีสีหน้าตลกขบขันไปตามๆ กัน ดูท่านางจะเสียสติไปแล้วจึงกล้าแอบอ้างว่าตนเองเป็นภรรยาของเว่ยชิงโหว

“ข้ากับท่านพวกเราบังเอิญพบกันที่เมืองเว่ยหนาน ก่อนท่านจากมาท่านได้มอบของสิ่งนี้ให้กับข้าทั้งยังรับปากว่าจะแต่งตั้งข้าเป็นฮูหยินของท่าน”

ซุนฟางหรงเร่งรีบอธิบาย เมื่อนางหยิบ ‘สิ่งของ’ บางอย่างออกมาจากห่อผ้าที่คาดอยู่กลางอก ใบหน้าของเว่ยชิงโหวและองครักษ์ที่ยืนอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปในทันที

“พู่หยกชิ้นนี้ท่านทิ้งไว้ให้ข้าพร้อมกับจดหมายฉบับนั้น...”

ถังหมิงคว้าสิ่งของในมือสตรีแปลกหน้ามาตรวจดูอย่างรวดเร็ว

เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่คือพู่หยกประจำตระกูลซึ่งเป็นของสำคัญที่เขาพกติดกายมาโดยตลอด ใบหน้าราบเรียบก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

“เหตุใดของสิ่งนี้จึงอยู่กับเจ้า” น้ำเสียงกดต่ำเย็นชา

“นี่เป็นของที่ท่านมอบให้ข้า” หญิงสาวรู้สึกหวาดเกรงเมื่อถูกจ้องมองอย่างจับผิด

“โกหก”

เว่ยชิงโหวแทบจะตวาดใส่ แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่เป็นบริเวณหน้าจวนไม่สะดวกพูดคุยจึงสงบใจลง ก่อนจะคว้าข้อมือสตรีที่อ้างตนว่าเป็นภรรยาของเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว

ซุนฟางหรงไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากลากถูไปตามทางเดินกว้าง แม้ข้อมือที่ถูกจับไว้แน่นจะชาจนแทบไร้ความรู้สึกแต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยโวยวายออกมา หญิงสาวได้แต่อดทนให้ร่างสูงลากจูงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในจวนใหญ่โตกว้างขวางของเขา

ซุนฟางหรงถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เว่ยชิงโหวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขามองดูพู่หยกในมือครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้กลางโถงจากนั้นจึงเอ่ยปากสอบสวน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการโกหกแอบอ้างว่าเป็นภรรยาของข้านั้นจะต้องรับโทษหนักหนาเพียงใด” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขู่

“ข้า ข้าไม่ได้โกหก” นางเอ่ยหนักแน่น แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความกังวลแต่ก็ไร้ซึ่งความขาดเขลา

“เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง” สายตาของเว่ยชิงโหวแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกเหยียดหยาม

“จดหมายฉบับนั้นเป็นลายมือของท่านหรือไม่ พู่หยกชิ้นนี้ใช่ของท่านโหวหรือไม่ ข้าแสดงหลักฐานไปทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ท่านโหวไม่ยินยอมจะเชื่อ” นางเอ่ยโต้

“บังอาจ ท่านโหวเป็นบุคคลเช่นไร แล้วเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งกับพู่หยกชิ้นหนึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้ากับท่านโหวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันงั้นหรือ” เฉิงกวงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างดุดัน

“ข้าไม่รู้ว่าท่านโหวจดจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือรังเกียจที่ข้าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ในวันนั้นท่านดื่มสุราเพื่อระงับความเจ็บปวดของบาดแผลจากลูกธนู บ้านของข้ายากจนไม่มียารักษานอกจากสมุนไพรที่เก็บได้บนเขา อีกทั้งท่านไม่ต้องการให้ข้าตามหมอมารักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากที่ไข้ขึ้นสูงข้าปรนนิบัติดูแลอยู่ข้างกายท่าน ด้วยความเมามายบวกกับพิษไข้ทำให้มีเรื่องเรื่องเกินเลยเกิดขึ้น ทว่าหลังจากที่ท่านได้สติก็ยืนยันกับข้าเองว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงทิ้งหยกล้ำค่ากับจดหมายไว้ให้”

ซุนฟางหรงแสร้งกล่าวด้วยอารมณ์โกรธทั้งยังลื่นไหลราวกับทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริง

“ข้ารู้ดีว่าท่านกระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงแม้ข้าจะกลายเป็นสตรีของท่านแล้วแต่ก็ไม่คิดเรียกร้องหาความรับผิดชอบใด ดังนั้นเมื่อข้ารู้ว่าที่แท้แล้วท่านมีสถานะสูงส่งมากมายถึงเพียงนี้ก็ตัดใจที่จะมาตามคำบอกกล่าวในจดหมาย”

“ในเมื่อตัดใจแล้ว เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้” ถังหมิงรับฟังด้วยใบหน้าราบเรียบ สองมือประสานอยู่บนหน้าขาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้ว

“เป็นเพราะหลังท่านจากไปก็มีมือสังหารติดตามมาถึงบ้านของข้า พวกมันเผาทำลายกระท่อมหลังเล็กที่ข้าอาศัยอยู่ ทำให้ข้าไร้บ้านให้กลับ ไร้ที่ให้ไป หากยังรั้งอยู่ที่เมืองเว่ยหนานก็อาจถูกคนพวกนั้นจับตัวได้ในสักวัน ข้าจึงเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าเร่ร่อนด้วยความยากลำบาก เดินทางมาตลอดไม่ได้หยุดพัก ไม่ง่ายเลยกว่าจะตามหาท่านจบพบ” นางเอ่ยอธิบายอย่างอ่อนล้า สภาพของนางดูเหมือนคนที่รอนแรมเดินทางมาไกลจริงๆ

“คำพูดของเจ้าแม้จะมีบางส่วนเชื่อถือได้ แต่ข้าคงไม่อาจยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตอนนี้ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าพบกับเจ้าเมื่อใด และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันเช่นไร”

“ท่านโหวหมายความว่าอย่างไร”

“บอกเจ้าตามตรง หลังกลับมาจากเมืองเว่ยหนานข้าก็สลบสไหลไปนานกว่าครึ่งเดือน เพิ่งฟื้นคืนสติเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เพราะศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจึงทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ข้าอยู่เมืองเว่ยหนานจนได้บังเอิญพบเจ้าเหล่านั้น ข้าลืมเลือนไปจนหมดแล้ว”

สูญเสียความทรงจำไปบางส่วนงั้นหรือ...

หมายความว่า...เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ลืมไปจนหมดแล้วจริงๆ

“ที่แท้ท่านโหวก็จำข้าไม่ได้นี่เอง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านรังเกียจสตรีบ้านๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้า เช่นนั้นข้าจะถือว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันเจ้าค่ะ หยกล้ำค่านี้ถือว่าข้านำมันมาคืนท่าน ส่วนจดหมาย…ก็ถือซะว่าท่านไม่ได้เขียน” หญิงสาวเอ่ยอย่างขุ่นเคือง

“ถึงแม้เว่ยชิงโหวจะจำเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เจ้าเล่าจะเป็นความเท็จ”

องค์หญิงใหญ่จางอี้หนิงเดินเข้ามาภายในห้องโถง พร้อมกับข้ารับใช้คนสนิท เมื่อเห็นมารดา เว่ยชิงโหวจึงเดินไปประคองนางมานั่งพักที่เก้าอี้ด้านข้างตนเองอย่างใส่ใจ

“ท่านแม่ ท่านอย่าได้หลงเชื่อคำพูดของนาง” น้ำเสียงของเว่ยชิงโหวยามสนทนากับมารดาผู้ให้กำเนิดแตกต่างจากที่สนทนากับผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

ซุนฟางหรงทราบดีว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ก็คือองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ พระเชษฐภคินีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระมารดาแท้ๆ ของเว่ยชิงโหว หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระพักร์โดยตรง แต่ก็ทราบดีว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาอันคมกริบ

“หากนางเป็นผู้ที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้จริงๆ เล่า นางเดือนร้อนเพราะเจ้า บ้านของนางถูกเผา ทั้งยังถูกตามล่าเอาชีวิต หากเจ้าไม่ตอบแทบบุญคุณทั้งยังไล่นางไป เช่นนั้นไม่นับว่าเป็นคนอกตัญญูหรอกหรือ อีกอย่างลายมือบนจดหมายนี่ก็เป็นลายมือของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน” องค์หญิงใหญ่กล่าวขณะพินิจลายมือบนจดหมายที่อยู่ในมือบุตรชาย

“ยามนี้ลูกจดจำเรื่องที่นางกล่าวมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”

“ในเมื่อจดจำไม่ได้ แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่านางโกหก” จางอี้หนิงย้อนถามบุตรชาย

“ท่านแม่ก็รู้ดีว่าลูกมิใช่บุรุษเสเพลที่ไม่รู้จักระงับความต้องการของตัวเองเช่นนั้น” ถังหมิงยังคงโต้แย้ง

“บุรุษสตรีวัยเช่นพวกเจ้า เมื่ออยู่เพียงลำพังสองต่อสองยากจะระงับความต้องการไว้ได้…อีกอย่างนางก็หาใช่สตรีขี้ริ้วขี้เหร่ หากได้ขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อยก็คงกลายเป็นบุปผาที่งดงาม”

ซุนฟางหรงไม่คิดเลยว่าองค์หญิงใหญ่จะเป็นผู้ที่ช่วยแก้ต่างแทนนาง

“เช่นนั้นท่านแม่จะให้ข้าแต่งตั้งสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางเป็นฮูหยินงั้นหรือ” ถังหมิงไม่ต้องการถกเถียงกับมารดาอีกต่อไป ทั้งยังล่วงรู้ความคิดของนางเป็นอย่างดี

“ในเมื่อตอนนี้ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับคืนมาก็ให้นางอาศัยอยู่ในจวนไปก่อนเป็นอย่างไร อีกอย่างก็ใช่ว่าจะแต่งนางเป็นฮูหยินไม่ได้” จางอี้หนิงกล่าวอย่างมีเลศนัย พร้อมกับพินิจมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ซูเยว่ซินทะลุมิติ1970
9.4
เมื่อเชฟสาวฝีมือดีต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันเพียงเพราะโชคร้ายติดอยู่ในเหตุการณ์ปล้นธนาคารจนโดนลูกหลงเสียชีวิต วิญญาณของเธอกลับไม่ได้ไปสู่สุคติแต่ดันทะลุมิติย้อนเวลากลับไปยังยุคปี 1970 แทน ท่ามกลางความลำบากและสภาพสังคมที่แตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอจะใช้ทักษะการทำอาหารและไหวพริบที่มีเพื่อเอาตัวรอดในร่างใหม่และเริ่มต้นชีวิตครั้งที่สองในอดีตได้อย่างไร ติดตามการผจญภัยที่เต็มไปด้วยรสชาติและโชคชะตาที่พลิกผันได้ในเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย จากนางแบบสู่สตรีอ้วนหมู่บ้านโจวตง
9.6
ชิงหลิง นางแบบสาวและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังผู้มีไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบ ทั้งการดูแลตัวเองและทำคอนเทนต์สุขภาพจนมีผู้ติดตามมหาศาล วันหนึ่งขณะกำลังไลฟ์สดทานอาหารและพูดคุยกับแฟนคลับอย่างสนุกสนาน อุบัติเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเศษอาหารติดคอจนเธอเริ่มขาดอากาศหายใจ แม้จะพยายามช่วยเหลือตัวเองแต่เธอกลับห่วงภาพลักษณ์จนไม่กล้าลงแรงกระแทกท้องแรงๆ สุดท้ายเธอสิ้นใจลงอย่างโดดเดี่ยวหน้ากล้องไลฟ์สดที่ยังคงทำงานอยู่ โดยไม่มีใครสามารถส่งความช่วยเหลือไปได้ทันเวลาเพราะเธอปกปิดที่อยู่เป็นความลับมาตลอด
หน้าปกนวนิยาย ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。
9.0
เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของอาจารย์ผู้เป็นที่รัก ไป๋เหม่ยหลานยอมรับโทษทัณฑ์แสนสาหัสจากสำนักเซียวเหยาจนสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว เมื่อได้รับโอกาสให้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางจึงปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนและตัดขาดจากความสัมพันธ์ในอดีตให้สิ้นซาก ทว่าโชคชะตากลับไม่เป็นใจ เมื่ออดีตอาจารย์ที่นางเคยภักดีกลับก้าวเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางจะจัดการกับวาสนาที่ไม่อยากจำนี้อย่างไรในภพชาตินี้
หน้าปกนวนิยาย ลิขิตเสน่หามนตรารัตติกาล
8.8
โชคชะตาหรือมนตราลึกลับที่นำพา รุ้งราตรี ให้ตกอยู่ใต้อ้อมกอดของแดเนียล แวมไพร์ผู้มีหัวใจเย็นชามาแสนนาน เพียงสบตาและสัมผัสแรกเธอกลับรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงไปด้วยความหวั่นไหวอย่างรุนแรง แม้จุมพิตเดียวจะทำให้เขาปักใจเชื่อว่าเธอคือเนื้อคู่ที่ตามหา แต่รุ้งราตรีกลับพยายามถอยห่าง ทว่าด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้เธอไม่มีทางเลือก นอกจากต้องหวนคืนสู่คฤหาสน์อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับความเร่าร้อนที่ยากจะต้านทานไหว
หน้าปกนวนิยาย เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต
8.2
อดีตหนุ่มออฟฟิศในกรุงเทพฯ ผู้เคยใช้ชีวิตธรรมดาได้หวนคืนสู่เมืองไทยอีกครั้งในฐานะยมทูตมือใหม่ แต่การทำงานวันแรกกลับไม่ง่าย เมื่อดาวเหนือต้องเผชิญกับเหตุระเบิดเพลิงครั้งใหญ่ที่สั่นประสาทจนเขาเผลอวิ่งหนีตายสุดชีวิตราวกับลืมไปว่าตนเองสิ้นอายุขัยไปแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาถูกรุ่นพี่ตะโกนสั่งให้ตั้งสติและเร่งนำวิญญาณเหยื่อไปส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่สูทแดงตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณในโลกหลังความตายที่เต็มไปด้วยอันตรายและภารกิจสุดระทึก
หน้าปกนวนิยาย จอมเสเพลอย่างท่านอย่ามาเกี้ยวข้า!
8.1
เมื่อถูกคู่หมั้นทอดทิ้งอย่างไม่ใยดีพร้อมประกาศตัดสัมพันธ์กลางที่สาธารณะจนต้องอับอาย หญิงสาวจึงตัดสินใจหันหลังให้ความช้ำรัก ทว่าจู่ๆ อดีตคนรักผู้เสเพลกลับพยายามตามตื้อและวุ่นวายในชีวิตนางไม่เลิกรา แม้เขาจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายเพียงใด แต่นางก็ตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมใจอ่อนหรือหลงกลคนเจ้าชู้เช่นเขาอีกต่อไป เรื่องราวความรักปนความแค้นนี้เป็นภาคต่อที่อ่านแยกได้จากผลงานเรื่อง ช่วยข้าที สองสามีของข้าคือท่านอ๋องจอมโหด