
ศักดิ์ศรีที่หายไป...ฉันจะทวงคืน
ตอน 2
ชนากานต์ POV:
"ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ธีทัต! ทำไมเธอถึงนอกใจฉันได้ลงคอ" ฉันตะโกนใส่หน้าธีทัต น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างควบคุมไม่ได้
"เธอจะโวยวายทำไมชนากานต์" ธีทัตตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ไม่มีแววสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย "เรื่องแค่นี้เอง"
"แค่นี้เองเหรอ! นี่มันคือการทรยศนะธีทัต! เราแต่งงานกันมาสิบปีนะ!" ฉันกรีดร้องออกไป หัวใจของฉันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ธีทัตถอนหายใจอย่างรำคาญ "ก็ใช่ไงสิบปี! เธอก็อยู่กับฉันมาสิบปีแล้ว แต่เธอเคยทำอะไรให้ฉันบ้างนอกจากเป็นภรรยาที่จืดชืด ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่เคยมีลูกให้ฉันเลย!"
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงไปในใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งกว่าการทรยศใดๆ
"ฉันทำอะไรให้เธอไม่ได้เลยเหรอธีทัต! ฉันลาออกจากงานในฝันเพื่อมาช่วยเธอสร้างบริษัทจากศูนย์นะ! ฉันทำงานหนักแทบตายเพื่อทำให้ธุรกิจของเธอเติบโต!" เสียงของฉันสั่นเครือไปด้วยความเจ็บปวด
"นั่นมันอดีตไปแล้วชนากานต์" ธีทัตตอบอย่างเย็นชา "ตอนนี้ฉันรวยแล้ว ฉันประสบความสำเร็จแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งเธออีกต่อไป"
"เธอจะบ้าหรือไงชนากานต์! ฉันมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงผู้หญิงทั้งประเทศได้ด้วยซ้ำ!" เขาพูดอย่างเย้ยหยัน "เธอไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรเลย แค่อยู่บ้านเฉยๆ ก็พอ"
"แต่ฉันยังเป็นภรรยาของเธออยู่นะธีทัต" ฉันพยายามทำให้เขานึกถึงสถานะของเรา "เธอเคยบอกว่าเธอจะรักฉันไปตลอดชีวิต"
"ความรักมันกินไม่ได้ชนากานต์" ธีทัตตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ตอนนี้ฉันเคารพเธอมากนะ ที่เธอยอมรับเรื่องปิยาภรณ์ได้"
ฉันมองหน้าธีทัตด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันจำได้ว่าฉันเคยทำงานหนักแค่ไหน เพื่อช่วยให้ธุรกิจของเขาเติบโต ฉันทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ บางครั้งฉันต้องดื่มเหล้ากับลูกค้าจนร่างกายทรุดโทรม แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ
ร่างกายของฉันอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนฉันรู้ว่าตัวเองมีภาวะมีบุตรยาก ฉันพยายามรักษา พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะมีลูกให้กับเขา แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง
"เธอทำงานหนักไปชนากานต์" ธีทัตมักจะพูด "ฉันไม่ต้องการให้เธอทำงาน แค่อยู่บ้านเฉยๆ ก็พอ"
เขาไม่เคยรู้เลยว่าฉันทำทุกอย่างเพื่อเขา เพื่อครอบครัวของเรา
ฉันปาที่ตรวจครรภ์ที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลงถังขยะอย่างแรง ภาพขีดสองขีดจางๆ ที่ปรากฏขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน มันเหมือนตอกย้ำความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ ฉันต้องพึ่งยานอนหลับเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงฝันร้ายถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
ชีวิตประจำวันของเราเต็มไปด้วยความตึงเครียด ธีทัตกับปิยาภรณ์ยังคงแอบคบกันลับหลังฉัน แต่ฉันกลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
"ฉันวางแผนที่จะขยายธุรกิจไปลอนดอน" ธีทัตพูดอย่างตื่นเต้นในวันหนึ่ง "ฉันคิดว่าเธอควรไปกับฉันนะชนากานต์"
ในตอนนั้นฉันยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้น มันอาจจะเป็นโอกาสให้ธีทัตกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง
แต่ความหวังนั้นก็พังทลายลง เมื่อธีทัตบอกว่าเขาจะให้ปิยาภรณ์ไปลอนดอนแทนฉัน
"ปิยาภรณ์น่าสงสารนะชนากานต์ เธอไม่มีโอกาสแบบนี้ง่ายๆ หรอก" ธีทัตพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เธอเข้าใจฉันใช่ไหม"
ในตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้
ฉันมองเห็นธีทัตกำลังนั่งคุยโทรศัพท์กับปิยาภรณ์อย่างสนิทสนม เขาหัวเราะอย่างมีความสุข ราวกับว่าไม่มีฉันอยู่ในโลกใบนี้
ฉันหยิบปากกามาวงกลมในปฏิทินอีกครั้ง คราวนี้เป็นตัวเลข "0" นั่นคือวันที่ธีทัตกับปิยาภรณ์จะเดินทางไปลอนดอน และเป็นวันที่ฉันจะจากไปตลอดกาล
ฉันตัดสินใจที่จะหย่า ฉันติดต่อทนายความอย่างลับๆ เพื่อปรึกษาเรื่องการหย่าร้าง
"คุณชนากานต์แน่ใจนะคะว่าจะหย่า" ทนายความถามด้วยความประหลาดใจ "คุณธีทัตเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากนะคะ"
"ฉันแน่ใจค่ะ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "ฉันไม่ต้องการอยู่กับคนที่ไม่เห็นค่าของฉันอีกต่อไป"
"แต่คุณชนากานต์คะ ถ้าคุณหย่าตอนนี้ คุณอาจจะสูญเสียทุกอย่างนะคะ" ทนายความพยายามเตือนสติ
"ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากเขาค่ะ" ฉันตอบ "ฉันแค่ต้องการอิสระ"
"ฉันต้องการให้คุณเตรียมเอกสารการหย่าร้างทั้งหมดไว้ให้พร้อม" ฉันสั่งทนายความ "และช่วยส่งเอกสารเหล่านั้นไปให้ธีทัตที่ลอนดอน หลังจากที่เขาเดินทางไปถึงแล้ว"
"แต่คุณชนากานต์คะ..." ทนายความทำท่าจะค้าน
"คุณทำตามที่ฉันสั่งเถอะค่ะ" ฉันตัดบทก่อนที่เธอจะพูดอะไรไปมากกว่านี้
จังหวะนั้นเอง ธีทัตก็เดินเข้ามาในห้องทำงาน เขาดูเหมือนจะได้ยินบางส่วนของการสนทนาของเรา
"เอกสารอะไรชนากานต์" ธีทัตถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ" ฉันตอบอย่างรวดเร็ว พยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ในใจ "แค่เอกสารทั่วไปของบริษัทน่ะค่ะ"
ธีทัตมองฉันด้วยแววตาที่ไม่เชื่อใจนัก แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
"นี่ดูสิชนากานต์" ธีทัตพูดพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้ฉันดู ภาพบ้านหลังใหญ่ในลอนดอนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ "ฉันซื้อบ้านหลังนี้ไว้ให้ปิยาภรณ์ เธอบอกว่าเธอชอบมาก"
ฉันมองภาพบ้านหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า บ้านหลังใหญ่ที่เขาซื้อให้ผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเอง
"ฉันวางแผนไว้ว่าจะโอนเป็นชื่อปิยาภรณ์โดยตรงเลย" ธีทัตพูดอย่างภาคภูมิใจ "เธอจะได้มีหลักประกันในชีวิต"
คำพูดของธีทัตเหมือนมีดกรีดลงไปในหัวใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่เคยคิดจะซื้อบ้านให้ฉัน ไม่เคยคิดจะให้หลักประกันอะไรกับฉันเลย
"เธอจะโอนบ้านให้ปิยาภรณ์เหรอคะ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"ก็ใช่ไงชนากานต์ เธอไม่เห็นว่าฉันใจดีกับปิยาภรณ์แค่ไหนเหรอ" ธีทัตตอบอย่างภูมิใจ "เธอคงดีใจมากเลยใช่ไหม"
"เธอคิดว่าฉันควรจะดีใจเหรอคะ" ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
"ก็แน่นอนสิชนากานต์" ธีทัตตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ปิยาภรณ์เองก็รู้สึกดีใจมากเลยนะ เธอบอกว่าฉันเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก"
จังหวะนั้นเอง เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ปิยาภรณ์เดินเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้มที่สดใส เธอสวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่ดูบริสุทธิ์ราวกับนางฟ้า แต่หัวใจของฉันกลับรู้สึกถึงความมืดมิด
เธอเข้ามาโอบแขนธีทัตอย่างสนิทสนม แล้วหันมามองฉันด้วยแววตาที่เย้ยหยัน
"พี่ชนากานต์คะ ปิยาได้ยินมาว่าพี่ธีทัตจะให้ปิยาไปลอนดอนแทนพี่" ปิยาภรณ์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน "ปิยาเกรงใจพี่จังเลยค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนตัวเองยังตกใจ "ฉันยกให้เธอแล้ว"
ปิยาภรณ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปหัวเราะกับธีทัตอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าฉันเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน
ฉันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว มันเหมือนตอกย้ำว่าฉันไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
คุณอาจจะชอบ





