
คัมภีร์มายาจันทราผนึกปีศาจ
ตอน 2
ตอนที่ 2 ลงเขาครั้งแรกก็พบเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าแล้ว
สายลมเย็นพัดผ่านยอดเขาซีเฟิง ขณะที่หลี่อวิ้หลินก้าวเดินออกจากประตูสำนักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความตื่นเต้นที่ได้พบเจอกับโลกภายนอกฉายชัดในดวงตาและสีหน้าของเขา สายตาทอดมองไปยังเบื้องหน้า เสื้อคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านพลิ้วไหวตามแรงลม
เส้นทางเดินลงเขาเต็มไปด้วยหมอกหนา เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขาที่เงียบสงบ เสียงนกนานาชนิดร้องประสานกันราวกับเป็นบทเพลงแห่งพงไพร
อวี้หลินเดินลงเขาตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยวราวกับงูเลื้อย ผ่านแม่น้ำและลำธารที่ใสจนเห็นก้อนหินก้อนกรวดใต้น้ำ ด้วยความสนใจเขาจึงเดินเข้าไปส่องดูถึงได้พบว่าใต้ผิวน้ำไม่เพียงแต่ใสจนสามารถมองเห็นก้อนหินและก้อนกรวดได้ แต่ยังสามารถมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาในน้ำอย่างอิสระ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถมองเห็นใบหน้างดงามของตัวเขาเอง
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮะฮ่า.. ไม่เพียงแค่พวกเจ้าหรอกที่ว่ายน้ำได้อย่างอิสระ วันนี้ข้าก็เดินลงเขาได้อย่างอิสระเช่นกัน เดิมทีนึกว่าจะมีศิษย์พี่ศิษย์น้องสักคนมาช่วยชี้แนะที่ไหนได้ท่านอาจารย์กลับให้ข้าลงเขาเข้าไปในเมืองตามลำพังไปเสียได้ เฮ้อ..แต่ก็ดีเหมือนกัน..”
กล่าวจบเขาก็หันร่างกลับขึ้นไปยังเส้นทางและเดินมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงฉางอันที่กว้างใหญ่ทันที
ยอดเขาซีเฟิงตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความคึกคัก และวุ่นวาย บ้านเรือนที่แออัด คลาคล่ำไปด้วยผู้คนด้วยระยะทางยี่สิบกว่าลี้ (1) ดังนั้นจึงทำให้เขาต้องใช้เวลาสองวันในการไปและกลับ กว่าจะถึงตัวเมืองฉางอันฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เมื่อเข้าสู่เขตเมืองฉางอัน เสียงพูดคุย เสียงค้าขายและเสียงรถม้าดังสะท้อนก้อง อวี้หลินมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวของเมืองฉางอันจากศิษย์พี่ศิษย์น้องมาบ้าง แต่การได้ยินก็ส่วนได้ยินไหนเลยจะสู้ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง และการได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งค้นพบโลกใหม่ก็มิปาน
ณ ตรอกแห่งหนึ่งขณะที่หลี่อวี้หลินกำลังจะเดินผ่านไปสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ นั่นพวกเขากำลังทำอะไรกัน? ดูเหมือนจะกำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
นายทหารคนนั้นหันไปมองนายกองหวงก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกมืด เขาเดินเข้าไปด้วยความองอาจ ทว่าตอนกลับออกมากลับ กลับออกมาด้วยการวิ่งพร้อมกับท่าทางตื่นตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง ร้องเสียงหลง “ท่านนายกอง!..”
เสียงของเขาเรียกความสนใจของทหารทั้งกลุ่มให้หันไปมอง “เกิดอะไรขึ้น!” นายกองหวงถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหานายทหารคนนั้น
ครึ่งชั่วยามต่อมากลุ่มคนขององครักษ์เสื้อแพรก็มาถึง และภาพที่พวกเขาเห็นคือศพของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งถูกพบกลางตรอกมืด ศพมีสภาพดวงตาเหลือกถลน แหงนหน้าขึ้นราวกับกำลังมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กำลังนั่งคุกเข่าเหมือนถูกสูบเลือด บนหน้าผากของศพพบลวดลายยันต์สีแดงฉานถูกวาดด้วยเลือดของผู้ตาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งชุดองครักษ์เสื้อแพรสีแดงเข้มย่อตัวลงไปนั่งข้างศพ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของศพอย่างละเอียด
"ยันต์โลหิต..." เซียวจวิ้นหานพึมพำ พลางจ้องมองศพด้วยสายตาคมกริบ
ชายหนุ่มอายุยี่สิบปี รองผู้บัญชาการแห่งองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือ เขาก็คือ เซียวจวิ้นหวน ยืนขึ้นหลังจากตรวจสอบศพจนละเอียดแล้ว สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำปลิวไหว ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายสลักจากหิน เย็นชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ใต้เท้า ดูจากยันต์ที่วาดบนหน้านางศพ ข้าน้อยคิดว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีด บางทีเราอาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ" จ้าวอิงมองยันต์สีแดงที่ปรากฏบนหน้าผากของศพจึงรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดาแน่
จ้าวอิงคือ ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน อายุสิบแปดปี
“ผู้ช่วย? ..” เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าหมายถึงใคร?"
"ข้าเคยได้ยินว่า หลี่อวี้หลิน ศิษย์สำนักซีเฟิง เขาสามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณและเห็นเหตุการณ์ในอดีตผ่านวัตถุในที่เกิดเหตุได้" จ้าวอิงกล่าวแนะนำ
ชื่อที่ได้ยินทำให้เซียวจวิ้นหานขมวดคิ้วทันที เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับคนผู้นี้มาบ้าง เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่มีใบหน้างดงามเกินบุรุษ บางคนลือกันว่าเขามีเชื้อสายภูติปีศาจ นิสัยอ่อนโยนเกินไปผิดวิสัยของบุรุษ ไม่น่าไว้ใจ ซ้ำยังไม่เคยมีประสบการณ์สืบคดี การที่จะให้เขาร่วมงานกับเช่นนี้คิดดีแล้วหรือ?
"ข้าจะไม่ให้เด็กที่อ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนกับคดีของข้าอย่างแน่นอน เจ้าเลิกคิดไปได้เลย.." น้ำเสียงเย็นชาของเขาดับความคิดของจ้าวอิงทันที
จ้าวอิงยังไม่ลดละความพยายาม “แต่ใต้เท้า แม้ว่าอายุของหลี่อวี้หลินผู้นี้จะยังน้อย แต่ความสามารถของเขานั้นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ”
เซียวจวิ้นหานมองจ้าวอิงด้วยสายตาประเมินและเคลือบแคลง “เจ้าคงมิได้หลงเสน่ห์บุรุษเข้าแล้วหรอกนะ”
จ้าวอิงหมดคำจะพูดได้แต่ฉีกยิ้มเหยเก..
“เอาเถอะ ๆ นำศพกลับไปตรวจสอบที่โรงเก็บศพก่อนค่อยว่ากัน” เซียวจวิ้นหานโบกมือพลางพยักพเยิดหน้าไปทางศพ
เหล่าทหารลาดตระเวนที่ยังอยู่ตรงนั้นพากันเดินเข้าไปนำร่างของศพหญิงสาวไปส่งที่โรงเก็บศพของเมืองหลวงทันที
หลี่อวี้หลินได้ยินหนึ่งในนั้นเอ่ยถึงชื่อของตน ใจหนึ่งก็คิดอยากจะแสดงตัวเข้าไปช่วย แต่พอได้ยินคนชุดแดงกล่าวถึงตนเช่นนั้น เขาจึงได้แต่ปล่อยไป แล้วไปเถอะ..
คำนึงถึงภารกิจที่ตนลงเขามาครั้งนี้เป็นสำคัญจึงตัดสินใจหันหลังแล้วเดินจากไป พอเห็นว่าฟ้ามืดอวี้หลินจึงจำเป็นต้องหาที่พักเป็นการด่วน อาจเป็นเพราะเขามาในชุดของสำนักซีเฟิง บนชุดเครื่องแบบปรากฏลวดลายเมฆาอย่างงดงามบวกกับท่าทีเป็นมิตร อ่อนโยนที่สำคัญคือรูปลักษณ์ของเขานั้นโดดเด่นและงดงามเกินบุรุษจึงมีชาวบ้านใจดียกห้องให้เขาสามารถเข้าไปพักและกินมื้อเย็นของที่บ้าน
ทำให้ค่ำคืนแรกของการลงเขาของอวี้หลินเป็นไปได้อย่างราบรื่น อวี้หลินลงเขาเป็นครั้งแรกยังไม่รู้ทิศทางที่ตั้งของร้านขายยาสมุนไพรจึงใช้โอกาสนี้สอบถามกับเจ้าของบ้าน ก่อนจากกันในเช้าวันถัดมาอวี้หลินจ่ายเงินเป็นค่าที่พักและค่าอาหารให้กับเจ้าของบ้าน แม้เจ้าของบ้านไม่อยากรับแต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะจ่าย สุดท้ายแล้วเจ้าของบ้านจึงจำเป็นต้องรับเอาไว้
เขาเดินไปตามถนนที่พลุกพล่าน ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ เสื้อผ้าหลากสีสันและของขายบนแผงล้วนดึงดูดสายตา ไม่นานเขาก็มาถึงร้านขายยาสมุนไพรร้านหนึ่งตามที่เจ้าของบ้านหลังนั้นบอกมา
ผู้ดูแลร้านขายยาเห็นเพียงชุดที่ลูกค้าคนหนึ่งสวมใส่กำลังเยื้องย่างเข้ามาในร้านก็รู้ทันทีว่ามาจากที่ใดจึงรีบก้าวเท้าออกมาจากโต๊ะยาวหน้าตู้ยาให้การต้อนรับอย่างสุภาพ “นักพรตน้อยท่านนี้มาซื้อสมุนไพรให้สำนักซีเฟิงใช่หรือไม่?”
อวี้หลินขานรับอย่างงงงวย “อ้า.. ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยหลี่อวี้หลินได้รับคำสั่งให้มาซื้อยาสมุนไพรกลับสำนัก” พร้อมหยิบรายการที่อาจารย์ห้องยาในสำนักเขียนมาให้มอบให้ผู้ดูแลร้านทันที "นี่ขอรับ.."
มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงให้ข้ามาเพียงลำพังก็ได้ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง.. อวี้หลินคิดในใจขณะกำลังก้าวเท้าเดินออกจากร้านขายยา
หลังจากซื้อยาตามที่อาจารย์ห้องยาเขียนให้มาเรียบร้อยเขาก็เดินกลับเข้าสู่ถนนที่คึกคักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
“ฮา..ที่นี่ช่างงดงามเต็มไปด้วยของสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้นเลย ชักเริ่มหิวเสียแล้วสิ” อวี้หลินหันซ้ายแลขวามองไปตามท้องถนนด้วยหัวใจเบิกบาน แววตาใสกระจ่างบริสุทธิ์ หลังจากเดินเที่ยวชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงอยู่นานก่อนกลับเขาจึงหันมองไปทั้งสี่ทิศแปดด้านดูว่ามีร้านค้าข้างทางที่พอจะฝากท้องได้บ้างหรือไม่?
“อ๊า!.. นั่นอย่างไรร้านบะหมี่ เข้าไปนั่งกินบะหมี่สักชามแล้วค่อยกลับขึ้นเขาก็ยังไม่สาย ว่ากันว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา..” อวี้หลินกระชับห่อยาที่สะพายไว้บนบ่าแน่นแล้วเดินเข้าไปในร้านบะหมี่อย่างสง่าผ่าเผย
บุตรสาวเจ้าของร้านมองเห็นชายหนุ่มรูปงามเดินเข้ามาและนั่งลงก็รีบวางงานที่ทำในมือปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหรี่ย ทำให้เหล่าบุรุษที่เป็นลูกค้าอีกสองโต๊ะเกิดความไม่พอใจ ทว่าความไม่พอใจที่ว่าหาใช่ไม่พอใจหญิงสาวไม่ หากแต่เป็นไม่พอใจชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งเมื่อครู่ต่างหาก
ทว่าไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจสิเกี่ยวอันใดเขาด้วยเล่า เขาก็เพียงแค่ลูกค้าที่ผ่านทางเท่านั้น
“คุณชายท่านนี้ต้องการสั่งอาหารอะไรดีเจ้าคะ?” หญิงกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวาน ส่งสายตาแพรวพราว
“ร้านเจ้าขายบะหมี่เป็ดตุ๋นมิใช่หรือ? ข้าย่อมต้องสั่งบะหมี่อยู่แล้วสิ” อวี้หลินตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่หญิงสาวจะเดินจากไปด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “อ่อ.. แม่นางขอน้ำชาให้ข้ากาหนึ่งด้วยนะ”
“ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการให้คุณชายเดี๋ยวนี้..” หญิงสาวรับคำสั่งจากชายหนุ่ม จากไปด้วยการส่งสายตา อวี้หลินก็เพียงแย้มยิ้มบางให้นางเท่านั้น
หลังจากหญิงสาวเดินจากไปชายหนุ่มโต๊ะข้างกันก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นยันกับม้านั่งตรงข้ามเบื้องหน้าอวี้หลิน อวี้หลินก็เพียงย่นคิ้วมองแต่มิได้กล่าววาจา
มาแบบนี้มาหาเรื่องข้าชัด ๆ แต่ท่านอาจารย์บอกเอาไว้ว่าคนในเมืองรู้หน้าไม่รู้ใจทางที่ดีอย่าได้ไปยุ่งกับพวกเขาจะดีกว่าอีก อย่างเราเป็นผู้ฝึกตนควรสำรวมไว้ อวี้หลินจึงเพียงเบนสายตาหันมองออกไปนอกร้าน
ทว่ายิ่งอวี้หลินแสดงท่าทีว่าไม่สนใจพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า ชายคนหนึ่งที่ดูลักษณะเหมือนจะเป็นหัวโจกถุยน้ำลายลงพื้นแล้วกล่าวว่า “เจ้าหน้าอ่อนร้านนี้ไม่ต้อนรับเจ้า เชิญเจ้าไปกินร้านอื่น”
อวี้หลินไหนเลยจะเชื่อฟังคำพูดของคนพวกนั้น ขนาดอาจารย์ยังปะทะคารมกันตลอดทั้งวันมาแล้วนับประสาอะไรกับคนพวกนี้ เขากล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไม่ต้อนรับหรือ? เมื่อครู่แม่นางผู้นั้นเพิ่งจะรับรายการอาหารที่ข้าเพิ่งสั่งไปเองนะ คนในเมืองหลวงนี่ก็แปลกเสียจริง”
ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์(2) ในเมื่อเตือนกันบอกกันดี ๆ ไม่ชอบชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งจึงยกหมัดพุ่งเข้าใส่อวี้หลินทว่าพวกเขาไม่รู้เสียแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าพวกเขาหาใช่คนธรรมดาทั่วไปไม่
อวี้หลินตาดีประสาทสัมผัสว่องไวเอียงศีรษะหลบกำปั้นได้ทัน มือเขาเองก็ไวเช่นกันยกหมัดขึ้นชกเข้าไปที่เบ้าตาของชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นอย่างจังทำให้คนผู้นั้นร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด แม้ว่าอวี้หลินจะเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่งออกจะพลิ้วไปด้วยซ้ำแต่พลังนั้นกลับล้นเหลือทำให้คนที่เหลือไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขาอีก
หลังจากกินบะหมี่จนรู้สึกอิ่มท้องแล้วเขาก็เดินมุ่งหน้ากลับขึ้นเขาทันที
---------------------------------------------------
1.ลี้ คือระยะทาง เทียบเป็นเมตร 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร
2.ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ หมายถึง พูดดีไม่ฟัง ชอบให้ใช้กำลัง
คุณอาจจะชอบ





