
คัมภีร์มายาจันทราผนึกปีศาจ
ตอน 3
ตอนที่ 3 การพบกันครั้งแรก
แต่ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่รองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหานกำลังเร่งสืบหาตัวฆาตกรที่เกี่ยวข้องกับยันต์โลหิต เขาก็ถูกผู้บัญชาการหรือก็คือหัวหน้าโดยตรงของเขาเรียกตัวให้เข้าไปพบ
“มาแล้วหรือจวิ้นหาน” ผู้บัญชาการเหอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเดินเข้ามา
“ใต้เท้าเรียกข้ามามีงานเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?” เซียวจวิ้นหานมองไปที่ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้านหน้าสุด
“เจ้าสืบเรื่องคดียันต์โลหิตปริศนานั่นมากี่วันแล้ว” เขาก้มหน้าต่ำเล็กน้อยช้อนตาขึ้นเพ่งสายตามองยังผู้ใต้บังคับบัญชาของตน
“นับจากวันที่พบศพวันนี้ถือว่าเป็นวันแรก” เซียวจวิ้นหานตอบ
“อืม..” ผู้บัญชาการพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเฉียดไหล่ของเซียวจวิ้นหานไปเล็กน้อยแล้วหยุดยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อเช้าฝ่าบาทเรียกข้าเข้าพบเป็นการส่วนตัว ทรงเร่งให้สืบคดีนี้ให้จบโดยเร็วที่สุดฝ่าบาททรงรู้ว่าคดีนี้ค่อนข้าซับซ้อนจึงให้เวลาหนึ่งเดือน”
การเข้าไปพบผู้บัญชาการหวงครั้งนี้ทำให้เซียวจวิ้นหานไม่มีทางเลือกเมื่อเขาถูกเร่งรัดให้ทำคดีให้จบโดยเร็ว หนำซ้ำผู้บัญชาการยังเอ่ยถึงสำนักซีเฟิง ในเมื่อเป็นคำสั่งของฝ่าบาททำให้เขาไม่อาจบ่ายเบี่ยงเรื่องร่วมมือกับคนของสำนักซีเฟิงได้ เขาเร่งฝีเท้ากลับไปยังห้องเก็บศพขอโรงเก็บศพด้วยความเร่งร้อน
พอมาถึงเซียวจวิ้นหานถามจ้าวอิงทันที “สืบได้เรื่องหรือยังว่าผู้ตายเป็นใคร? บ้านอยู่ที่ใด?”
จ้าวอิงกล่าวตอบ “ทราบแล้วขอรับ นางเป็นหญิงสาวมาจากหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อขายของป่าโดยเฉพาะสมุนไพรขอรับ”
“หมู่บ้านอวิ๋นรุ่ย.. ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย” เซียวจวิ้นหานรำพึงเสียงเบาราวกับกำลังกล่าวกับตนเอง
“ใช่ขอรับ.. ทำไมหรือขอรับ” จ้าวอิงกล่าวถามด้วยความฉงนสงสัย
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่องครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน “รายงาน!..”
ทั้งสองจึงหันมองไปทางประตูห้อง ครู่หนึ่งองครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนนั้นก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เซียวจวิ้นหาน “รองผู้บัญชาการเซียวจดหมายถึงใต้เท้าขอรับ”
หลังจากทำหน้าที่ส่งจดหมายของตนเสร็จแล้ว องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นก็กลับออกไป จ้าวอิงเห็นด้านหน้าซองจดหมายประทับตราเป็นสัญลักษณ์ของสำนักซีเฟิง เขาก้าวเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าวย่างด้วยความสนใจ
เซียวจวิ้นหานเปิดซองจดหมายและดึงจดหมายที่อยู่ด้านในออกมาอ่าน เขากวาดสายตาเฉียบคมอ่านปราดเดียวก็เข้าใจ เขารู้ว่าจ้าวอิงสนใจจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “สำนักซีเฟิงตอบรับคำขอความช่วยเหลือกลับมาแล้ว”
สีหน้าของจ้าวอิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนจะกลับคืนสู่ปกติ “ใต้เท้าไหนท่านบอกว่าไม่ยอมให้เด็กอ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนในคดีอย่างไรเล่าขอรับ?”
เขาตวัดสายตามองจ้าวอิงก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หาใช่ข้าที่เป็นคนขอไม่ แต่เป็นผู้บัญชาการเหอต่างหาก..”
สิ้นคำจ้าวอิงก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดล้วนเป็นผู้บัญชาการเหอเป็นคนจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง จ้าวอิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ แม้เขาจะไม่ค่อยชอบผู้บัญชาการเหอผู้นี้เท่าใดนัก แต่ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้เขาอดนึกยอมรับในการตัดสินใจของผู้บัญชาการไม่ได้จริง ๆ
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เซียวจวิ้นหานต้องยอมร่วมงานกับเด็กหนุ่มด้วยความจำใจและจำยอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง..
ช่วงเช้าในยามเฉิน(1) หลังจากตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้ว และได้รู้ว่าเป็นบุตรสาวของชาว ในหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยซึ่งตั้งอยู่ห่างออกจากเมืองหลวงไปราวห้าสิบลี้ องครักษ์เสื้อแพรและคนของทางการจึงได้นำศพของหญิงสาวกลับไปยังบ้านของนางซึ่งนำโดยรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน
ภายในบ้านหลังนั้นบรรยากาศเย็นยะเยือก กลิ่นธูปจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังไม่เลือนหาย ร่างของหญิงสาวถูกวางไว้ในโลงไม้กลางห้อง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเบิกโพลงราวกับก่อนตายได้พบกับสิ่งน่าสะพรึงกลัว บิดา มารดา และยังมีเด็กอายุไม่เกินสิบสองสิบสามนั่งรวมกันอยู่ภายในบ้านพวกเขาสวมอาภรณ์ขาวไว้ทุกข์ นั่งไว้อาลัยต่อหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย
ทั่วทั้งเรือนถูกตกแต่งด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เสียงร้องไห้จากผู้คนในบ้านดังระงมไปทั่วบริเวณ
"อาหนิง.. เจ้าไม่น่าอายุสั้นเลย" เสียงของผู้เป็นมารดาโอดครวญน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเศร้าเสียใจ
"พี่ใหญ่.. ไม่มีท่านพวกเราจะทำอย่างไร?" เสียงของเด็ก ๆ ร้องไห้คร่ำครวญตามหลังผู้เป็นมารดา
แม้ว่าภายในบ้านจะไม่ไร้ซึ่งบุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำที่เป็นบิดา ทว่าผู้รับหน้าที่ออกจากบ้าน นำของป่าที่ผู้เป็นบิดาหามาจากในป่าและบนภูเขานั้นล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนโตทั้งสิ้น เมื่อขาดนางไปก็เหมือนกับการขาดขาไปข้างหนึ่ง การเดินต่อไปของครอบครัวนี้จึงนับว่าเป็นปัญหา
ขณะที่ทุกคนกำลังร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นจากหน้าประตู
เซียวจวิ้นหานเงยหน้ามองคนที่กำลังก้าวเข้ามา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวราวหิมะสะอาดตา ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าราวหยกขาว ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายอ่อนโยนเกินบุรุษทั่วไป
เซียวจวิ้นหานเอ่ยเสียงเย็น สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง "เจ้าเป็นใคร?"
จ้าวอิงรู้ว่ารองผู้บัญชาการรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งเดินเข้ามาเป็นใครแต่ก็ยังเอ่ยถาม เขาจึงกระแอมไอออกมาคำหนึ่งก่อนกระซิบบอกว่า "เขาก็คือหลี่อวี้หลิน.."
เซียวจวิ้นหานปรายตามองคนของตนเองก่อนกัดฟันกล่าวตอบเสียงเบาว่า "ข้ารู้แล้ว.. แต่ข้ามิได้ถามเจ้า! ข้ากำลังถามเขา"
"ข้าคือหลี่อวี้หลิน หรือจะเรียกว่าอวี้หลินสั้น ๆ ก็ได้นะขอรับใต้เท้าทั้งสอง.." น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยความแน่วแน่ "ข้าได้ยินว่าท่านต้องการความช่วยเหลือ"
เซียวจวิ้นหานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ข้าไม่ได้ต้องการ แต่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน"
หลี่อวี้หลินยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบโต้อะไรกับอีกฝ่าย เขาหันร่างไปอีกทาง “ท่านลุง ท่านป้า.. หากพวกท่านไม่ว่ากระไรข้าน้อยขออนุญาตคุยกับบุตรสาวของพวกท่านสักหน่อยได้หรือไม่?”
สองสามีภรรยาไม่กล่าวอะไรนอกจากสีหน้าตื่นตะลึงที่จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาขอคุยกับศพบุตรสาวของตน หลี่อวี้หลินเห็นพวกเขาไม่กล่าวอะไรจึงเหมาเอาเองว่าพวกเขาตกลง ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่ศพ นิ้วเรียวแตะลงบนยันต์โลหิตบนหน้าผากของศพก่อนหลับตาลง ครู่ต่อมา ร่างของเขาก็เกิดอาการสั่นไหว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับยันต์โลหิตที่เขียนด้วยเลือด ดวงตาดอกท้อของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ภาพนิมิตพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา เสียงร้องสุดท้ายของหญิงสาว.. เงาร่างของฆาตกรที่สลัวรางเลือน.. และยันต์โลหิตที่เปล่งแสงแปลกประหลาด
หลี่อวี้หลินเบิกตากว้าง ก่อนจะกะพริบตาไล่ภาพในหัวออกไป เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวจวิ้นหานที่ยังคงจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา
เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าเห็นอะไร?"
หลี่อวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่มองหน้าคนถาม "...ไม่ใช่คน หรือบางทีอาจเป็น แต่เป็นคนที่เล่นศาสตร์ด้านมืด"
หลังจากการตรวจสอบศพ หลี่อวี้หลินพบบางสิ่งที่ทำให้เขาแน่ใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีต แม้ว่าเซียวจวิ้นหานจะรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหลี่อวี้หลิน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลที่อีกฝ่ายให้มานั้นมีประโยชน์และช่วยให้คดีคืบหน้า ทั้งยังเป็นไปในทางเดียวกัน
“เจ้ารู้เรื่องยันต์โลหิตนี้มากน้อยเพียงใด?” เซียวจวิ้นหานถามเสียงเย็นขณะเดินเข้าไปมองศพหญิงสาวที่นอนอยู่ในโลงอย่างสงบ
“ตอบตามตรง.. ไม่มากนัก” หลี่อวี้หลินตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความมั่นใจ “แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นยันต์โบราณที่เกี่ยวข้องกับการสังเวย”
“การสังเวย..” จ้าวอิงกล่าว
“ใช่..” หลี่อวี้หลินปรายตามองจ้าวอิงพลางพยักหน้าตอบรับหนักแน่น
เซียวจวิ้นหานเหลือบมองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกตน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ชอบชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี ไม่ใช่แค่เพราะท่าทีที่ดูสงบนิ่งจนดูไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะมีบางอย่างในแววตาที่ทำให้เขารู้สึก.. ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความไม่มั่นคงบางอย่างในตัวเอง ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ในตอนนี้
“หึ.. น่าสนใจ” เซียวจวิ้นหานแค่นเสียง “แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาปั่นหัวข้าได้หรอกนะ”
หลี่อวี้หลินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งเอวเพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพอ่อนโยน “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ข้า.. ข้าเสียใจด้วยจริง ๆ”
หลังจากนั้นเขาจึงเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณบ้านของผู้ตายอย่างไม่รีบไม่ร้อน เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงเดินตามหลังเขามาติด ๆ
จ้าวอิงเอ่ยถามทันทีที่เดินตามมาทัน “คุณชายหลี่นอกจากเจ้าจะรู้ว่าสิ่งที่สังหารแม่นางผู้นั้นว่าไม่ใช่คนแล้ว เจ้ายังเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่?”
หลี่อวี้หลินชะงักฝีเท้าก่อนจะเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองคนในครอบครัวของผู้ตายด้วยแววตาเศร้า เขาถอนหายใจก่อนจะหันกลับมาแล้วกล่าวเสียงเบาราวกับกระซิบว่า “ข้าจะพาพวกท่านไปที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในหมู่บ้านตามที่ข้าเห็นในนิมิตเมื่อครู่”
เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงหันมองสบตากัน จ้าวอิงกล่าว “เช่นนั้นเราก็ไปกันเลยเถอะ..”
เซียวจวิ้นหานทำท่าลังเลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จ้าวอิงเห็นจึงยื่นมือออกไปดึงแขนของเขา แล้วกล่าว “ไปเถอะนาใต้เท้า..”
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงศาลเจ้าเก่าแก่ตามที่หลี่อวี้หลินนำทางมา การมาที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ทำให้พวกเขาพบสัญลักษณ์เดียวกันกับยันต์โลหิตที่ปรากฏบนหน้าผากของหญิงสาวผู้ตาย
“นี่มัน..” เซียวจวิ้นหานรำพึง จ้องเขม็งไปที่ภาพยันต์โลหิตตามผนังของศาลเจ้า
จ้าวอิงก็เห็นแล้วเช่นกัน “คุณชายหลี่.. นี่มันมิใช่ยันต์โลหิตหรอกหรือ?”
หลี่อวี้หลินหันไปรอบ ๆ ทั้งสี่ทิศ แปดด้าน ในใจของเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที เขากล่าวโดยไม่หันไปมองสองคนด้านหลัง “ดูจากการจัดวางสิ่งของในห้องนี้แล้ว ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าที่นี่จะต้องเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญอะไรสักอย่างแน่ และมันจะต้องไม่ใช่การบูชายัญธรรมดา ๆ”
ในตอนนั้นเองลมเย็นก็พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้างดงามของหลี่อวี้หลินวูบหนึ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยอง เยียบเย็นของบุรุษคนหนึ่ง
เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงต่างรู้สึกได้ถึงสายลมที่เย็นผิดปกติที่ไม่ใช่สายลมฤดูหนาวธรรมดา.. แต่กลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ
และนั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เขายิ่งมั่นใจมากว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องภูตผี ปีศาจและศาสตร์มืดพลังลึกลับบางอย่างอย่างแน่นอน
---------------------------------------------------
1.ยามเฉิน คือช่วงเวลาตั้งแต่ 07:00 - 08:59 น.
คุณอาจจะชอบ





