ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย คัมภีร์มายาจันทราผนึกปีศาจ

คัมภีร์มายาจันทราผนึกปีศาจ

ท่ามกลางแผนชั่วของอัครเสนาบดีหลี่ที่หวังปลดผนึกราชาปีศาจด้วยเลือดหญิงพรหมจรรย์ หลี่อวี้หลิน ศิษย์เอกสำนักซีเฟิงผู้มีเนตรเห็นวิญญาณและสื่อสารกับศพได้ ต้องร่วมมือกับ เซียวจวิ้นหาน รองบัญชาการองครักษ์เสื้อแพรผู้เย็นชาเพื่อไขคดีฆาตกรรมปริศนา แม้เริ่มต้นด้วยความไม่ลงรอยจากอคติ แต่ความสามารถอันไร้ที่ติของอวี้หลินกลับชนะใจจวิ้นหานจนกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ทว่าความจริงกลับซับซ้อนเมื่อเบื้องหลังลัทธิมายาจันทราที่ชักใยเรื่องราวทั้งหมดกลับเกี่ยวข้องกับสายเลือดและบิดาแท้ๆ ของเขาเอง
ตอน
แชร์

ตอน 3

ตอนที่ 3 การพบกันครั้งแรก

แต่ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่รองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหานกำลังเร่งสืบหาตัวฆาตกรที่เกี่ยวข้องกับยันต์โลหิต เขาก็ถูกผู้บัญชาการหรือก็คือหัวหน้าโดยตรงของเขาเรียกตัวให้เข้าไปพบ

 “มาแล้วหรือจวิ้นหาน” ผู้บัญชาการเหอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเดินเข้ามา

“ใต้เท้าเรียกข้ามามีงานเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?” เซียวจวิ้นหานมองไปที่ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้านหน้าสุด

“เจ้าสืบเรื่องคดียันต์โลหิตปริศนานั่นมากี่วันแล้ว” เขาก้มหน้าต่ำเล็กน้อยช้อนตาขึ้นเพ่งสายตามองยังผู้ใต้บังคับบัญชาของตน

“นับจากวันที่พบศพวันนี้ถือว่าเป็นวันแรก” เซียวจวิ้นหานตอบ

“อืม..” ผู้บัญชาการพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเฉียดไหล่ของเซียวจวิ้นหานไปเล็กน้อยแล้วหยุดยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อเช้าฝ่าบาทเรียกข้าเข้าพบเป็นการส่วนตัว ทรงเร่งให้สืบคดีนี้ให้จบโดยเร็วที่สุดฝ่าบาททรงรู้ว่าคดีนี้ค่อนข้าซับซ้อนจึงให้เวลาหนึ่งเดือน”

การเข้าไปพบผู้บัญชาการหวงครั้งนี้ทำให้เซียวจวิ้นหานไม่มีทางเลือกเมื่อเขาถูกเร่งรัดให้ทำคดีให้จบโดยเร็ว หนำซ้ำผู้บัญชาการยังเอ่ยถึงสำนักซีเฟิง ในเมื่อเป็นคำสั่งของฝ่าบาททำให้เขาไม่อาจบ่ายเบี่ยงเรื่องร่วมมือกับคนของสำนักซีเฟิงได้ เขาเร่งฝีเท้ากลับไปยังห้องเก็บศพขอโรงเก็บศพด้วยความเร่งร้อน

พอมาถึงเซียวจวิ้นหานถามจ้าวอิงทันที “สืบได้เรื่องหรือยังว่าผู้ตายเป็นใคร? บ้านอยู่ที่ใด?”

จ้าวอิงกล่าวตอบ “ทราบแล้วขอรับ นางเป็นหญิงสาวมาจากหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อขายของป่าโดยเฉพาะสมุนไพรขอรับ”

“หมู่บ้านอวิ๋นรุ่ย.. ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย” เซียวจวิ้นหานรำพึงเสียงเบาราวกับกำลังกล่าวกับตนเอง

“ใช่ขอรับ.. ทำไมหรือขอรับ” จ้าวอิงกล่าวถามด้วยความฉงนสงสัย

ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่องครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน “รายงาน!..”

ทั้งสองจึงหันมองไปทางประตูห้อง ครู่หนึ่งองครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนนั้นก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เซียวจวิ้นหาน “รองผู้บัญชาการเซียวจดหมายถึงใต้เท้าขอรับ”

หลังจากทำหน้าที่ส่งจดหมายของตนเสร็จแล้ว องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นก็กลับออกไป จ้าวอิงเห็นด้านหน้าซองจดหมายประทับตราเป็นสัญลักษณ์ของสำนักซีเฟิง เขาก้าวเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าวย่างด้วยความสนใจ

เซียวจวิ้นหานเปิดซองจดหมายและดึงจดหมายที่อยู่ด้านในออกมาอ่าน เขากวาดสายตาเฉียบคมอ่านปราดเดียวก็เข้าใจ เขารู้ว่าจ้าวอิงสนใจจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “สำนักซีเฟิงตอบรับคำขอความช่วยเหลือกลับมาแล้ว”

สีหน้าของจ้าวอิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนจะกลับคืนสู่ปกติ “ใต้เท้าไหนท่านบอกว่าไม่ยอมให้เด็กอ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนในคดีอย่างไรเล่าขอรับ?”

เขาตวัดสายตามองจ้าวอิงก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หาใช่ข้าที่เป็นคนขอไม่ แต่เป็นผู้บัญชาการเหอต่างหาก..”

สิ้นคำจ้าวอิงก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดล้วนเป็นผู้บัญชาการเหอเป็นคนจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง จ้าวอิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ แม้เขาจะไม่ค่อยชอบผู้บัญชาการเหอผู้นี้เท่าใดนัก แต่ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้เขาอดนึกยอมรับในการตัดสินใจของผู้บัญชาการไม่ได้จริง ๆ

และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เซียวจวิ้นหานต้องยอมร่วมงานกับเด็กหนุ่มด้วยความจำใจและจำยอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง..

ช่วงเช้าในยามเฉิน(1) หลังจากตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้ว และได้รู้ว่าเป็นบุตรสาวของชาว ในหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยซึ่งตั้งอยู่ห่างออกจากเมืองหลวงไปราวห้าสิบลี้ องครักษ์เสื้อแพรและคนของทางการจึงได้นำศพของหญิงสาวกลับไปยังบ้านของนางซึ่งนำโดยรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน

ภายในบ้านหลังนั้นบรรยากาศเย็นยะเยือก กลิ่นธูปจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังไม่เลือนหาย ร่างของหญิงสาวถูกวางไว้ในโลงไม้กลางห้อง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเบิกโพลงราวกับก่อนตายได้พบกับสิ่งน่าสะพรึงกลัว บิดา มารดา และยังมีเด็กอายุไม่เกินสิบสองสิบสามนั่งรวมกันอยู่ภายในบ้านพวกเขาสวมอาภรณ์ขาวไว้ทุกข์ นั่งไว้อาลัยต่อหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย

ทั่วทั้งเรือนถูกตกแต่งด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เสียงร้องไห้จากผู้คนในบ้านดังระงมไปทั่วบริเวณ

"อาหนิง.. เจ้าไม่น่าอายุสั้นเลย" เสียงของผู้เป็นมารดาโอดครวญน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเศร้าเสียใจ

"พี่ใหญ่.. ไม่มีท่านพวกเราจะทำอย่างไร?" เสียงของเด็ก ๆ ร้องไห้คร่ำครวญตามหลังผู้เป็นมารดา

แม้ว่าภายในบ้านจะไม่ไร้ซึ่งบุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำที่เป็นบิดา ทว่าผู้รับหน้าที่ออกจากบ้าน นำของป่าที่ผู้เป็นบิดาหามาจากในป่าและบนภูเขานั้นล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนโตทั้งสิ้น เมื่อขาดนางไปก็เหมือนกับการขาดขาไปข้างหนึ่ง การเดินต่อไปของครอบครัวนี้จึงนับว่าเป็นปัญหา

ขณะที่ทุกคนกำลังร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นจากหน้าประตู

เซียวจวิ้นหานเงยหน้ามองคนที่กำลังก้าวเข้ามา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวราวหิมะสะอาดตา ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าราวหยกขาว ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายอ่อนโยนเกินบุรุษทั่วไป

เซียวจวิ้นหานเอ่ยเสียงเย็น สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง "เจ้าเป็นใคร?"

จ้าวอิงรู้ว่ารองผู้บัญชาการรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งเดินเข้ามาเป็นใครแต่ก็ยังเอ่ยถาม เขาจึงกระแอมไอออกมาคำหนึ่งก่อนกระซิบบอกว่า "เขาก็คือหลี่อวี้หลิน.."

เซียวจวิ้นหานปรายตามองคนของตนเองก่อนกัดฟันกล่าวตอบเสียงเบาว่า "ข้ารู้แล้ว.. แต่ข้ามิได้ถามเจ้า! ข้ากำลังถามเขา"

"ข้าคือหลี่อวี้หลิน หรือจะเรียกว่าอวี้หลินสั้น ๆ ก็ได้นะขอรับใต้เท้าทั้งสอง.." น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยความแน่วแน่ "ข้าได้ยินว่าท่านต้องการความช่วยเหลือ"

เซียวจวิ้นหานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ข้าไม่ได้ต้องการ แต่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน"

หลี่อวี้หลินยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบโต้อะไรกับอีกฝ่าย เขาหันร่างไปอีกทาง “ท่านลุง ท่านป้า.. หากพวกท่านไม่ว่ากระไรข้าน้อยขออนุญาตคุยกับบุตรสาวของพวกท่านสักหน่อยได้หรือไม่?”

สองสามีภรรยาไม่กล่าวอะไรนอกจากสีหน้าตื่นตะลึงที่จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาขอคุยกับศพบุตรสาวของตน หลี่อวี้หลินเห็นพวกเขาไม่กล่าวอะไรจึงเหมาเอาเองว่าพวกเขาตกลง ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่ศพ นิ้วเรียวแตะลงบนยันต์โลหิตบนหน้าผากของศพก่อนหลับตาลง ครู่ต่อมา ร่างของเขาก็เกิดอาการสั่นไหว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับยันต์โลหิตที่เขียนด้วยเลือด ดวงตาดอกท้อของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ภาพนิมิตพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา เสียงร้องสุดท้ายของหญิงสาว.. เงาร่างของฆาตกรที่สลัวรางเลือน.. และยันต์โลหิตที่เปล่งแสงแปลกประหลาด

หลี่อวี้หลินเบิกตากว้าง ก่อนจะกะพริบตาไล่ภาพในหัวออกไป เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวจวิ้นหานที่ยังคงจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา

เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าเห็นอะไร?"

หลี่อวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่มองหน้าคนถาม "...ไม่ใช่คน หรือบางทีอาจเป็น แต่เป็นคนที่เล่นศาสตร์ด้านมืด"

หลังจากการตรวจสอบศพ หลี่อวี้หลินพบบางสิ่งที่ทำให้เขาแน่ใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีต แม้ว่าเซียวจวิ้นหานจะรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหลี่อวี้หลิน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลที่อีกฝ่ายให้มานั้นมีประโยชน์และช่วยให้คดีคืบหน้า ทั้งยังเป็นไปในทางเดียวกัน

“เจ้ารู้เรื่องยันต์โลหิตนี้มากน้อยเพียงใด?” เซียวจวิ้นหานถามเสียงเย็นขณะเดินเข้าไปมองศพหญิงสาวที่นอนอยู่ในโลงอย่างสงบ

“ตอบตามตรง.. ไม่มากนัก” หลี่อวี้หลินตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความมั่นใจ “แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นยันต์โบราณที่เกี่ยวข้องกับการสังเวย”

“การสังเวย..” จ้าวอิงกล่าว

“ใช่..” หลี่อวี้หลินปรายตามองจ้าวอิงพลางพยักหน้าตอบรับหนักแน่น

เซียวจวิ้นหานเหลือบมองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกตน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ชอบชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี ไม่ใช่แค่เพราะท่าทีที่ดูสงบนิ่งจนดูไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะมีบางอย่างในแววตาที่ทำให้เขารู้สึก.. ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความไม่มั่นคงบางอย่างในตัวเอง ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ในตอนนี้

“หึ.. น่าสนใจ” เซียวจวิ้นหานแค่นเสียง “แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาปั่นหัวข้าได้หรอกนะ”

หลี่อวี้หลินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งเอวเพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพอ่อนโยน “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ข้า.. ข้าเสียใจด้วยจริง ๆ”

หลังจากนั้นเขาจึงเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณบ้านของผู้ตายอย่างไม่รีบไม่ร้อน เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงเดินตามหลังเขามาติด ๆ

จ้าวอิงเอ่ยถามทันทีที่เดินตามมาทัน “คุณชายหลี่นอกจากเจ้าจะรู้ว่าสิ่งที่สังหารแม่นางผู้นั้นว่าไม่ใช่คนแล้ว เจ้ายังเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่?”

หลี่อวี้หลินชะงักฝีเท้าก่อนจะเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองคนในครอบครัวของผู้ตายด้วยแววตาเศร้า เขาถอนหายใจก่อนจะหันกลับมาแล้วกล่าวเสียงเบาราวกับกระซิบว่า “ข้าจะพาพวกท่านไปที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในหมู่บ้านตามที่ข้าเห็นในนิมิตเมื่อครู่”

เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงหันมองสบตากัน จ้าวอิงกล่าว “เช่นนั้นเราก็ไปกันเลยเถอะ..”

เซียวจวิ้นหานทำท่าลังเลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จ้าวอิงเห็นจึงยื่นมือออกไปดึงแขนของเขา แล้วกล่าว “ไปเถอะนาใต้เท้า..”

ไม่นานพวกเขาก็มาถึงศาลเจ้าเก่าแก่ตามที่หลี่อวี้หลินนำทางมา การมาที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ทำให้พวกเขาพบสัญลักษณ์เดียวกันกับยันต์โลหิตที่ปรากฏบนหน้าผากของหญิงสาวผู้ตาย

“นี่มัน..” เซียวจวิ้นหานรำพึง จ้องเขม็งไปที่ภาพยันต์โลหิตตามผนังของศาลเจ้า

จ้าวอิงก็เห็นแล้วเช่นกัน “คุณชายหลี่.. นี่มันมิใช่ยันต์โลหิตหรอกหรือ?”

หลี่อวี้หลินหันไปรอบ ๆ ทั้งสี่ทิศ แปดด้าน ในใจของเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที เขากล่าวโดยไม่หันไปมองสองคนด้านหลัง “ดูจากการจัดวางสิ่งของในห้องนี้แล้ว ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าที่นี่จะต้องเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญอะไรสักอย่างแน่ และมันจะต้องไม่ใช่การบูชายัญธรรมดา ๆ”

ในตอนนั้นเองลมเย็นก็พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้างดงามของหลี่อวี้หลินวูบหนึ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยอง เยียบเย็นของบุรุษคนหนึ่ง

เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงต่างรู้สึกได้ถึงสายลมที่เย็นผิดปกติที่ไม่ใช่สายลมฤดูหนาวธรรมดา.. แต่กลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ

และนั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เขายิ่งมั่นใจมากว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องภูตผี ปีศาจและศาสตร์มืดพลังลึกลับบางอย่างอย่างแน่นอน

---------------------------------------------------

1.ยามเฉิน คือช่วงเวลาตั้งแต่ 07:00 - 08:59 น.

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย แรกพบสบรัก
8.6
ผมชื่อ ‘มาวิน’ แต่ชีวิตไม่เคยวินสมชื่อ ตอนเด็กเคยฝันว่าอยากมีพลังวิเศษเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ แต่พอสิบขวบ ผมก็ได้พลังวิเศษนั่นมา ...พลังวิเศษที่ทำให้มองเห็นทะลุเสื้อผ้าได้ยันซอกหลืบทันทีที่สบตากับเจ้าของร่างกาย คงคิดสินะว่าผมคงจะได้เห็นร่างกายสาว ๆ จนเปรม แต่ผิด ไม่เคยได้เห็นร่างเปลือยของสาว ๆ เลย เพราะไอ้ที่ผมเห็นน่ะ...ร่างกายผู้ชายล้วน ๆ เลยเถอะ! ไอ้พลังบ้านี่ดันทำให้เห็นแต่ผู้ชายด้วยกันซะงั้น โอ้โห หันขวาก็มะเขือยาว หันซ้ายก็แตงร้าน เอ้า ไอ้หมอนี่แตงกวา หมอนั่นมาแปลก ผิวขรุขระ มะระก็แล้วกัน แม่งเอ๊ย ตาจะบอด กลายเป็นคนเก็บตัวในพริบตา จะไม่ให้เก็บตัวได้ไง สบตาใครก็เห็นกระเปี๊ยวชาวบ้านไปทั่วแบบนี้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อผมจำเป็นต้องหารูมเมทเพื่อแชร์ค่าหอพักด้วยฐานะทางบ้านเริ่มมีปัญหา คิดหนักอยู่นานถ้าจะต้องเห็นผู้ชายด้วยกันเดินโทงเทงในห้องตัวเอง แต่สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับผมขนาดนั้น ส่ง ‘คชา’ ทูตกิจกรรมมหาวิทยาลัยเดียวกันกับผมมาให้ สะ...สบตาแล้วมองทะลุเสื้อผ้าไม่ได้ เพราะอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่มาอยู่ด้วยกันเถอะ กราบแล้ว!
หน้าปกนวนิยาย ได้เกิดใหม่ข้าจะร่ำรวย
9.5
เมื่อสาวโสดสุดสวยอย่างลูกปลาจากยุค 2022 ต้องย้อนเวลากลับไปสู่ยุคจีนโบราณอย่างไม่คาดคิด เธอตื่นขึ้นมาในร่างของหญิงสาวที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นที่แสนรันทดและสามีจอมหื่นที่จ้องจะเผด็จศึกเธออยู่ตลอดเวลา งานนี้ลูกปลาต้องใช้ไหวพริบทั้งหมดที่มีเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายรอบด้าน พร้อมกับภารกิจสำคัญในการสร้างฐานะให้ร่ำรวยเพื่อพลิกชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย ซาเปีย ภาคเสียงกระซิบจากสายน้ำ
9.4
ตารัคคือดินแดนแห่งผู้พิทักษ์ปฐวีธาตุที่กำลังเร่งตามหาอัญมณีสาบสูญเพื่อเติมเต็มเจตนารมณ์ของเทพบิดร ทว่านีรุณกลับเริ่มคลางแคลงใจว่าภารกิจนี้คือสิ่งที่พระองค์ต้องการจริงหรือไม่ ในขณะที่เธอกำลังค้นหาคำตอบท่ามกลางความสงสัย อลัน ชายหนุ่มแปลกหน้าผู้มีผมสีเงินและดวงตาสีฟ้าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมความลับบางอย่าง การเดินทางเพื่อพิสูจน์ศรัทธาและไขปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ในดินแดนแห่งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางการผจญภัยที่เดิมพันด้วยความจริงอันสูงสุด
หน้าปกนวนิยาย คู่ปลอมของอัลฟ่า สงครามเงียบของโอเมก้า
7.9
จากโอเมก้าต่ำต้อยที่เชื่อว่าตนคือคู่แท้ของคีรินทร์ อัลฟ่าผู้สูงส่ง ความจริงอันโหดร้ายกลับถูกเปิดเผยผ่านคัมภีร์ลับว่าเขายอมทำหมันเพื่อหญิงอื่นก่อนพบเธอเสียอีก ความรักที่เธอเทิดทูนและลูกในครรภ์แปดเดือนเป็นเพียงหมากในเกมพนันอันวิปริต เขาปล่อยให้ศิรินยาทำร้ายเธออย่างทารุณก่อนโยนร่างให้ลูกน้องย่ำยี ท่ามกลางความแตกสลายที่กลายเป็นความแค้นเย็นเยือก เธอจึงตัดสินใจจบชีวิตทารกด้วยสมุนไพรต้องห้าม เพื่อเริ่มต้นสงครามทวงแค้นต่อทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอ
หน้าปกนวนิยาย คำโกหกของอัลฟ่า การลุกฮือของโอเมก้า
9.0
หลังจบกะทำงานอันยาวนานที่ศูนย์บำบัด ฉันตั้งใจนำอาหารไปหาภาคิน อัลฟ่าผู้เป็นคู่ชีวิต แต่กลับพบความลับดำมืดในคฤหาสน์ลับ เมื่อเขากำลังมีความสุขกับหญิงอื่นและลูกชายที่ไม่เคยเปิดเผย ภาคินตราหน้าฉันว่าเป็นเพียงโอเมก้าตัวคั่นเวลาที่รอวันถูกกำจัดทิ้ง โดยมีพ่อแม่บุญธรรมของฉันร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วย ท่ามกลางคำโกหกที่ทำลายชีวิต ฉันจึงวางแผนล้างแค้นด้วยการส่งคริสตัลบันทึกความลับไปฉีกหน้าพวกเขาทุกคนในงานเลี้ยงสำคัญเพื่อตอบแทนความเจ็บปวดนี้
หน้าปกนวนิยาย ชินอ๋องปีศาจไร้ใจ
8.7
เขาเป็นชินอ๋องปีศาจ เข็นฆ่าผู้คนมานับแสน มองสตรีเป็นเพียงเหยื่อ หิวกระหายกลืนกินตลอดเวลา ส่วนนางชาติก่อนถูกฮ่องเต้มอบผ้าขาว มาชาตินี้กลับกลายเป็นของเล่นของชินอ๋องปีศาจชีวิตบัดสบให้ข้าเกิดใหม่ทำไม!! เสียงฝีเท้าหนักก้าวเข้ามาใกล้ราวกับปีศาจ... เสียงนั้นก้องกังวาน...ขณะที่ร่างบนเตียงทำได้เพียงนอนอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาอันแสนอ่อนล้าเลื่อนมองไปยังปลายเท้าของตนเอง ...มองดูบุรุษผู้นั้นก้าวขึ้นมายังตั่งเตียงอีกครั้ง... นางที่หมดเรี่ยวแรงแลอ่อนล้าเอ่ยวาจาประชดประชัน “ท่านคงเป็นปีศาจที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... ...หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าคงสิ้นลมคาอกท่านเป็นแน่” เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังหยัน “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าก็จะฉุดเจ้าลงสู่นรกเอง” ฝ่ามือหนาเข้าบีบปลายคางของนางให้มองสบกับใบหน้าของอีกฝ่าย นัยน์ตาแดงก่ำประดุจปีศาจมองจ้องมายังนาง จากนั้นก็ดึงรั้งนางให้ลงสู่ห้วงอเวจีอีกครั้ง!!!