
จากเมียส้มหล่นสู่หญิงแกร่ง
ตอน 2
เมื่อมู่จิ่วเซียวได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉย
เขาผูกเนกไทแน่น แล้วหันกลับมามองเธออย่างเยาะเย้ย “เพราะเมื่อคืนผมปฏิเสธที่จะไปช่วยคุณงั้นเหรอ?”
เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ หลินซีก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวและหัวใจ
สีหน้าของมู่จิ่วเซียวเรียบเฉย “ชิงไป๋เพิ่งติดต่อผมมาแล้ว เรื่องโครงการของหวังซือ กรุ๊ปที่สำเร็จได้เป็นความดีความชอบของคุณ ส่วนแบ่งคุณได้ไม่น้อยแน่นอน”
ร่างของหลินซีพลันแข็งทื่อ
มู่ชิงไป๋…… น้องสาวสุดที่รักของเขา
เธอหวนนึกถึงงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ พบว่ามู่ชิงไป๋เป็นคนพาเธอไปจริง ๆ
เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของมู่จิ่วเซียว หลินซีจึงไม่กล้าบ่ายเบี่ยง แม้เธอจะดื่มเหล้าไม่เก่งก็ยังต้องฝืนดื่มไปเรื่อย ๆ เพียงแค่อยากทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อทำอะไรบางอย่างให้มู่จิ่วเซียวก็เท่านั้น
แต่กลับไม่คิดเลยว่าจะลงเอยแบบนั้น
และการกระทำของมู่ชิงไป๋ในสายตาของมู่จิ่วเซียวก็เป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อยของเด็ก เขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเลย
หลินซีสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด แต่ในใจกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป เธอกล่าวอย่างแดกดัน “ถ้าอย่างนั้นก็รีบทำให้มันจบ ๆ ไปเลยเถอะ เรื่องเมื่อคืนเขาคงรู้กันไปทั่วแล้ว คนอย่างคุณมู่จิ่วเซียวหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงแห่งเมืองอัน จะปล่อยให้สินค้าอย่างฉันมาทำตัวเองเสื่อมเสียได้ยังไงกัน จริงมั้ย?”
มู่จิ่วเซียวเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ จากมุมที่สูงกว่าก้มหน้าลงมองมายังเธอ “สินค้าเหรอ สามปีที่แล้วคุณใช้ไขกระดูกเพื่อแต่งงานกับผม คิดว่าตัวเองสูงส่งมากนักหรือยังไง ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้หรอก”
สามปีที่เป็นสามีภรรยากันมา เขาแทบไม่เข้าใกล้เธอขนาดนี้มาก่อน
แต่สิ่งที่เขามอบให้ไม่ใช่ความใกล้ชิด หากแต่เป็นบาดแผล
หลินซีแข็งทื่ออยู่กับที่ นึกถึงตอนที่เธอแอบมองเขา ผู้ชายคนนี้แม้จะเย็นชาต่อคนภายนอกแต่ก็ไม่เคยใจร้าย แล้วทำไมถึงได้เกลียดเธอมากขนาดนี้
ราวกับว่าระหว่างพวกเขาสองคนมีความเคียดแค้นอะไรบางอย่างฝังลึกอยู่อย่างที่ไม่มีใครรู้
ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ มู่จิ่วเซียวก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือพลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ต้องทำอาหารเช้าแล้ว ตอนเที่ยงทำอาหารไปส่งที่บริษัทด้วย”
……
หลินซีไม่ทำตามคำสั่งของเขา
เขามีท่าทีแย่ ๆ แบบนี้ก็ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง ปกติหลินซีจะยอมรับอย่างเงียบ ๆ แต่วันนี้เธอกลับไม่เพียงแค่เอ่ยปากขอหย่า แต่ยังหายตัวไปเลยด้วย
หลังเที่ยง ผู้ช่วยอย่างโจวชางก็เข้ามาพร้อมกับอาหารกลางวัน
มู่จิ่วเซียวเหลือบมองกล่องอาหารกลางวัน
มันเป็นอาหารจากร้านอาหาร ไม่ใช่ฝีมือหลินซี
เขารู้สึกไม่พอใจนัก แต่ช่วงพักกลางวันมีไม่มาก เขาจึงเลือกไม่ได้ กินไปสองสามคำพอให้ดับความหิวโหย
พูดตามตรง ตลอดสามปีที่ผ่านมา กระเพาะของเขาถูกหลินซีเลี้ยงดูจนชินกับรสชาตินั้นไปแล้ว
เดิมทีเมื่อไม่ได้กินดีก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเดินกลับมาที่ออฟฟิศ เขาก็เห็นเอกสารข้อตกลงการหย่าที่หลินซีให้คนส่งมาให้
โจวชางเห็นสีหน้าเย็นชาของเขา จึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ อย่างกล้าหาญ “ท่านประธานครับ ท่านไม่ได้อธิบายให้คุณนายฟังเหรอครับว่าคนที่อยู่ด้วยเมื่อคืนคือคุณ?”
ความทรงจำของมู่จิ่วเซียวถูกดึงกลับไปเมื่อคืน สีหน้าของเขาดูหม่นหมอง
เขาตัดสินใจไปช่วยเธออย่างกะทันหัน เพียงเพราะไม่อยากให้เธอขายหน้าตัวเอง แต่ไม่คิดเลยว่าหลินซีหลังจากเมาแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง เธอกอดเขาแน่นทั้งที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ร้องไห้ ตัวอ่อนอ่อนปวกเปียกไปหมด พร่ำเรียกชื่อเขาตลอดเวลา
ในชั่วขณะที่ความพลุ่งพล่านเข้าครอบงำ มู่จิ่วเซียวก็ไม่ได้ปฏิเสธตัวเอง
ไม่รู้เป็นเพราะรสชาติของเธอดีเกินไป หรือเป็นเพราะมู่จิ่วเซียวระงับความต้องการของร่างกายมานาน เขาถึงกับถูกความปรารถนาเข้าครอบงำจนหยุดไม่ได้ ทำเอาเธอเหนื่อยล้าจนถึงกลางดึก
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบนี้ สำหรับเขาแล้วไม่ควรค่าแก่การนำมาพูดถึง ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงคนนี้ก็อยากมีอยากได้ซะขนาดนั้น แค่เขาชดเชยเงินที่มากพอให้เธอก็เพียงพอแล้ว จะอธิบายไปทำไมกัน
ส่วนเรื่องการหย่าร้าง——
มู่จิ่วเซียวก้มหน้ามองตัวอักษรสีดำเข้มบนเอกสารข้อตกลง ในดวงตาฉายแววเย้ยหยันเล็กน้อย ก่อนจะเซ็นชื่อลงไปอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นเขาก็โยนเอกสารสองสามแผ่นนั้นให้โจวชาง “เอาไปส่งให้ถึงมือคุณนายด้วยตัวเอง”
โจวชางกำลังจะเดินออกไป แต่จู่ ๆ มู่จิ่วเซียวก็พลันนึกอะไรขึ้นได้ และเอ่ยสั่งเสียงเข้ม “ไปตรวจสอบดูสิว่าเมื่อคืนใครเป็นคนส่งเธอไปที่โรงแรม”
คุณอาจจะชอบ





