
เจ้าสาวคืนแค้น
ตอน 3
แค้นที่ 3
คำอ้อนวอน
ในอดีตที่ตัวของปัญดาวิเอง ค่อนข้างจะอ่อนต่อโลกและดื้อรั้น จึงทำให้คนที่ก้าวพลาดไปแล้วอย่างเธอ อยากจะกลับไปแก้ไขในทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยผิดพลาดและกระชากหน้ากากคนร้ายออกมาให้สังคมได้เห็น ว่าเขาคนนั้นไม่ใช่คนที่ดีอย่างที่ภาพลักษณ์ภายนอกออกมา
ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นคงเสวยสุขอยู่กับชู้รักของตน และคงกำลังยิ้มเยาะให้กับความโง่เขลาของเขาอยู่เป็นแน่ ปัญดาวิก็ได้แต่ภาวนาในใจให้ทั้งสองจงมีความสุขกับความจอมปลอมนี้ให้มาก เพื่อรอวันที่ได้ชดใช้กรรมให้กับเขาอย่างสาสม
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ทำไมตัวของเธอช่างโง่งมหลงเชื่อใจและยังคิดไปอีกว่า หากได้แต่งงานกับชายคนนั้นความรักของเธออาจจะเปลี่ยนแปลงคนอย่าง ปฏิพัทธ์ได้ ทำไมช่างเชื่ออะไรที่มันไม่มีวันเป็นจริงขนาดนั้นกัน
สิ้นความคิดของคนที่กำลังโทษตนเองซ้ำไปซ้ำมา จู่ๆภาพที่ดำมืดทั่วทั้งบริเวณ หลังจากที่เรื่องราวในอดีตค่อยๆหายไปจากมโนสำนึกของตน กลับมีแสงสว่างที่ไม่รู้มาจากที่ใดค่อยๆสว่างไสว
อีกทั้งเปลือกตาที่เคยหนักอึ้ง ในตอนนี้ก็ค่อยๆเปิดปรือออกเพราะแสงสว่างนั้นเริ่มใกล้เข้ามาในดวงตาของเธอเข้าทุกที
“ ลูกแม่ ลูกแม่ตื่นแล้ว ”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างตื่นเต้น พร้อมกับภาพของผู้เป็นแม่ที่กำลังวิ่งออกไป เพื่อเรียกพยาบาลด้านนอกให้เข้ามาตรวจร่างกายให้กับลูกสาวของตนเอง
ปัญดาวิที่ค่อยๆฟื้นคืนสติ เธอก็ได้แต่ฉงนในใจอยู่ไม่น้อยกับร่างกายของตนเองที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย ทั้งที่ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ ร่างกายนี้ได้รับกระสุนจากการถูกยิงถึงสามนัดติดกัน
แต่เมื่อเธอหันมองไปยังโทรทัศน์ที่กำลังฉายข่าวดังเมื่อปีที่แล้ว เธอก็ถึงกับนิ่งค้างตกใจกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ในทันที
“ นี่มัน ตอนที่เรานอนโรงพยาบาลเพราะโดนยาเสียสาวในวันที่ประกาศแต่งงานนี่นา ”
ปัญดาวิสอดส่ายสายตามองไปรอบๆห้องพักของตนเอง ก็พบว่าตอนนี้เธอได้กลับมายังเมื่อหนึ่งปีก่อน ในช่วงเวลาที่เธอถูกวางยาเสียสาวในงานประกาศการแต่งงานของเธอและปฏิพัทธ์
เธอจำได้ดีว่าตอนนั้นมีเพียงแม่ของเธอเท่านั้น ที่คอยมาเฝ้าไข้ดูแลเธอ และก็แทบจะไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของตนเองมาเยี่ยมเยือนเลยสักครั้ง
ปัญดาวินั่งประมวลเรื่องราวต่างๆตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงวันสุดท้ายที่เธอต้องเสียชีวิตอย่างเดียวดายภายในห้องพักของโรงแรม เธอจดจำทุกสิ่งและทุกอย่างที่ทุกคนแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี
หากแต่ผู้เป็นแม่ที่พึ่งกลับเข้ามายังห้องพักคนไข้ ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า เธอสามารถจดจำทุกคนและทุกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีลง
แววตาวูบหนึ่งที่เธอสัมผัสได้จากหญิงกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ของเธอ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนตลอดเวลาเธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มาก่อน
แววตาที่เธอเห็นเมื่อครู่ มันคือแววตาของคนที่ดูเหมือนจะไม่พอใจที่เธอยังมีชีวิตอยู่และตื่นขึ้นมาอย่างปลอดภัย และเมื่อครู่แม่ของเธอก็ไม่น่าจะมีการผิดใจกับพยาบาลด้านนอกอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากเสียงเรียกทักจากผู้เป็นแม่ก็แทบจะไม่มีเสียงอื่นเข้ามาปะปน จะมีก็แต่เสียงฝีเท้าของเหล่าพยาบาลเท่านั้น ที่เข้ามายังด้านในห้องพักเพื่อตรวจร่างกายของเธอ หลังจากที่เธอฟื้นคืนสติได้ไม่นาน
แม้ตอนนี้แววตาและสีหน้าของผู้เป็นแม่จะกลับเป็นเหมือนที่เคยแล้ว หากแต่แววตาเมื่อครู่ที่เธอได้เห็นมันยังคงตราตรึงและพาให้เธอเริ่มสงสัยกับพฤติกรรมบางอย่างของครอบครัวของตนเอง
หรือตลอดมาเธอจะคิดเพียงแค่ด้านเดียวกันนะ ในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเธอจะต้องไม่พลาดพลั้งและต้องรอบคอบ ไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ปัญดาวินึกถึง และคิดว่าคน คนนี้ต้องเป็นคนที่ยอมช่วยเธอจากใจจริง และไม่คิดร้ายกับเธออย่างแน่นอน
“ แม่คะ หมอนัทไปไหนหรือคะ ”
“ เอ่อหมอนัท คุยอยู่กับน้องอิสน่ะลูก มีอะไรรึเปล่า ”
“ เปล่าค่ะ หนูแค่คิดว่าหมอนัทต้องเป็นคนที่จะเข้ามาตรวจอาการของหนูมากกว่าพยาบาลด้านนอก ”
และสิ่งที่เธอได้ยินมาเมื่อครู่ ก็น่าแปลกเสียยิ่งกว่าเดิม ทำไมเมื่อปัญดาวิที่เป็นคนไข้ตื่นขึ้นมา คนที่เป็นหมอเจ้าของไข้อย่างหมอนัท ที่ใครต่อใครต่างรู้ดีว่าเขาไม่เคยละจากหน้าที่ของตนเอง ถึงได้ยังคุยอยู่กับน้องชายของเธอกันล่ะ
ปัญดาวิค่อนข้างไว้ใจในตัวของเพื่อนรักคนนี้มาก หากแต่คนที่น่าสงสัยก็คงหนีไม่พ้นน้องชายผู้อ่อนแอของเขามากกว่า
“ อากาศด้านนอกค่อนข้างร้อนขนาดนี้ ทำไมอิสถึงมาโรงพยาบาลด้วยล่ะคะ ปกติอิสจะชอบนอนรออยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือ น้องร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนี่ ”
ปัญดาวิที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของน้องชายและแม่ของเธอ เธอจึงได้ทำการหลอกถามด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเหมือนในอดีตที่เคยเป็นมา
หากแต่ตอนนี้ ปัญดาวิคนเดิมจะไม่มีอีกต่อไปแล้วที่ใสซื่อมองโลกเพียงแค่ด้านเดียว มองทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามและสดใสอยู่เสมอ
ปัญดาวิที่เกิดใหม่ที่ทั้งหัวใจและสมองสะสมไปด้วยความแค้นและความหวาดระแวง เธอจะไว้ใจใครไม่ได้อีกต่อไป เพราะในสายตาของเธอ ทุกคนก็สามารถที่จะคิดร้ายกับเธอได้อยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ
“ อะ อะ อ๋อพอดีว่า อ้าวพ่อพัทธ์มาเยี่ยมน้องหรือลูก ”
แต่ในระหว่างที่ผู้แม่กำลังจะกล่าวตอบเธอด้วยน้ำเสียงประหม่าอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอก็ค่อยๆใกล้เข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ ที่เธอเองก็คุ้นตาเป็นอย่างดีว่าผู้มาใหม่จะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจาก
“ คุณพัทธ์ ”
คุณอาจจะชอบ





