
ร่านดอกรัก
ตอน 2
หนทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าแม้จะเป็นเพียงถนนลูกรังสีแดงฝุ่นฟุ้งกระจายยามหน้าแล้ง ที่เห็นกันเจนตาในชีวิตชนบทห่างไกลความเจริญเช่นเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ แต่สองข้างทางหาได้มืดมิดหรือรกครึ้ม เพราะมีดวงไฟให้แสงสว่างเป็นระยะๆ เรียกได้ว่าไม่อันตรายจากสัตว์ร้ายสำหรับคนเดินเท้าในเวลาค่ำคืน แต่สำหรับอันตรายจากน้ำมือมนุษย์นั้น แม้จะมีไฟทางส่องสว่าง หรือจะเป็นแสงจากพระอาทิตย์ดวงกลมโตเวลากลางวันแสกๆ ผู้มีจิตใจหยาบช้าก็สามารถทำสิ่งผิดกฎหมายไร้ซึ่งมนุษยธรรมได้โดยไม่สนใจเวล่ำเวลา
ภายในรถกระบะโฟวิลคันใหม่เอี่ยมที่กำลังแล่นไปข้างหน้าอย่างช้าๆ หญิงสาวอุ้มเด็กน้อยที่ผล็อยหลับอิงอกเอาไว้ สายตาเธอมองไปข้างหน้าอย่างสนใจ เวลาเกือบสองปีที่ไม่ได้เหยียบย่างมาที่แห่งนี้ทำให้เห็นถึงความแปลกตา สองข้างทางที่เคยรกร้างไปด้วยต้นไม้ไร้ประโยชน์และวัชพืช กลางคืนก็มืดสนิทจนไม่มีใครกล้าเดินผ่าน มาบัดนี้กลับสว่างไสวไปด้วยไฟทางสีนวลที่ส่องเป็นระยะๆ ต้นไม้รกๆ ข้างทางก็ตัดแต่งเป็นรูปเป็นทรงไม่ให้กิ่งก้านเกิดเงาบดบังแสง เมื่อผ่านชุมชนก็เห็นบ้านเรือนริมถนนต่างพร้อมใจกันติดไฟส่องสว่างหน้าบ้านตนเอง ผิดไปจากเมื่อก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“แปลกตาใช่ไหม” สารถีหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่ากณิศาสนใจมองข้างทางเป็นนานสองนาน จนไม่พูดคุยกับเขาเลยตลอดเส้นทางที่ผ่านมา
หญิงสาวเหลียวมามองเขาช้าๆ ก่อนพยักหน้าให้เล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยวาจาอันใด ชายหนุ่มจึงพูดต่อ
“พี่ชายผมเป็นคนเข้ามาพัฒนาและปฎิรูปความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ถนนหลายสายลาดยาง บางสายแม้ไม่มีงบประมาณมาลาดยางมะตอย แต่ก็ถมลูกรังอัดแน่นฝนตกไม่เละ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็ติดไฟส่องสว่างทุกสายเพื่อความปลอดภัยของผู้สัญจร หน้าบ้านก็ขอความร่วมมือให้เปิดไฟคนละหนึ่งดวงตลอดคืน คุณก้อยรู้ไหมว่าลดปัญหาอาชญากรรมได้มากทีเดียวนะครับ”
ชายหนุ่มพูดอย่างภูมิใจเสมือนเป็นคนทำโครงการดังกล่าวเสียเอง แต่เหมือนหญิงสาวผู้ร่วมโดยสารมาในรถจะไม่ให้ความสนใจมากเท่าใด เธอแค่พยักหน้ารับทราบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เขาก็เข้าใจดีเวลานี้จิตใจเธอคงหดหู่กับการเสียชีวิตของพี่สาวและเหตุพิพาทในวัดเมื่อสักครู่
“น้องชื่ออะไรครับ ผู้หญิงใช่หรือเปล่า” เขาอยากหาเรื่องคุยกับเธอจึงถามถึงเด็กน้อยที่หลับอยู่แนบอก แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งหลังทำใจได้มาไม่นาน เพราะกณิศานับเป็นคนบ้านเดียวกันที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ และเขาก็แอบชอบเธอมาตั้งแต่เริ่มแตกพาน เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชอบและคิดจะจีบ
แต่เวลานั้นทั้งตัวเขาและกณิต่างเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ จะมีพบเจอกันบ้างก็ตอนปิดเทอม เขาจำได้ดีว่าจะยิ้มอย่างขัดเขินเสียทุกครั้งเมื่อพบเจอหญิงสาว ไม่ว่าสถานที่ใด พบเจอตามลำพังหรือมากับบุคคลอื่น
กณิศาและกนกกรพี่สาวนับเป็นสาวหน้าตาดีถึงขั้นสวยที่สุดในหมู่บ้าน ทำให้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไป ตัวเขาจึงมีคู่แข่งเป็นจำนวนมากแต่เรียกได้ว่ายังไม่ได้เปิดตัวลงแข่งขัน รางวัลแห่งชัยชนะก็มีคนคว้าไปเสียแล้ว เมื่อกณิศาหนีหายไปพร้อมชายอีกคนที่กำลังจะแต่งงานกับกนกกร เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ตอนกณิศาหายหน้าไปใหม่ๆ ครอบครัวของเธอแทบจะเข้าหน้าชาวบ้านไม่ติด ไม่พบปะเพื่อนบ้านไม่กล้าเหยียบย่างไปในตลาดเพราะทนกับคำถามและสายตาเหยียดหยามของคนเหล่านั้นไม่ไหว
กนกกรที่ถูกน้องสาวแย่งคนรักไปเสียใจทุกข์ใจมากมายแต่คงไม่เท่านางสายบัวผู้เป็นมารดาเพราะถือว่าอับอายชาวบ้านเป็นสองเท่า ลูกสาวคนโตเป็นหม้ายขันหมากทั้งที่เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ทำเรื่องงามหน้าหนีตามคู่รักของพี่ตนเองไปเป็นเหตุให้งานแต่งของพี่สาวต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย
ส่วนตัวเขาก็แทบไม่เป็นผู้เป็นคน หมดอาลัยในชีวิตไปพักใหญ่แต่ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมาจากเรื่องของกณิศา เพราะเขายังไม่ทันได้เอ่ยปากให้ใครรู้ว่าชอบเธอ แล้วกับเจ้าตัวยิ่งไม่เคยได้เผยความในใจเพื่อสานต่อความสัมพันธ์แต่อย่างใด เรียกได้ว่าเขาอกหักเสียตั้งแต่ในมุ้งเลยทีเดียว
“ลูกสาวค่ะ ชื่อรวงข้าว” เสียงตอบสั้นๆ ของกณิศารั้งชายหนุ่มกลับมาจากความหลังที่กำลังหวนรำลึก
“ชื่อน่ารักจังนะครับ คงจะเหนื่อยหลับปุ๋ยเลย” เขายิ้มให้เธอแม้ไม่มีรอยยิ้มหรือคำพูดตอบแต่อย่างใด
หญิงสาวปล่อยให้ความเงียบครอบครองพื้นที่ภายในห้องผู้โดยสารอีกครั้ง ชายหนุ่มรอบถอนหายใจช้าๆ คงเปล่าประโยชน์ที่จะชวนเธอพูดคุยแม้อยากจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอีกมากมาย เขาพารถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายซึ่งเป็นบ้านหลังงามที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควร
รถคันใหม่เอี่ยมแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านที่เปิดไฟสว่างไสวทว่าดูเงียบเหงาจนวังเวง นิพลเปิดประตูลงจากที่นั่งคนขับอ้อมมาเปิดประตูให้กณิศา ชายหนุ่มส่งมือไปหวังรับเด็กน้อยมาอุ้มเอาไว้เพื่อให้กณิศาลงจากรถได้อย่างสะดวก ทว่าหญิงสาวปฏิเสธไม่ยอมส่งเด็กหญิงตัวน้อยที่อุ้มเอาไว้แนบอกให้ ขยับลงจากรถด้วยตนเองจนนิพลต้องรีบหลบทางให้ แล้วเดินไปยกกระเป๋าเดินทางลงจากกระบะท้าย
กณิศาหยุดยืนหน้าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังเดิม บ้านที่ไม่ได้มาเหยียบเป็นเวลาสองปีกว่า บ้านแสนสุขที่อบอวลไปด้วยความรักในอดีต แต่บัดนี้เวลานี้บ้านกลับดูวังเวงเงียบเหงา ช่วงเวลากลางคืนไม่ได้เป็นเงื่อนไขทำให้บ้านดูเหงาลงไปมากขนาดนี้ แต่นั่นเป็นเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นในบ้าน บ้านที่มีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่พ่อเสียชีวิตไปตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกเท่านั้นเอง แม่ต้องอยู่กับกนกกรตามลำพังเพราะตัวเธอเองเข้าไปเรียนระดับอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ ขณะที่กนกกรเรียนวิทยาลัยอาชีวะอยู่ที่บ้านเกิด
วันหยุดไม่ว่าจะช่วงยาวเช่นปิดเทอมหรือช่วงสั้นเช่นเสาร์อาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์ กณิศาก็พยายามกลับมาบ้าน งานของเธอคือช่วยแม่ดูแลสวนผลไม้และไร่องุ่น ส่วนกนกกรนั้นถนัดทำงานบ้านมากกว่าออกไปตากแดดให้เหงื่อไหลไคลย้อย จนบางครั้งแม่ยังเอ่ยเย้าว่าสาวชาวกรุงไม่กลัวแดดแต่สาวบ้านนอกกลับกลัวแดดยิ่งกว่ากลัวผี การได้นอนหนุนตักแม่และรับประทานอาหารพร้อมหน้าสามคนแม่ลูกเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุดหลังพ่อจากไป แต่เวลานี้ภาพแห่งความสุขเหล่านั้นไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว
กณิศาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาข้างแก้ม ก่อนมองหากระเป๋าเดินทางที่นิพลยกลงมาจากกระบะท้าย ชายผู้มีน้ำใจยังถือไว้ไม่ได้วางลง ซ้ำยังหิ้วเดินไปเมียงมองที่ประตูหน้าบ้าน
“คุณก้อยมีกุญแจไหมครับ บ้านล็อกนี่นา” นิพลหันกลับมาถาม ก่อนจะมองเลยไปท้ายรถของเขาที่เห็นดวงไฟสาดส่องมา พร้อมเสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่ดังหนวกหูเข้ามาจอดใกล้แทบจะชนกณิศาจนเธอต้องขยับหนี แล้วแจ่มจันทร์ที่นั่งซ้อนท้ายมาก็ยื่นกุญแจทั้งพวงให้
“ป้าบัวใช้ให้เอามา” พูดจบแจ่มจันทร์ก็วางกุญแจพวงหนักลงบนฝ่ามือที่แบออกไปรับของกณิศาอย่างแรงจนมือตกลงเล็กน้อย แจ่มจันทร์แสยะมุมปากสะใจก่อนหันไปสั่งหนุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์
“ไปชาติ เสียเวลาจริงๆ ไม่รู้จะกลับมาทำไมให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีก” สุดท้ายแจ่มจันทร์ก็อดแขวะกณิศาไม่ได้ ซ้ำมองด้วยหางตาอย่างเหยียดหยามก่อนเอ่ยเร่งนายชาติชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันที่ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์
“ไปเร็วๆ เหม็นเน่าคนบางคน”
เมื่อรถจักรยานยนต์เก่าๆ แล่นจากไปแล้ว นิพลรีบแบมือขอกุญแจจากกณิศาแล้วอาสา
“ผมเปิดให้ครับ คุณก้อยคงไม่สะดวกแน่ๆ” เขามองเด็กหญิงที่กณิศาอุ้มอยู่ประกอบคำว่าไม่สะดวกซึ่งเธอเองก็คงคิดเช่นเดียวกัน
การอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนจะไขกุญแจบ้านก็ดูยากเย็นแต่ใช่จะเหลือบ่ากว่าแรงนัก ถ้าหากไม่มีคนรับอาสาก็ทำเองได้ แต่หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่ามารดาคงไม่ใจดำใช้ให้แจ่มจันทร์เอากุญแจมายื่นให้แบบนี้ น่าจะใช้ให้มาเปิดบ้านให้เสียมากกว่า แต่แจ่มจันทร์เป็นคนแล้งน้ำใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงได้ทำแค่เอากุญแจมายัดใส่มือ แต่อะไรก็เป็นไปได้แม่อาจยังถือโทษโกรธไม่หายกับเรื่องผิดพลาดที่ผ่านมาของเธอ อาจสั่งให้แจ่มจันทร์ทำแค่นี้จริงๆ
กณิศาลอบถอนหายใจแล้วส่งกุญแจให้ชายหนุ่มผู้รับอาสา
ประตูไม้สักบานเรียบตามความเห็นชอบของทุกคนในครอบครัวตอนซ่อมแซมบ้านใหม่ เพราะของเก่าทรุดโทรมลงไปมากถูกเปิดออก ภายในตัวบ้านไม่ได้เปิดไฟไว้ แต่ก็ไม่มืดเพราะมีแสงไฟจากระเบียงหน้าบ้านสาดส่องเข้ามา รวมถึงแสงที่ลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกทำให้ไม่ยากที่นิพลจะมองหาสวิตช์เพื่อเปิดไฟในบ้าน โถงกลางบ้านสว่างด้วยไฟนีออน หญิงสาวกวาดตามองอย่างคุ้นเคยแล้วน้ำตาก็เอ่อคลอดวงตาอีกครั้ง เธอรีบหันไปหานิพลแล้วกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณมากนะนิพล”
นิพลวางกระเป๋าลงใกล้ๆ รู้ดีว่าแม้กณิศาไม่เอ่ยไล่ตรงๆ แต่เธอคงอยากให้เขากลับ และเขาก็คงต้องขอตัวกลับตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยลาชายหนุ่มยังพูดอย่างห่วงใยอีกครั้ง
“กระเป๋าหนักคุณก้อยอย่ายกขึ้นไปเองนะครับ รอให้ใครมาช่วยยกจะดีกว่า” แม้ใจจริงแล้วเขาอยากอาสายกขึ้นไปให้จนถึงห้องนอนของเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะรู้ว่าไม่สมควรและเธอก็คงไม่ยินยอม
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” กณิศากล่าวขอบอกขอบใจเขาอีกครั้ง แล้วเดินตามไปส่งและปิดประตู นิพลยังไม่วายหันมาบอกด้วยความหวังดี
“ไม่ต้องออกมาส่งผมหรอกครับ คุณก้อยปิดประตูได้เลยมืดค่ำอยู่คนเดียวน่ากลัว คนแถวนี้คงไปวัดกันหมด” เขาบอกและรอจนหญิงสาวปิดประตูเรียบร้อยจึงเดินไปขึ้นรถ
บ้านหลังไม่ใหญ่แต่อาณาบริเวณกว้างขวางตามประสาคนพื้นถิ่น ที่ดินทำมาหากินตกทอดมาจากบรรพบุรุษมีมากตามฐานะ แม้ครอบครัวของกณิศามิใช่คหบดีที่ร่ำรวยหรือเศรษฐีที่ดินของจังหวัด แต่ครอบครัวเธอก็มีที่ดินทำมาหากินมากพอสมควร บวกกับความขยันของรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ตอนนี้ต่างรับรู้กันว่าครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงหลังนี้กำลังจะมีผู้ชายเข้ามาอยู่ในฐานะลูกเขยเมื่อกนกกรแต่งงานกับคู่หมั้น แต่กนกกรก็มาด่วนจากไปเสียก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
นิพลหันกลับไปมองอีกครั้งอย่างอาวรณ์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกณิศาก็ยังสวยใส แม้จะอุ้มลูกน้อยไว้กับอก หญิงสาวก็ยังมีเสน่ห์น่ามอง และไม่ว่าในวันพรุ่งนี้หรือวันต่อมา สามีของเธอจะตามมาหรือไม่ เขาก็ยังอยากพบหน้าค่าตาเธออีกหลายๆ ครั้ง และรู้ว่าความรักที่แอบซ่อนอยู่ยังฝังลึกในใจมิได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปพร้อมกับข่าวการหนีหายไปกับผู้ชายอื่นของกณิศาแต่อย่างใด
กณิศาอุ้มเด็กหญิงน้อยๆ ขึ้นบันไดไปห้องนอนบนชั้นสอง มองทางเดินไม้กระดานแผ่นหนาขัดเงาวับที่ทอดตัวระหว่างห้องด้านหน้าและด้านหลัง หญิงสาวมาหยุดยืนหน้ารูปถ่ายครอบครัว ภาพที่มีพ่อแม่ลูก แม้เวลานี้พ่อและลูกคนหนึ่งจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่รูปแห่งความสุขก็ยังอวลไปด้วยสายใยรักของครอบครัว มือสั่นๆ แตะใบหน้าบุคคลในภาพ
“พ่อขา ก้อยกลับมาแล้ว” น้ำตาเธอร่วงพรูลงมาอย่างยากจะปิดกั้น ยามมองสบตาอ่อนโยนของบิดาในภาพถ่าย ความรักห่วงหาอาวรณ์ที่บิดามีให้ยามท่านมีชีวิตอยู่ยังติดตรึงในความทรงจำ แม้ว่าฐานะครอบครัวเธอไม่เข้าขั้นเศรษฐี ทว่าความขยันของพ่อและแม่ทำให้มีเงินมีทองซื้อที่ทำมาหากินเพิ่มขึ้น จนเมื่อพ่อเสียชีวิตไปลูกเมียที่อยู่ข้างหลังก็ไม่เดือดร้อน มีทุนรอนในการทำไร่ทำสวนของครอบครัวต่อไป มีเงินเป็นทุนการศึกษาของลูกทั้งสองมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากพอสมควรถ้าหากแม่ไม่สานต่องานสวนงานไร่ที่ทำมาตลอด แต่แม่ก็ไม่ทิ้งแม่ยังทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน แรกๆ กณิศาก็ช่วยแบ่งเบาภาระจากแม่ได้บ้าง แต่ช่วงหลังๆ เมื่อเรียนหนักขึ้นเวลาที่จะกลับมาบ้านก็น้อยลงจนกระทั่งวันนั้น
เด็กหญิงที่หลับปุ๋ยในอ้อมแขนขยับดิ้นกระสับกระส่าย ฉุดกณิศาให้กลับมาจากความหลัง หญิงสาวบอกกับบิดาในรูปถ่ายอีกครั้ง
“หลานพ่อค่ะ ช่วยปกปักรักษารวงข้าวด้วยนะคะ” กณิศาบอกรูปถ่ายพ่อแล้วเดินไปยังห้องนอนเพราะรู้ว่าเด็กน้อยต้องการนอนสบายๆ บนที่นอนไม่ชอบการกอดรัดเอาไว้แบบนี้ตลอดเวลา
คนที่มาร่วมฟังสวดในค่ำคืนนี้ทยอยกลับกันจนเกือบหมด จะมีก็เพียงญาติและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันไม่กี่คน ส่วนหนึ่งอยู่ช่วยจัดเก็บข้าวของและความห่วงใยที่มีต่อนางสายบัวจริงๆ ทว่าอีกส่วนอยู่เพราะอยากจะรู้เรื่องราวและสอบถามเรื่องของกณิศาบุตรสาวคนเล็กของนางเสียมากกว่า
“ไม่เห็นผัวมันมาด้วยนี่ หรือไม่กล้ามาสู้หน้า ไม่กล้ามาจุดธูปให้แม่เกด”
“หรือว่าเลิกกันแล้ว ก็มันหอบลูกมาคนเดียวแบบนี้ ทำตัวง่ายหนีตามกันไปแบบนี้ มันคงจะรักจริงหรอกนะ”
“ไหนบอกว่าไม่รู้มันหนีไปอยู่ที่ไหน แล้วทำไมมางานได้ละใครส่งข่าว”
“เอ๊ะ! น้าถามแปลกๆ ไม่ต้องส่งข่าวหรอก ข่าวรถชนดังขนาดไหนคนตายตั้งเยอะแยะ นังก้อยมันก็คงรู้จากทีวีหรือหนังสือพิมพ์นั่นแหละ ใครจะอยากส่งข่าวให้มันมาละ” แจ่มจันทร์บอกอย่างขัดเคืองกับหญิงเพื่อนบ้านที่อยากรู้ไปเสียหมด แล้วยังมาทำเหมือนคาดคั้นเอากับเธอ ยิ่งถูกถามมากเท่าไหร่แจ่มจันทร์ก็รู้สึกขายหน้าที่มีญาติแบบกณิศา ซ้ำยังเพิ่มความขุ่นเคืองที่มีต่อการกระทำของญาติสาวมากขึ้น แจ่มจันทร์รีบเดินหนีเพื่อนบ้านสองสามคนที่ตั้งหน้าตั้งตาซักถามเอากับตนเองทันที
“บ้าๆ ชอบพูดกันนักกับเรื่องของชาวบ้าน อีพวกบ้า ปากปลาร้า ปากตำแย บ้า บ้า” แจ่มจันทร์เดินบ่นอุบอิบอย่างเคืองๆ ไปด้านหลังศาลาที่มีโรงครัวไว้สำหรับเจ้าภาพประกอบอาหารเลี้ยงพระ เลี้ยงแขกที่มาในงาน แต่หางตาเธอมองเห็นชายผู้หนึ่งยังนั่งอยู่ในศาลาทอดมองรูปถ่ายของกนกกรเหมือนคนหมดอาลัยกับชีวิต หญิงสาวรีบเดินเข้าไปหาอย่างมีจุดหมายทันที
“คุณเคนขา”
คุณอาจจะชอบ





