
ร่านดอกรัก
ตอน 3
บทที่2
กณิศามองดูห้องสะอาดสะอ้านที่เคยนอนแล้วชะงัก ไม่แน่ใจว่าระหว่างที่เธอไม่ได้มาเหยียบบ้านหลังนี้เป็นเวลาสองปีกว่าๆ นั้น แม่อนุญาตให้ใครมาใช้ห้องหรือไม่ เพราะสภาพห้องไม่เหมือนห้องที่ปิดตายเท่าใดนัก เธออุ้มเด็กน้อยเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วเปิดออกดู เผื่อว่าถ้ามีคนใช้ห้องนี้ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของคนนั้นจะต้องมีโดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว
ตู้ใบเก่าของเธอว่างเปล่าแต่ข้างในไร้ฝุ่นเกาะ เช่นเดียวกับพื้นไม้กระดานแผ่นหนาผิวมันวาวยังคงความสะอาดเอาไว้ มองไปที่เตียงนอนก็คลุมผ้าเอาไว้อย่างดี หัวเตียงที่เป็นลิ้นชักใช้ใส่ของกระจุกกระจิกก็สะอาด ซ้ำห้องก็ไม่ได้มีกลิ่นอับแต่อย่างใด
หญิงสาวมองไปทางหน้าต่างม่านสีฟ้าเรียบๆ ที่กำลังไหวพเยิบ ลมอ่อนโชยเข้ามาถึงได้รู้ว่าที่ห้องไม่มีกลิ่นอับเพราะหน้าต่างเปิดระบายลมอยู่นี่เอง สภาพห้องไม่เหมือนห้องที่ปิดร้าง แต่ก็หาร่องรอยคนพักอาศัยไม่เจอ เพื่อความแน่ใจกณิศาเดินไปดูที่ห้องน้ำเล็กๆ ในห้อง แล้วได้แต่บอกกับตนเองว่า แม่ไม่อนุญาตให้ใครมาใช้ห้องนอนของเธอ นอกจากทำความสะอาด
ความรู้สึกบางอย่างวิ่งขึ้นมาแน่นอกน้ำตาคลอดวงตาที่แดงช้ำของเธออีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงเล็กซึ่งเหมาะสำหรับนอนคนเดียวของเธอเพื่อวางเด็กหญิงที่ออกอาการกระสับกระส่ายดิ้นน้อยๆ อยู่บนบ่า คงอยากจะนอนที่กว้างสบายๆ เต็มที
กณิศาวางเด็กหญิงรวงข้าวลงบนที่นอนนุ่มกลิ่นสะอาดและกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มฟุ้งกระจาย ไม่ว่าแม่จะเตรียมห้องไว้รอเธอหรือเป็นห้องที่เตรียมไว้ต้อนรับญาติพี่น้องที่จะมางานวิวาห์ของกนกกรในอีกไม่กี่วันถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดของจังหวัดขึ้นเสียก่อน
รถทัวร์นักท่องเที่ยวชนประสานงากับรถบรรทุกขนวัสดุก่อสร้างที่เบรคแตก มีคนตายหลายสิบคนหนึ่งในนั้นคือกนกกรพี่สาวของเธอเอง งานวิวาห์ที่จะมาถึงถูกความตายมาเยือนแก่ว่าที่เจ้าสาวเสียก่อนจนต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย
ห้องนอนเก่าของเธอแม่อาจทำความสะอาดไว้รอรับญาติพี่น้องที่จะมาร่วมงานแต่ง จึงกลายเป็นได้ต้อนรับคนที่มร่วมงานศพแทน และเธอก็เข้าข่ายนั้นเสียด้วย แต่ถึงอย่างไรก็นึกขอบคุณผู้เป็นแม่ ที่ให้เธอได้มีห้องพักให้ลูกน้อยได้นอนอย่างสบาย
หญิงสาวหยิบหมอนมาวางกั้นไว้ข้างร่างกระจ้อยร่อยเพื่อกันดิ้นตกจากเตียง แม้ว่าจะวางร่างเล็กๆ นั้นไว้ตรงกลางเตียงก็ตามที ก่อนจะหันมองหาพัดลมเพราะเด็กน้อยนั้นชอบอากาศเย็นๆ ในห้องนอนไม่มีพัดลมที่เธอเคยใช้แต่ก็ไม่แปลกถ้าหากแม่หรือกนกกรจะเอาไปใช้ แต่เมื่อจำเป็นสำหรับเด็กหญิงรวงข้าวกณิศาจึงเดินออกไปนอกห้องหวังได้พัดลมที่ไม่มีคนใช้มาเปิดคลายร้อนให้ลูกน้อย
ทันทีที่เปิดประตูก็ผงะเมื่อเห็นแจ่มจันทร์ทำท่าเหมือนจะผลักประตูเข้ามาอยู่เหมือนกัน ด้านหลังแจ่มจันทร์คือนางสายบัวมารดาตนและนางสำรวยน้าสาวต่างก็มองเข้ามาในห้อง
“เอาอะไรหรือแม่ก้อย” นางสำรวยเป็นคนถาม เพราะเห็นท่าทีของกณิศาเหมือนกำลังจะออกมานอกห้อง
กณิศามองน้าสาวก่อนชายตามองนางสายบัว แม่รีบเบือนหน้าหนีเสียทันทีก่อนเดินเลี่ยงไปยังห้องนอนเหมือนไม่อยากรู้ไม่อยากใส่ใจว่าเธอจะตอบคำถามเช่นไร กณิศารู้สึกแปลบปลาบหัวใจขึ้นมาทันทีกับท่าทีหมางเมินของมารดา ก่อนจะตอบน้าสาวไป
“อยากได้พัดลมค่ะ เด็กขี้ร้อน” เธอตอบสั้นๆ และคิดว่าเข้าใจง่ายที่สุด
นางสำรวยพยักหน้ารับทราบ ทว่าแจ่มจันทร์รีบชิงพูดแขวะเสียก่อน
“เด็กขี้ร้อนก็พัดเอาสิยะ บ้านนี้ไม่มีพัดลมเหลือเฟือให้คนอื่นยืมใช้หรอกนะ”
“จันทร์” นางสำรวยปรามบุตรสาว ก่อนหันมาพูดกับกณิศา
“พัดลมเก่ามันพังหมดแล้ว เอาของน้าไปใช้ก่อนก็แล้วกัน รอเดี๋ยวนะ”
“แม่” แจ่มจันทร์ลากเสียงยาวอย่างขัดใจ แล้วเดินกระทืบเท้าตามนางสำรวยไปไม่ลดละ
กณิศาได้ยินเสียงกระเง้ากระงอดแต่ฟังไม่ได้ศัพท์ เป็นเรื่องปกติของแจ่มจันทร์ ซึ่งนานๆ จะเจอกันสักครั้ง เวลาน้าสำรวยมาเยี่ยมเยียนมารดาของเธอ แต่กณิศาไม่แน่ใจว่ามาเยือนเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบหรือมาขอให้ช่วยปลดทุกข์กันแน่ เพราะน้าสำรวยจะมาพักอยู่ด้วยครั้งละหลายๆ วัน แล้วกลับไปพร้อมผลไม้ในสวนจำนวนที่เรียกได้ว่ากินไม่หวาดไม่ไหว น่าจะเอาไปขายมากกว่าเอาไปกินเอง
แต่พ่อของเธอก็ไม่เคยว่าอะไร มิหนำซ้ำยังให้เงินน้าสำรวยติดตัวกลับไปด้วยทุกครั้ง และเหมือนพอเห็นว่าพ่อใจดีน้าสำรวยและแจ่มจันทร์ก็มาหาบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ไม่มีครั้งไหนที่เธอกลับมาบ้านแล้วไม่เจอสองคนแม่ลูกคู่นี้ จนเมื่อพ่อเสียชีวิตน้าสำรวยและแจ่มจันทร์ก็ย้ายมาอยู่แบบถาวร โดยอ้างว่ามาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว
แรกย้ายมาอยู่ใหม่ๆ แจ่มจันทร์กล้าขนาดขอห้องนอนส่วนตัว ทั้งที่ตอนไปๆ มาๆ สองคนแม่ลูกนอนห้องชั้นล่างซึ่งจะว่าไปแล้วก็ขนาดใหญ่พอสมควร ใหญ่กว่าห้องนอนของเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ที่แจ่มจันทร์ไม่ชอบและอิดออดที่จะเข้าพัก ก็เพราะไม่มีห้องน้ำด้านในเพื่อความสะดวกสบายเหมือนห้องข้างบนนั่นเอง ดีที่น้าสำรวยยังมีสำนึกรู้จักเกรงใจอยู่บ้างจึงปรามลูกสาว สองคนแม่ลูกจึงนอนห้องด้านล่างเหมือนอย่างเคย
แต่การกลับมาของเธอครั้งนี้กณิศาชักไม่แน่ใจแล้วว่าทั้งสองยังคงนอนห้องข้างล่างหรือไม่ ในเมื่อเห็นสำรวยเดินไปทางเดียวกับมารดาของเธอ ไม่นานเธอก็กระจ่างเมื่อน้าสาวเปิดประตูเข้าไปในห้องที่กนกกรเคยนอน
กณิศาส่ายหน้าระอากับเสียงกระเง้ากระงอดของแจ่มจันทร์ที่ยังได้ยินแว่วๆ แม้จะเข้าไปในห้องแล้วก็ตาม ก่อนจะกลับเข้าไปรอในห้องกณิศาอดมองไปทางประตูห้องนอนของแม่ไม่ได้
นานแค่ไหนแม่ถึงจะให้อภัยก้อย
แจ่มจันทร์ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงทำเสียงฟึดฟัดอย่างไม่พอใจ ยิ่งมองเห็นแม่กำลังถอดปลั๊กพัดลมออกจากเต้าเสียบแล้วม้วนสายไฟ หญิงสาวยิ่งออกอาการไม่พอใจทำเสียงจิ๊กจั๊กจนมารดาหันมาเอ็ดเอา
“ทำฮึดฮัดน่าเกลียดนะจันทร์”
“ก็เรื่องอะไรแม่จะเอาพัดลมไปให้มันล่ะ”
“ก็เด็กมันร้อน”
“ฉันก็ร้อนเป็นนะ แม่ก็” แจ่มจันทร์ทำเสียงกระเง้ากระงอด จึงถูกเอ็ดเอาอีกครั้ง
“นังจันทร์ ใช้สมองคิดเสียบ้างสิ ลูกแม่ก้อยนะหลานป้าบัวนะ คิดดูว่าหลานในไส้กับหลานนอกไส้อย่างแกใครจะมาก่อนกัน” นางสำรวยปรามและเตือนสติลูกสาว ก่อนหิ้วพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าๆ เพื่อเอาไปให้กณิศาแต่แจ่มจันทร์เข้ามาแย่ง
“ฉันเอาไปให้มันเองแม่”
“เอาไปให้แล้วอย่าพูดอะไรมากล่ะยิ่งปากเสียอยู่ด้วยแกน่ะ ไม่ดีกว่าแม่เอาไปเอง” นางสำรวยไม่ยอมวางมือแต่แจ่มจันทร์ก็ยื้อไม่ยอมปล่อยเช่นกัน
“ปล่อยมาแม่ ฉันเอาไปเอง รับรองไม่พูดมากหรอก แม่ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงรับแขกมาทั้งวัน อาบน้ำนอนดีกว่า” แจ่มจันทร์ยังยืนกรานและแย่งพัดลมมาจนได้ แล้วรีบหิ้วออกไปนอกห้องทันที
นางสำรวยมองตามแล้วถอนใจเหนื่อยหน่าย ทั้งเหนื่อยกายกับงานและเหนื่อยใจในอุปนิสัยใจคอของลูก แต่ถึงอย่างไรแจ่มจันทร์ก็เป็นลูกต่อให้เอาแต่ใจกว่านี้ นิสัยเสียกว่านี้นางก็รัก ขนาดสายบัวพี่สาวของตนถึงมีลูกไม่รักดีเช่นกณิศานางสายบัวก็ยังรัก และรอวันกลับมาบ้านของลูกสาวอยู่วันยังค่ำ
แจ่มจันทร์ถือวิสาสะผลักบานประตูเข้าไปโดยไม่ส่งสัญญาณบอกกล่าวคนด้านใน แม้กณิศาจะหันมามองด้วยสายตาตำหนิเธอก็ไม่สน ซ้ำยังพูดแก้ตัวหน้าตาเฉย
“มือไม่ว่าง เอานี่” หญิงสาววางพัดลมลงบนพื้นใกล้ประตูนั่นเอง แล้วถอยไปยืนกอดอกพิงขอบประตูมองกณิศาที่รีบเดินมาหิ้วพัดลมไปเปิดให้เด็กน้อยบนเตียงทันที
แจ่มจันทร์แบะปากสมเพชกณิศาที่ทำเหมือนถ้าเธอเอาพัดลมมาให้ช้า เด็กมารหัวขนที่นอนหลับอยู่นั้นจะตายเพราะอากาศร้อนเสียในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
“แกไปอยู่ที่ไหนมา ก้อย” แจ่มจันทร์ละคำว่านังเช่นที่อยากเรียกเอาไว้เมื่ออยากรู้เรื่องราวของกณิศาให้มากกว่าการหนีหายไปพร้อมกับเทวัญคนรักของกนกกร
ตลอดเวลาที่กณิศาไม่ส่งข่าวคราวกลับมาบ้านเลยนั้น ชาวบ้านร้านตลาดต่างโจษจันกันไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าคนในบ้านนี้จะย่างก้าวไปที่แห่งใดต่างถูกมองอย่างดูหมิ่นดูแคลนแล้วหันไปซุบซิบนินทา ซึ่งเวลานั้นเธอและแม่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้อย่างถาวรแล้วจึงตกเป็นเป้าสายตาและขี้ปากชาวบ้านไปด้วย เธอจึงเพิ่มความชิงชังที่มีต่อกณิศามากขึ้นตามลำดับ
แจ่มจันทร์ไม่ชอบสองพี่น้องเพราะตนเองด้อยกว่าในทุกเรื่อง ทั้งครอบครัวที่แตกแยกกำพร้าพ่อที่ทิ้งไปตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนเธอจำหน้าไม่ได้ ในขณะที่ครอบครัวของกณิศานั้นอบอุ่น แม่พามาขอเงินป้าสายบัวใช้ทีไรก็เห็นแต่รอยยิ้มแจ่มใสและเสียงหัวเราะเป็นสุขของคนในครอบครัวนี้ พอโตขึ้นมารูปร่างหน้าตาของสองคนพี่น้องก็สวยเด่นชัดทิ้งห่างจากเธอที่หน้าตาธรรมดาไปหลายขุมยิ่งเพิ่มความริษยาให้เป็นหลายเท่านัก
แม้วันหนึ่งกณิศาจะทำเรื่องงามหน้ามีข่าวฉาวโฉ่และทำให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้านอกหักไปตามๆ กัน เธอยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเพราะมันบอกให้รู้ว่ากณิศาเป็นที่หมายตาของชายหนุ่มมากมายขนาดไหน แล้ววันนี้ที่กณิศามาปรากฎตัวในวัดทุกสายตาต่างมองเป็นตาเดียว ในดวงตาของผู้ชายนั้นยังแฝงไปด้วยความชื่นชม ก็ใช่นะสิกณิศายิ่งมีลูกยิ่งดูสวยเปล่งปลั่งกว่าตอนแรกสาวเป็นไหนๆ
“เมืองนอก" เสียงตอบสั้นๆ ของกณิศาเพิ่มรอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าแจ่มจันทร์ หญิงสาวหัวเราะเสียงแหลมอย่างขบขันจนเด็กหญิงน้อยๆ ที่นอนหลับสนิทสะดุ้งผวา
กณิศารีบวางมือบนอกลูกปลอบเบาๆ แล้วหันไปมองเจ้าของเสียงแหลมอย่างติเตียน บอกให้รู้ว่าเธอไม่พอใจและไม่สมควรส่งเสียงดัง แต่แจ่มจันทร์ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ซักถามต่อ
“เมืองนอกหรือบ้านนอกกันแน่ อย่างไอ้เทวัญนั่นนะมีปัญญาพาแกไปอยู่เมืองนอก จะตอแหลอะไรก็ให้มันสมเหตุสมผลหน่อย ชิ” แจ่มจันทร์เชิดหน้าใส่ก่อนเดินออกจากห้อง
กณิศาส่ายหน้าระอารู้ว่าลูกพี่ลูกน้องสาวคงไม่เชื่อและต้องเอาไปขยายต่อตามนิสัย แต่เธอไม่วิตกหรือทุกข์ใจว่าจะเสียหายเสียชื่อไปตามลมปากของแจ่มจันทร์ เพราะไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว มันป่นปี้ไปด้วยมือเธอเองเสียตั้งแต่วันที่ด่วนตัดสินใจหนีหน้าทุกคนแล้ว เวลานี้จะกลับมายกเหตุผลกล่าวอ้างอย่างไรก็คงหาคนเชื่อยาก
กณิศาเดินมาหับประตูและอดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูห้องนอนของแม่ เธอจะทำอย่างไรให้แม่ยกโทษให้โดยไม่กระทบกับคนอื่น ที่ไม่อยากเอ่ยถึง สีหน้าและแววตาที่แม่มองเธอนั้นห่างเหินจนน่าใจหาย แต่คงต้องให้เวลาท่านบ้าง ท่านกำลังพบกับความสูญเสียที่รวดเร็วเกินจะคาดถึง ใครจะคิดว่าคนผมขาวจะต้องมาส่งศพคนผมดำ ใครจะคิดว่าแม่ต้องจัดงานศพให้ลูกในไส้ ตัวเธอเองที่เป็นน้องสาวยังตกใจและอดใจหายไม่ได้เมื่อรู้ข่าว ถึงแม้ว่ากนกกรจะไม่ได้เป็นพี่ที่ดีสำหรับน้องอย่างเธอก็ตามที
“ไปสู่สุคติเถิดนะพี่เกด ก้อยอโหสิกรรมให้”
แต่พอจะปิดประตูห้องเธอก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ยกกระเป๋าขึ้นมา กณิศารีบออกจากห้องลงไปชั้นล่างอีกครั้ง
และทันทีนั้นเองประตูห้องของนางสายบัวก็ค่อยๆ เปิด เจ้าของห้องเยี่ยมหน้าออกมาเห็นหลังกณิศาเดินไปทางบันได นางสายบัวจึงออกจากห้องเดินตามมาช้าๆ เมื่อเห็นว่ากณิษาลงบันไดไปชั้นล่าง นางจึงเดินย้อนกลับมาหยุดตรงหน้าห้องนิ่งเหมือนตริตรองอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
กณิศาเดินลงบันไดที่มีหลอดประหยัดไฟแสงสีนวลเปิดเอาไว้ส่องทาง และเป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่เธอเริ่มจำความได้ พ่อเคยบอกไว้ว่าประหยัดไฟตรงไหนก็ประหยัดได้ด้วยการปิด แต่ไฟบันไดห้ามปิดเด็ดขาดต้องเปิดไว้ตลอดทั้งคืน เพราะพ่อไม่อยากลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อพาใครต่อใครไปส่งโรงพยาบาลเพราะตกบันไดหัวร้างข้างแตก เช่นเดียวกับไฟตรงระเบียงหน้าบ้านพ่อก็ให้เปิดเอาไว้ คนมองเข้ามาจะได้รู้ว่าบ้านพักอาศัยของคน ไม่ใช่บ้านทิ้งรกร้างจนเกิดความกลัวและร่ำลือกันไป
พ่อบอกว่าบ้านไหนที่คนมองแวบแรกแล้วคิดว่าเป็นบ้านร้างมันจะไม่เป็นมงคลกับคนที่พักอาศัย
กณิศาถอนหายใจ คำพูดของพ่อเหมือนจะมีผลตรงกันข้ามกระมัง จะเป็นมงคลได้อย่างไรเมื่อพ่อเองก็มาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แล้วนี่กนกกรก็เสียชีวิตไปอีกคน ส่วนตัวเธอเองก็มีอันต้องจากบ้านหลังนี้ไปนานเป็นปีๆ แต่ถึงอย่างไรคำสั่งของพ่อคนในบ้านก็ยังปฏิบัติตามเรื่อยมา และสอดคล้องกับนโยบายของอบต.คนใหม่ที่นิพลพร่ำเยินยอ เวลานี้บ้านทุกหลังจึงพร้อมใจกันเปิดไฟหน้าบ้านๆ ละหนึ่งดวง
แสงไฟจากระเบียงหน้าบ้านส่องเข้ามาให้ความสว่างในบ้านทางกระจกหน้าต่าง แม้ไม่มีแสงจ้าเหมือนเปิดไฟกลางบ้านโดยตรง แต่ก็พอมองอะไรเห็นได้จึงไม่จำเป็นต้องเปิดไฟอีกดวง
กณิศามองหากระเป๋าเดินทางที่นิพลหิ้วมาวางไว้ให้ ก่อนชะงักเท้าที่กำลังเดินไปยังจุดที่กระเป๋าวางอยู่ เมื่อเห็นร่างตะคุ่มก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้กระเป๋าของเธอ
“ใครน่ะ” กณิศาร้องถามออกไปพร้อมถอยไปหาแผงควบคุมไฟฟ้า จากที่ไม่คิดจะเปิดก็ต้องเปิดเพื่อดูหน้าคนที่เห็น เธอไม่คิดถึงสิ่งเร้นลับและไม่คิดว่าจะเป็นวิญญาณของกนกกรที่เพิ่งเสียชีวิต แต่คิดไปถึงขโมยพวกย่องเบาเสียมากกว่าเพราะบ้านนี้ไม่มีผู้ชายซ้ำยังจัดงานศพอยู่ คนในบ้านย่อมเหน็ดเหนื่อยจากการต้อนรับคนมาร่วมแสดงความเสียใจทันทีที่หัวถึงหมอนอาจจะหลับเป็นตายก็ย่อมได้ สบช่องให้พวกตีนแมวย่องเบาเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินและลักขโมยของมีค่าไป
ทันทีที่ไฟสว่างขึ้น ร่างตะคุ่มที่ก้มๆ เงยๆ ก็สะดุ้งหันขวับไปทางต้นเสียง
“ชาติ”
“ครับคุณก้อยผมเอง” ชายหนุ่มชื่อชาติยิ้มแห้งๆ ให้กณิศา
“จะทำอะไรน่ะ” กณิศาถามอย่างแคลงใจ ไม่คิดว่าลูกชายแม่ครัวที่อยู่กันมาตั้งแต่เธอยังเล็กๆ จะเป็นขโมย เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าเข้ามาในบ้านยามวิกาลทำไมถ้าไม่มีคนเรียกหา
“เอ่อ..คุณจันทร์ให้ยกกระเป๋าขึ้นไปให้คุณครับ” นายชาติตอบตะกุกตะกักจนกณิศาอดสงสัยไม่ได้ อีกอย่างคนอย่างแจ่มจันทร์น่ะหรือจะมีน้ำใจขนาดไหว้วานนายชาติให้ยกกระเป๋าขึ้นไปให้เธอ ขนาดหิ้วพัดลมมาให้จากห้องก็ทำท่าไม่พอใจเสียยกใหญ่
“ไม่เป็นไรฉันยกขึ้นไปเองได้ นายกลับไปได้แล้ว” กณิศาออกปากไล่ เห็นนายชาติชายตามองเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนเดินจากไป หญิงสาวมองตามจนนายชาติลับสายตาไป ก็หันมามองกระเป๋าของตัวเอง ใจเธอไม่คิดว่านายชาติจะขโมยของในกระเป๋า เพราะไม่มีของมีค่าอยู่ในนั้น แต่เป้าหมายของนายชาติคืออะไรไม่อาจคาดเดา แต่มั่นใจว่าเห็นนายชาติทำเหมือนจะเปิดกระเป๋าของตนเอง
กณิศาระบายลมหายใจช้าๆ ปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เธอรีบยกกระเป๋าไปข้างบนเพราะปล่อยลูกน้อยนอนอยู่บนเตียงคนเดียวนานๆ ไม่ดี แปลกสถานที่เช่นนี้อาจตื่นขึ้นมาไม่เห็นใครแล้วจะหวาดกลัวร้องไห้ได้
หญิงวัยกลางคนมาหยุดยืนมองร่างกระจ้อยร่อยที่นอนหลับสนิทบนเตียง ร่างกายเล็กๆ ถูกล้อมกรอบด้วยหมอนข้างและหมอนหนุนใบโตสำหรับผู้ใหญ่ ผมสีดำหยักศกปลิวหยอยๆ ตามแรงลมระแก้มป่องของเด็กน้อยจนอดรำคาญแทนไม่ได้ นางสายบัวจึงยื่นมือไปจะปัดให้
“อุ๊ย!” กณิศาเปิดประตูเข้ามาแล้วอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นคนในห้อง เมื่อครู่ลงไปก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ของนายชาติ พอเข้ามาในห้องก็เห็นคนอยู่ในห้องอีกจึงอดตกใจไม่ได้ แต่พอนางสายบัวหันมาเพราะเสียงตกใจของตนเธอก็ใจชื้นขึ้น
“แม่เองหรือคะ” กณิศาพยายามส่งยิ้มให้
จากอากัปกิริยาเมื่อครู่เห็นได้ว่านางสายบัวกำลังจะทำอะไรสักอย่างกับรวงข้าว อาจจะอยากแตะเนื้อต้องตัว จับแก้มป่องๆ ที่ใครๆ ก็ชอบ ซึ่งเธอหวังให้เป็นเช่นนั้น
นางสายบัวรีบชักมือกลับในทันทีที่ได้ยินเสียงอุทานของบุตรสาว และเมื่อหันไปเห็นรอยยิ้มของกณิศาใบหน้านางกลับนิ่งเฉยแต่ความเจ็บลึกแล่นพร่านในหัวใจ เมื่อวันที่กนกกรเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกระทันหันนางเหมือนอยู่เพียงคนเดียวในโลก ลูกสาวสองคนที่เคยมีต่างจากไปแบบไม่หวนกลับ กณิศาจากไปก่อนโดยไร้การติดต่อหรือส่งข่าวคราวใดๆ เหมือนตายจากกันไปแล้ว แล้วกนกกรก็มาตายจากไปจริงๆ อีกคนอย่างไม่มีวันกลับ แต่วันนี้กณิศากลับมาพร้อมเด็กตัวน้อยอีกคน แม้ยังไม่รู้ว่าจะมาอยู่ถาวรหรือแค่มาร่วมงานศพก็ตามที แต่มันก็ทำให้ความรู้สึกว่าเสียลูกไปหมดแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไป ทว่ายังเจ็บปวดกับการกระทำหุนหันพลันแล่นของกณิศาอยู่ดี นางสายบัวจึงไม่มีให้แม้แต่รอยยิ้ม
“หลานสาวค่ะแม่ ชื่อรวงข้าว” กณิศาเองก็ยอมรับว่าเคอะเขินที่จะพูดกับแม่เมื่อพบเจอในห้องอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงเสบอกเรื่องลูกสาวเพราะเห็นอยู่ว่านางสายบัวมายืนดู และเหมือนจะเอื้อมมือไปทำอะไรสักอย่างใกล้ๆ เด็กน้อย
นางสายบัวไม่อยากเจรจากับกณิศาแต่ก็อดห่วงเด็กเล็กไม่ได้ จึงบอกออกไปโดยไม่ยอมมองหน้าหรือสบตา
“พัดลมจ่อเด็กแบบนี้ไม่ดี ให้ส่ายจะดีกว่า แล้วขยับไปห่างๆ หน่อยจะได้ไม่เป็นหวัด”
“อ๋อค่ะ ขอบคุณค่ะแม่” กณิศาอยากฉีกยิ้มด้วยความดีใจที่แม่ห่วงใยและใส่ใจเสียเหลือเกิน และอธิบายเหตุผลที่เปิดพัดลมให้ลูกเสียใกล้ขนาดนี้
“รวงข้าวติดแอร์เพราะขี้ร้อนค่ะแม่ ถ้าเหงื่อออกแกจะโยเยไม่ยอมนอน ก้อยเลยเปิดพัดลมจ่อให้”
“ก็เปิดแรงหน่อยแต่ให้มันส่าย อย่ามาจ่อแบบนี้จะไม่สบายเอาได้ หาผ้ามาปิดหน้าอกให้ด้วย จะได้ไม่ตกใจผวา” นางบอกแล้วเดินผ่านหน้ากณิศาที่ยิ้มให้น้อยๆ โดยทำทีไม่แยแส แต่ในใจนางตอนนี้สับสนทั้งดีใจและเสียใจคละเคล้ากันไป
“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงหลาน” กณิศากล่าวตามหลัง แล้วสะดุ้งตกใจเมื่อมารดาหันขวับกลับมาสีหน้าไม่พอใจเป็นอันมาก
“ไม่ใช่หลานฉัน ฉันไม่เคยมีลูกชั่วๆ อย่างแก” สายตาเจ็บช้ำของนางมองกณิศาเขม็ง ก่อนละสายตาหนีแล้วเดินจากไป
“แม่” กณิศาพ้อเสียงละห้อย มองตามนางสายบัวอย่างน้อยใจ คำพูดและแววตาของมารดานั้นชี้ชัด ยังโกรธเธอไม่หาย กณิศารีบเงยหน้าขึ้นเพื่อกันมิให้น้ำตาที่กำลังคลอหน่วยไหลย้อยออกมา ก่อนเดินไปปิดประตูให้แน่นหนาเมื่อนางสายบัวออกจากห้องไปแล้ว
แม่ยังโกรธก้อย แม่ไม่ให้อภัยก้อยหรือคะ
คุณอาจจะชอบ





