
นางรำ
ตอน 3
นางรำ3 อาริตา
เสียงเขาร้องโอดโอยอย่างบอกให้รู้ว่าเจ็บจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้ง นั่นพอจะทำให้สิ่งที่เดือดปุดๆ ในอกของหล่อนคลายลงบ้างเล็กน้อย
“จำไว้แล้วกันว่าอย่าพูดแบบนี้กับฉันอีก”
เขาสะบัดเท้าไปมา นัยน์ตาวาวจ้าด้วยความโกรธ แล้วในขณะเดียวกันก็นึกประหลาดใจที่ผู้หญิงคนนี้มองเขาอย่างไม่แยแส สำหรับผู้ชายที่เคยคิดว่าตัวเองเลอเลิศสุดแสน ผู้หญิงเห็นเป็นต้องจับตามองด้วยแววตาชื่นชม บางครั้งมองจนเหลียวหลัง ปรารถนาในตัวเขาอย่างเปิดเผย แล้วนี่กะแค่นางรำคนหนึ่ง ที่ภิไธยเห็นว่าต่ำต้อยกว่าเขาจนเปรียบเทียบไม่ได้ หล่อนมองเขาด้วยแววตาจงชังรังเกียจเสียด้วยซ้ำ ทำให้เขาสุดจะทน
เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดให้พ้นไป สาวเท้าเข้าไปใกล้ ขบฟันแน่นส่งเสียงลอดออกมา
“หล่อนจะมากเกินไปแล้ว หล่อนทำร้ายฉัน”
เหมือนลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่ง ภิไธยจับบ่าบอบบางนั้นเขย่าแรงๆ พานกะไหล่ในมือหล่อนปลิวหวือไปอีกทิศทางหนึ่ง แล้วหล่อนก็สั่นเทิ้มด้วยแรงเขย่าอย่างไม่ปรานีปราศรัยสักนิดนั่น
“ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าดีกับฉันอย่างนี้...”
มือข้างหนึ่งปล่อยออกจากบ่าเงื้อขึ้นสูง หมายดวงหน้าที่ลงเมคอัพไว้เข้มจัดนั่น ดวงตาของเกนเกดขยายกว้างขึ้น บอกถึงความตกใจ แล้วสัญชาตญาณปกป้องตัวเองก็ทำให้หล่อนรีบเบนหน้าออกไปห่าง ใจหล่นวับ
แต่ระวีออกมาถึงพอดี “อย่าฮะ คุณไธย”
เขาห้ามเสียงตกใจ คว้ามือของภิไธยเอาไว้ได้ทัน
ภิไธยฮึดฮัดอยู่บ้างแต่อกกลับโล่ง เพราะโมหะตัวเดียวที่เกือบจะทำให้เขาทำบ้าๆ
ก็เขาไม่เคยลงมือทำร้ายผู้หญิงมาก่อนเลยนี่นา
เขาดึงภิไธยออกห่างจากเกนเกด แต่ภิไธยก็ยังไม่ยอมอยู่เฉย เขามองเกนเกดเหมือนจะฉีกหล่อนออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับเสือกใสไล่ส่ง
“ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้เลย”
เกนเกดเม้มปากเข้าหากัน หล่อนเพิ่งผ่านพ้นนาทีวิกฤติไปหยกๆ แคล้วคลาดไปอย่างหวุดหวิด แล้วเมื่อยังยืนจ้องหน้าเขาอยู่เฉยๆ ก็ได้ยินเสียงห้าวห้วนขับไล่มาอีก
“ยังจะมายืนอยู่อีก”
“ฉันไปแน่ค่ะ ไม่ต้องไล่ก็ไป...ที่มานี่ก็มาทำงานตามที่คุณชนาเธอจ้างเอาไว้เท่านั้น...แล้วคงจะเป็นหนเดียวด้วย...ฉันเป็นนางรำก็จริง แต่เชื่อไหมคะ...ไปมาก็หลายแห่งแล้ว ได้พบเศรษฐีมาก็มาก พวกผู้ดีก็มาก เมื่อก่อนฉันก็คิดว่าพวกเศรษฐีมีเงินนี่คงจะเป็นผู้ดีกันหมด แต่คืนนี้ฉันเพิ่งรู้...”
ริมฝีปากอิ่มเต็มเคลือบสีสดจัดจ้านเพราะต้องเข้าแสงไฟแย้มออกจากกันอย่างเยาะหยัน นั่นทำให้ภิไธยเป็นฝ่ายสั่นเทิ้มขึ้นมาบ้างเหมือนกัน แล้วระวีก็รั้งเอาไว้ไม่อยู่ ภิไธยสลัดหลุดไปแล้ว แต่คราวนี้เกนเกดว่องไวนักหนา หล่อนวิ่งหนีโดยยกชายผ้านุ่งขึ้นเห็นช่วงขาขาวเนียนนวลกระจ่าง
“คุณไธย...”
ระวีกระโจนตามติดมา ใจภาวนาให้เกนเกดหนีไปได้พ้นๆ แล้วเขาก็โล่งอกเมื่อเห็นเกนเกดไปถึงรถยนต์ของหล่อนเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อกขึ้นไปนั่งแล้วล็อกเสียแน่นหนา กระจกก็ไม่ได้ไขลงมา
“คุณไธยอย่าตามเลย” ระวีร้องบอกเมื่อเขาเข้ามาถึงตัวญาติผู้พี่ “ปล่อยไปเถอะฮะ ต่อไปนี้คงจะไม่ต้องเจอะเจอกันอีกแล้ว”
ภิไธยยืดตัวขึ้นตรงมองตามรถโฟล์คเก่าๆ นั่นไป ด้วยแววตาที่ระวีเองก็ไม่สู้จะสบายใจสักเท่าไหร่เพราะเขาใกล้ชิดมานานปีจนรู้ว่าแววตาแบบนี้แหละบอกว่าภิไธยจะไม่ยอมหยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่นอน
“ฉันอยากรู้ว่าแม่นั่นชื่ออะไร ทำงานประจำที่ไหนหรือเปล่า หรือเป็นแค่นางรำอย่างเดียว”
...เอาล่ะซิโว้ย...
ระวีอุทานในใจ มาตกหัวเขาเหมือนเดิมซิน่า
“เร็วด้วยนะ ระวี ฉันอยากรู้...” สายตาเขาไปสะดุดกับอะไรอย่างหนึ่งที่เป็นสีทองแวววาว พอเขามองไประวีก็มองตามปร๊าด
“รองเท้าครับ คุณไธย...”
“เก็บมาด้วย...”
ระวีไปหยิบรองเท้านั่นแล้วก็เจอเครื่องประดับอีกชิ้นหนึ่ง ชิ้นไม่ใหญ่มากนัก อาจจะเป็นเครื่องประดับผม...เขาหยิบมาด้วยกัน
“คุณไธยจะส่งคืนหรือครับ...”
“ตามตัวให้ได้ก่อน”
“ยังกะเรื่องนางซินเดอเรลลา” เพื่อนพ้องล้อเลียนเมื่อเห็นรองเท้าทองปลายงอนเชิดที่เกนเกดทิ้งหลุดเอาไว้ ภิไธยยังมีสีหน้าปกติไม่บอกว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ ระวีจึงเดินเลยผ่านไปเพื่อเก็บรองเท้านั่นไว้ในห้องข้างใน
“สนุกกันต่อเถิด...”
งานเลี้ยงวันเกิดของเขาเหมือนงานสังสรรค์ที่มีหัวข้อธุรกิจเป็นแกนนำเสียมากกว่า มีเหล้าเป็นเครื่องดื่มแล้วแต่จะเลือก เพราะเสิร์ฟกันไม่อั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่มีผู้หญิงเข้ามาเพิ่มความมีชีวิตชีวา ไม่มีความรื่นรมย์ใดๆ เลย นอกจากจะเจรจากันอย่างเคร่งเครียดต่อ
ภิไธยเป็นเช่นนี้เสมอ ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาดูจะเป็นเรื่องงานไปเสียหมด แล้วเมื่องานจบลงในตอนเที่ยงคืนเศษๆ เขาก็พอใจที่การเจรจาเรื่องการค้าอย่างหนึ่งของเขาบรรลุผลไปด้วยดี
นั่นเป็นของขวัญวันเกิดที่เขาให้กับตัวเอง
เป็นความภูมิใจอันแสนสุขของเขา งานย่อมมาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ
จนเหลือแต่เขากับระวีเพียงสองคนเท่านั้น...ชายหนุ่มถึงมีท่าทางตามสบายขึ้นมาบ้าง ถอดเสื้อสูทออก พร้อมกับเอ่ยพึม “ฉันเพลียจัง...ขอกาแฟสักแก้ว...เร็วๆ นะ”
“เหนื่อยแล้วผมว่าเป็นน้ำหวานดีกว่า มันจะทำให้ชื่นใจขึ้นได้”
ภิไธยหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก
“อีกแล้ว นายเคี่ยวเข็ญฉันดื่มน้ำหวาน ให้ฉันเป็นหน้าตัวเมียอีกแล้ว”
“มันไม่เกี่ยวหรอกฮะ ไอ้ความคิดแบบนั้นมันเป็นค่านิยมซะมากกว่า...ผมเพียงไม่อยากให้คุณไธยดื่มกาแฟเพียวตอนเหนื่อยจัดๆ ...มันจะยิ่งไปกระตุ้นให้เครียดหนักขึ้นไปอีก”
ระวีออกไปจากห้องแล้ว ภิไธยถึงหย่อนกายลงนั่งมือควานลงไปพบกล่องเล็กๆ ที่นางรำคนนั้นบอกว่าชนาส่งมาให้เขา...เพียงพิจารณาอย่างจริงจังแวบเดียว ภิไธยก็รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
ชายหนุ่มเปิดกล่องออกดู แล้วก็นิ่งอึ้งเมื่อมองเห็นแหวนในกล่อง
ชนาคืนแหวนหมั้นให้กับเขาในงานวันเกิดของเขา
หล่อนมีเจตนาอย่างไรกันแน่...
เขาหยิบแหวนมาพิจารณาใกล้ๆ พอดีกับประตูห้องเปิดเข้ามา เขาถือแหวนค้างไว้ในมือเช่นนั้น
“ของขวัญจากใครหรือฮะ”
ระวีวางแก้วใบสูงที่ละอองฝ้าเกาะโดยรอบบอกให้รู้ว่าเย็นจัดลงตรงด้านขวามือของเขา แล้วมองดูแหวนวงนั้น
ภิไธยยกไหล่เล็กน้อย “คุณแมวคืนมา...”
ระวีพยายามมองหาความผิดปกติจากภิไธย แต่เขาก็ไม่ได้เห็นแม้แต่นิดเดียว
“ต่อโทรศัพท์ไปบ้านคุณแมวให้ที”
ระวีปฏิบัติตามคำสั่งโดยเร็ว พักใหญ่ก็ส่งหูโทรศัพท์มาให้เขา ภิไธยกรอกเสียงนุ่มๆ ลงไป
“ขอสายคุณชนาครับ”
“ไม่อยู่ค่ะ ออกบิน...”
“จะกลับเมื่อไหร่ครับ”
“วันพุธหน้าค่ะ...”
อย่างเบามือภิไธยวางสายลง แล้วเอนหลังพิงพนักใส่แหวนลงไปในกล่องตามเดิม แล้วปิดฉับลง จึงเท่ากับกล่องนั้นยังอยู่ในอุ้งมือ
“รออีกสี่วันฉันกับเขามีเรื่องจะต้องพูดกันเยอะ...”
“คุณแมวมีเจตนาอะไรกันแน่ถึงส่งแหวนคืน...”
“เขาคงอยากจะถอนหมั้น แต่ฉันไม่ยอมนะ...มันง่ายเกินไป ก็หมั้นหมายกันเอาไว้แล้ว จะแต่งกันไม่นานนี้...มาทำแบบนี้ไม่ได้แน่”
ที่ระวีแสนประหลาดใจก็คือซุ่มเสียงและท่าทางของภิไธยไม่บอกสักนิดว่าจะเคืองขุ่นนอกเสียจากไม่พอใจที่ชนาทำเหมือนเป็นเรื่องของเด็กเล่นขายของ
“อยู่ๆ ก็ส่งนางรำมารำบ้าบอกลางงาน...ทำให้เพื่อนๆ ฉันได้หัวเราะกันเกรียว...แถมแม่นั่นก็ยังทำให้เท้าฉันเจ็บ”
“ผมว่าจะขอดู ก็ลืมไป...คุณไธยยกขาขึ้นหน่อยซิ”
“ไม่ต้อง” เขาโบกมือ “ไม่ถึงกับมากมาย แต่แม่นั่นลองดีกับฉันมากเกินไป อย่าลืมนะ ระวี...สืบเสาะดูว่ามาจากไหน ชื่ออะไร...”
“คุณไธยจะทำอะไร” ระวีถามออกไปอย่างโง่ๆ ไม่น้อย
ได้ยินเสียงหัวเราะของภิไธยกังวานไปทั่วทั้งห้องทีเดียว
“ผู้หญิงนี่เอามาทำอะไรได้บ้างเล่า...ถ้าไม่จับลงนอนหงายแล้วเราอยู่ข้างบนน่ะ ฮึ...นายบอกฉันทีเถอะ...หรือนายจะให้ฉันเอาแม่คนนั้นมานั่งไว้บนแท่นปูผ้าขาวลาดกราบวันละสามเวลา จะได้เจริญกับตัวเอง”
คุณอาจจะชอบ





