
เผลอใจรัก 18 มงกุฏ นาธัชชา-ฟาเบียน)
ตอน 2
แมวน้อยน่ารักที่ฉันอยากได้ มันเดินหนีไปโน่นแล้ว.. เมี๊ยว ๆ ๆ เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมหยุด
ฉันค่อย ๆ ย่องเดินตามไปอย่างเงียบกริบ จนกระทั่งได้ยินเสียงแตรรถที่ดังสนั่นหวั่นไหว .. และเวลาแค่ไม่กี่วินาทีนั้นก็ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล
ปี๊นนนนนนนน ปี๊นนนนนนนนนนนนน
"หนูนา ถอยไปลูก"
เอี๊ยดดดดด โครมมมมม!!
"แม่... แม่จ๋าาาา ฮือ ๆๆๆๆ"
"กรี๊ดดดดดด ไม่...แม่อย่าทิ้งหนูไปนะคะ"
"หนูนา! หนูนา เป็นอะไรลูก ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ?"
ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกจากป้ามล ดวงตากลมเบิกขึ้นจนสุด ร่างเล็กที่ชุ่มเหงื่อลุกขึ้นมานั่งหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมาเป็นสาย
"หนูฝันถึงแม่อีกแล้วค่ะป้ามล มันน่ากลัวมาก ฮือๆ ๆ" ฉันกอดป้ามลแน่นแล้วร้องไห้โฮ เกือบสิบปีมาแล้ว ที่ฝันร้ายนี้ได้ตามหลอกหลอนฉันมาตลอด มันทำให้ฉันทุกข์ทรมานและเสียใจทุกครั้งที่เห็นภาพแม่ที่ต้องมาจากไปด้วยอุบัติเหตุ และต้องเห็นภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะต้นเหตุที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะฉัน
"ฮึก...ฮือออ เพราะหนูแท้ ๆ หนูเป็นคนทำให้แม่ต้องตาย" ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นป้า ฝ่ามืออบอุ่นลูบหัวทุยของฉันไปมาอย่างปลอบโยน
"ไม่ใช่นะลูก อย่าไปคิดแบบนั้น" ป้ามลกอดปลอบฉันอยู่นานกว่าฉันจะสงบและผล็อยหลับไปในที่สุด
ฉันชื่อนาธัชชา หรือชื่อเล่นว่า หนูนา ตอนนี้ฉันอายุสิบแปดปี เรียนอยู่ชั้นม.หก โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดนี่แหละ
แม่ของฉันเสียตั้งแต่ฉันเจ็ดขวบ เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งมีฉันเป็นต้นเหตุ ตอนนั้นฉันยังเด็ก บ้านของพ่อกับแม่อยู่ติดถนน วันหนึ่งฉันเดินตามแมวน้อยที่หลงมาจากไหนไม่รู้ มันน่ารักมาก ก็เลยอยากได้เอามาเลี้ยง แต่เรียกเท่าไรมันก็ไม่ยอมมาหา มิหนำซ้ำยังเดินหนีฉันไปอีก ฉันเลยค่อย ๆ เดินย่องตามมันมาจนออกไปยังถนนหน้าบ้าน ความที่ยังเป็นเด็กและมัวแต่จดจ้องที่จะจับแมว ทำให้ฉันไม่ฉุกใจคิดเลยว่าตอนนี้ฉันเดินตามแมวจนออกมากลางถนนแล้ว
เสียงแตรรถดังสนั่นปลุกสติของฉันให้กลับคืน เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับรถกระบะคันหนึ่งที่พุ่งตรงมาที่ฉันด้วยความเร็วสูง ฉันหลับตาปี๋ทั้งกลัวทั้งตกใจ แต่ก็ก้าวขาไม่ออก
"หนูนา ถอยไปลูก"
นั่นคือเสียงสุดท้ายของแม่ที่ฉันได้ยิน เพราะหลังจากนั้นฉันก็ถูกผลักออกไปจนกลิ้งหลุน ๆ หูได้ยินเสียงรถชนกับอะไรสักอย่างดังสนั่น ฉันทั้งเจ็บและจุกจนลุกแทบไม่ไหว เมื่อลืมตามาก็เห็นร่างของแม่นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่กลางถนน
"แม่... แม่จ๋าาาา ฮือ ๆๆๆๆ"
"กรี๊ดดดดดด ไม่...แม่อย่าทิ้งหนูไปนะคะ"
ฉันวิ่งไปหาแม่แล้วกอดร่างนั้นไว้แน่น เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นถนน ความกลัวเริ่มกัดกร่อนหัวใจ เมื่อฉันพร่ำเรียกชื่อแม่เท่าไรท่านก็ไม่ตอบกลับมา มีแต่เลือดและเลือด ที่ไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุด และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่ฉันจำได้ ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลง
"แก.. อีลูกทรพี อีเด็กอัปปรีย์ อีตัวซวย แกทำให้เมียฉันต้องตาย"
ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหัวของฉันนับตั้งแต่วันที่ฉันฟื้นคืนสติขึ้นมา จนถึงกระทั่งบัดนี้ เสียงนั้นก็ยังไม่ลบเลือนไปจากใจ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงใครอื่น เขาคือ พ่อแท้ๆ ของฉันเอง
"แกพูดแบบนี้กับลูกได้ยังไงตามาศ หนูนาเป็นลูกแท้ ๆ ของแกนะ" ป้ามล ผู้เป็นพี่สาวของพ่อฉันเอ่ยเตือนสติผู้เป็นน้องชาย แต่มันไม่ได้ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป เพราะไม่ว่ายังไงพ่อฉันก็ยัดเยียดความเป็นลูกทรพี ความเป็นตัวซวย และลูกที่เกิดมาทำให้แม่ต้องตาย ให้กับฉันอยู่ดี
หลังจากงานศพของแม่ผ่านพ้นไป ฉันอาศัยอยู่ในบ้านและมีชีวิตที่น่าอนาถ พ่อไม่เคยสนใจเลยว่าฉันจะอยู่ยังไง จะกินอะไร พ่อทำเหมือนฉันเป็นอากาศธาตุ ท่านจะดูแลแต่ ณ.ฤทัย น้องสาวอายุสี่ขวบเพียงคนเดียวเท่านั้น และลั่นวาจาว่านับจากนี้ฉันไม่ใช่ลูกของท่านอีกต่อไป
ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เช้าตื่นมาต้องดูแลตัวเอง อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนเก่า ๆ และเดินไปโรงเรียนเองทุกวัน ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินเพราะพ่อไม่ได้หุงหาให้ พ่อจะอาบน้ำแต่งตัวให้ฤทัยและพาเธอไปกินข้าวใกล้ ๆ กับเนอสเซอรี่ ส่วนฉันก็ต้องอดทนหิวทุกวันจนกว่าจะถึงมื้อกลางวันที่ทางโรงเรียนมีอาหารฟรีเลี้ยง ฉันจะพยายามกินให้ได้เยอะที่สุดในมื้อนั้น เพราะนั่นเป็นเพียงมื้อเดียวที่ฉันจะได้กินอิ่ม
หลังจากที่เดินกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ก็ต้องรีบถอดเสื้อผ้านักเรียนออกมาซักเพื่อให้แห้งทันใส่ในวันต่อไป แล้วจึงล้างถ้วยชาม ทำงานบ้านให้สะอาดเรียบร้อยจนกว่าพ่อจะกลับมา และช่วงเย็นนี้แหละที่เป็นเหมือนนรกสำหรับฉัน จากพ่อที่ไม่เคยดื่มเหล้า พอแม่ตายพ่อก็หันมาดื่มและเริ่มดื่มหนักขึ้น เมื่อเมาแล้วก็จะพร่ำรำพันถึงแต่การตายของแม่ และจบลงด้วยการทุบตีและยัดเยียดความผิดบาปและโทษว่าที่แม่ตายมันเป็นเพราะฉัน ซึ่งฉันก็ไม่เถียงหรอก เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ฉันโดนตีพ่อทุบตีทุกวัน หลังจากพ่อเมาจนหลับ ฉันก็จะลุกมาเก็บจานชามและกินอาหารที่เหลือจากที่พ่อและน้องกินกันไว้ ซึ่งบางวันก็มีเหลือบ้างไม่มีเหลือบ้าง ถ้าไม่อิ่มก็อาศัยกินน้ำเยอะ ๆ แล้วรีบเข้าห้องไปกินยาแก้ปวดแล้วนอน อย่างน้อยก็จะทำให้หลับ ถ้าหลับก็จะไม่หิว และจะไม่เจ็บปวดจากแผลที่ถูกทุบตี
ฉันต้องผจญเวรผจญกรรมแบบนี้เป็นเดือน ๆ จนคุณครูประจำชั้นเริ่มรู้สึกว่าฉันเปลี่ยนไป ทั้งการแต่งกายที่ซอมซ่อ และรูปร่างที่ผอมโซ รวมถึงการเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่พูดคุยกับเพื่อน ๆ เหมือนแต่ก่อน ท่านจึงเรียกฉันมาคุยด้วย และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปอีกคราหนึ่ง
คุณอาจจะชอบ





