
เผลอใจรัก 18 มงกุฏ นาธัชชา-ฟาเบียน)
ตอน 3
"สวัสดีค่ะคุณครู ดิฉันปัทมล เป็นป้าของเด็กหญิงนาธัชชาค่ะ"
หลังจากที่คุณครูเรียกฉันไปคุยได้สามวัน ป้ามลก็มาพบกับครูที่โรงเรียน ท่านทั้งสองคนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของฉันโดยที่มีฉันนั่งอยู่ในห้องด้วย คุณครูเล่าถึงปัญหาทุกอย่างของฉันให้ป้ามลฟัง ท่านถึงกับร้องไห้โฮแล้วลุกขึ้นมาสวมกอดฉันทันที
"ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงเหรอหนูนา" ป้ามลเอ่ยถาม ฉันพยักหน้าทั้งน้ำตา ฉันไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะชีวิตที่ผ่านมามันเจ็บปวดมามากจนแทบจะตายด้านไปแล้ว
"คุณป้าอยากให้ทางโรงเรียนช่วยเหลือด้านใดบ้างไหมคะ ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่กับพ่อแบบนี้คงไม่ดีแน่ โรงเรียนจะแจ้งทางการนาธัชชาก็ไม่ยอม เพราะเธอกลัวว่าพ่อจะมีความผิดต้องติดคุกติดตาราง เธอสงสารพ่อ สงสารน้อง" ครูพูดไปถอนหายใจไป
"ขอบคุณคุณครูมากนะคะที่กรุณาติดต่อบอกดิฉัน ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงไม่รู้ว่าหลานต้องตกระกำลำบากขนาดนี้ ฉันจะรับหลานไปดูแลเองค่ะ" ป้ามลบอกกับคุณครู และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตฉัน
หลังจากที่พูดคุยกับคุณครูเสร็จ ป้าก็พาฉันกลับมาที่บ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อ
"แกทำแบบนี้กับลูกได้ยังไงห๊ะตามาศ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าแกจะโหดร้ายทารุณกับหนูนาขนาดนี้ แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า หนูนามันเป็นลูกของแกนะ" เสียงป้ามลต่อว่าพ่อด้วยความโกรธ
"ผมไม่คิดว่ามันเป็นลูกอีกแล้ว มันทำให้อรต้องตาย ผมเกลียดมัน" พ่อพูดแล้วมองฉันตาขเม็ง ฉันกลัวจนตัวสั่นรีบหลบสายตาแล้วแอบอยู่ด้านหลังของผู้เป็นป้า
"แล้วพี่มลมาที่นี่ได้ยังไง อีเด็กนี่มันไปฟ้องพี่เหรอ?" ฉันเจ็บปวดกับสรรพนามที่พ่อเรียกจนน้ำตาไหล่เอ่อออกมา ก็ว่าจะไม่เจ็บแล้วนะ แต่มันก็อดไม่ได้สักที
"แกมันก็ดีแต่โทษลูกแต่ไม่เคยโทษตัวเอง เด็กตัวแค่นี้ยังใจร้ายใจดำได้ลงทั้ง ๆ ที่เป็นลูกของแก แล้วนี่แกจะดูแลยัยหนูนาต่อไปยังไง" ป้ามลต่อว่าพ่อไม่ยอมหยุด และจบลงด้วยคำถามที่ฉันไม่อยากได้ยินคำตอบ
"ก็ปล่อยมันไปแบบนี้แหละ อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ให้มันตายไป อีเด็กนรก"
เพี๊ยะ !!
เสียงฝ่ามือของป้าที่ตบหน้าของพ่อดังสนั่น ฉันเบิกตามองด้วยความตกใจ พ่อไม่ได้ตอบโต้อะไรป้ามล แต่มองฉันด้วยแววตาแห่งความเกลียดชังยิ่งกว่าเดิม
"ฮืออออ ๆๆ " เสียงฤทัยร้องไห้ลั่น เธอคงตกใจที่เห็นป้ามลตบหน้าพ่อ ฉันจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดน้องสาวเพื่อปลอบโยน แต่กลับถูกพ่อกระชากออกมาจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
"อย่ามาแตะต้องลูกกูนะอีเด็กเวร" พ่อตะคอกฉันแล้วอุ้มฤทัยเข้าไปกอดเพื่อปลอบโยน ส่วนป้ามลโมโหจนตัวสั่น
"ไอ้มาศ ต่อจากนี้ไปฉันกับแกขาดกัน ส่วนยัยหนูนาฉันจะเอาไปเลี้ยงเอง แกว่าลูกเป็นเด็กเวร แต่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าแกมันก็ไอ้พ่อสารเลวเหมือนกัน จากนี้ไปแกไม่ต้องมายุ่งกับยัยหนูนาอีกฉันจะเลี้ยงดูส่งเสียมันเอง"
"เชิญพี่ตามสบายเถอะ แต่ผมจะเตือนไว้อย่างนึง อีเด็กนี่มันตัวซวย ระวังชีวิตพี่จะซวยเพราะมันก็แล้วกัน" ฉันเจ็บปวดเพราะคำพูดของพ่ออีกครั้ง แต่ก็ช่างเถอะ เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะต้องเจ็บเพราะคำพูดของพ่อก็ได้
สรุปแล้วฉันก็ต้องออกจากบ้านมากับป้าตั้งแต่วันนั้นโดยออกมาแต่ตัว ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสักชุด ป้าพาฉันมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ ก่อนที่จะให้ฉันเปลี่ยนที่ร้านโดยเอาเสื้อผ้าเก่าทิ้งไป แล้วพาฉันไปยังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งมันใหญ่มาก ๆ ในความคิดของเด็กเจ็ดขวบอย่างฉันคิดว่ามันโอ่อ่าเหมือนปราสาทราชวังไม่มีผิด
ป้าบอกว่าที่นี่เรียกว่าวังประกายแก้ว เป็นวังของท่านหญิงประกายแก้ว ซึ่งฉันก็ได้แต่พยักหน้า แต่ไม่ค่อยเข้าใจ ป้ามลพาฉันไปกราบท่านหญิงเพื่อขออนุญาตให้ฉันมาอยู่ที่นี่ โดยได้บอกเล่าถึงความจำเป็นและเรื่องราวที่ฉันได้พบเจอให้ท่านฟัง ท่านก็เมตตาให้ฉันอยู่ที่นี่ โดยส่งเสียให้ฉันได้เรียนด้วย นับว่าเป็นบุญของฉันจริง ๆ
ฉันอาศัยอยู่ที่นี่และได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ มีรถจากวังไปรับไปส่งพร้อมกับเด็กนักเรียนที่เป็นลูกหลานของคนงานที่อยู่ที่นี่อีกสองสามคน ชีวิตของฉันดีขึ้น รวมถึงสุขภาพจิตของฉันที่ดีขึ้นตามลำดับ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยนิ่งดูดาย คอยช่วยเหลือทุกอย่างที่ทำได้ ทั้งทำขนม ทำอาหาร งานร้อยมาลัยและจัดดอกไม้ต่าง ๆ เรียกว่าฉันทำได้หมดแม้จะอายุแค่เจ็ดขวบก็ตาม
ฉันอยู่ในวังแห่งนี้ได้สี่ปี จนกระทั่งจบชั้นประถมหก กำลังจะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา แต่แล้วอนาคตที่กำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี กลับมีเหตุการณ์พลิกผันที่ทำให้ชีวิตของฉันต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกคราหนึ่ง
คุณอาจจะชอบ





