
เกิดใหม่เป็นแม่หม้ายที่สามีทิ้ง
ตอน 2
กลิ่นดินอ่อน ๆ ลอยมาตามสายลมบวกกับแสงแดงจ้าจากพระอาทิตย์ดวงใหญ่ ที่กำลังเปล่งประกายส่องลงมากระทบม่านตาหนักอึ้งของสตรีที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นดิน ทำให้นางค่อย ๆ ได้สติฟื้นคืนกลับมา
“ท่านแม่ ท่านแม่” ร่างกายที่กำลังสั่นคลอนจากการกระทำของใครบางคน เสียงเล็ก ๆ คล้ายกับเสียงของเด็กสาว ทำให้ดวงตาคู่สวยลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ได้เกือบเต็มตา มีความคาดหวังอยู่ลึก ๆ ในใจว่า ถ้านางลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วจะได้เห็นลูกสาวตัวน้อยกับสามีของนางนั่งอยู่ข้าง ๆ และเรื่องราวอันเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันไปเท่านั้น
แต่ภาพตรงหน้านั้นพร่ามัวมาก ร่างกายที่อ่อนล้าขยับเขยื้อนได้เพียงเล็กน้อยและเชื่องช้า ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งพร้อมกับอาการตาปรือ “ท่านแม่ฟื้นแล้ว ฮือ...ข้าคิดว่าท่านแม่จะทิ้งข้าไปเสียแล้ว” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของคนเป็นเด็ก ทำให้เหนียงไป๋มั่นใจแล้วว่าบุคคลด้านข้างต้องเป็นเด็กผู้หญิงอย่างแน่นอน
เปลือกตาบางถูกปิดลงอีกครั้งก่อนที่ใบหน้าเล็กจะส่ายไปมาแรง ๆ เพื่อปรับการมองของสายตาให้ชัดขึ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดแจ้งแล้ว ดวงตาของนางก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึงในทันที “ท่านแม่” สาวน้อยสะกิดไหล่ของผู้ให้แม่ให้ตื่นจากภวังค์ พร้อมกับเปล่งเสียงตื้อ ๆ เนื่องจากกำลังร้องไห้ เอ่ยถามด้วยความห่วงใยอย่างฉลาดเฉลียวเกินอายุ “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ฮึก...ท่านแม่คงหิวมากใช่หรือไม่ ฮือ...เป็นเพราะข้า ท่านแม่จึงเป็นเช่นนี้”
เมื่อตกอยู่ในภวังค์ เสียงทุกเสียงรอบตัวก็เงียบงัน มือเล็กของเด็กนาบไปยังหน้าผากกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของแม่ด้วยความเป็นห่วง แต่ตอนนี้เหนียงไป๋ไม่รับรู้อะไรไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนไปหมด จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ริมฝีปากรูปกระจับขยับเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ถะ ถิงถิง ถิงถิงจริง ๆ ใช่ไหม” ดวงหน้าจิ้มลิ้มเอียงศีรษะเล็กน้อย งุนงงกับท่าทางของผู้เป็นแม่ ที่ทำเหมือนกับว่าไม่ได้พบหน้ากันมานาน
คนเป็นแม่ที่คิดถึงลูกมาก เมื่อได้พบลูกสาวที่จากไปไม่มีวันกลับอีกครั้ง ก็ทรุดตัวลงปล่อยโฮอย่างไม่คิดอายใคร ฝ่ามืออุ่นยกขึ้นกอบกุมใบหน้าของเด็กหญิงหน้ากลมที่รวบผมสูงสองฝั่งถักเปียมัดเป็นแกะน่ารัก “ท่านแม่ร้องไห้ทำไมเจ้าคะ” ปากน้อย ๆ เอ่ยถามเสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้อีกครั้งตามมารดา มือน้อยปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มใสของผู้เป็นแม่อย่างอ่อนโยน การกระทำของเด็กหญิงตัวน้อย ยิ่งทำให้เหนียงไป๋บ่อน้ำตาแตกราวกับทำนบเขื่อนพัง
“ฮึก...ฮือ...ถิงถิงจริง ๆ ด้วย แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน หนูกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหม ฮือ...”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ทิ้งท่านไปที่ไหนเลยนะเจ้าคะ ข้าอยู่ที่นี่กับท่านตั้งแต่แรก แต่อยู่ดี ๆ ท่านก็ล้มลงไป ข้าเรียกท่านแม่อยู่เกือบสองเค่อ กว่าท่านจะตื่นขึ้น” เสียงเจื้อยของเด็กน้อยตากลมบอกกับท่านแม่ของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเด็ก แต่สายตาของนางก็เต็มไปด้วยความสงสัยเหลือคณา
ในยามนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เด็กน้อย เหนียงไป๋เองก็งงงันไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ ดวงตาดูสับสนและพร่ามัวด้วยน้ำตาที่เอ่อค้าง พลางคิดในใจ พยายามทบทวนความเป็นไปได้ ไล่ตามจับต้นสายปลายเหตุ
‘ลูกของเราตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเราล่ะ? เราตายหรือยัง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่’
ใบหน้าสวยมองซ้ายขวา ก็เห็นว่ารอบข้างเป็นแปลงผักที่ยังไม่มีพืชผลใด ๆ ถัดไปอีกหน่อยเป็นเล้าไก่ที่สร้างจากโครงไม้ง่าย ๆ แต่ก็ยังไม่มีตัวไก่เช่นกัน และยังมีบ้านไม้ล้าสมัยสร้างด้วยไม้เก่าโทรมตั้งอยู่ไม่ไกลจากเล้าไก่มากนักอีกด้วย จากการประเมินทางสายตาแล้ว คิดว่าบ้านหลังนั้นน่าจะถูกสร้างมาเกินครึ่งศตวรรษ คล้ายเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างให้โดดเดี่ยวมานาน ไม้บางส่วนสึกกร่อนจนหลุดล่อนประตูจะพังมิพังแหล่ หน้าต่างผุผังมีสนิมเกาะเป็นแถบ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าบ้านได้จริง ๆ หรือไม่ ส่วนถนนหนทางก็เป็นถนนดินลูกรังคดเคี้ยวทอดข้ามเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม
‘ที่นี่คือที่ไหน ทำไมบรรยากาศรอบ ๆ แลดูแล้วไม่คุ้นตาเลยแม้แต่นิด’
เหนียงไป๋นางเริ่มไม่ไว้วางใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง สีหน้าเคร่งเครียดแสดงถึงความคิดอันยุ่งเหยิง แต่เสียงเล็กของเด็กผู้หญิงตาใส ทำให้เหนียงไป๋สลัดความคิดคลางแคลงใจทิ้งไปก่อนได้ “ท่านแม่”
เหนียงไป๋ตอบรับเด็กสาวตัวน้อยด้วยการสบสายตา แต่แล้ว…ความคิดใหม่ก็แล่นวาบเข้ามาในหัวของนางเสียดื้อ ๆ บุคคลที่จะไขข้อสงสัยให้นางได้นั้น ก็เห็นจะมีเพียงผู้เดียวนั่นก็คือ เด็กสาวเจ้าของลานแก้มสีชมพูเรื่อปานผลท้อสุกงามตรงหน้านั่นเอง
“จะ เจ้าหนูน้อย เจ้าชื่อว่าอะไรเหรอ”
“เอ่อ...ข้าชื่อถิงถิงเจ้าค่ะ”
“ละ แล้วแม่ล่ะ แม่ของเจ้าชื่อว่าอะไร”
“...แม่ของข้าชื่อว่าเหนียงไป๋เจ้าค่ะ” เมื่อได้คำตอบจากเด็กน้อยเรียบร้อยแล้ว เหนียงไป๋ก็กลับมาจมอยู่กับความคิดมากมายเพียงลำพังอีกครั้ง
‘นอกจากเจ้าก้อนซาลาเปาตรงหน้าจะหน้าตาเหมือนกับถิงถิง ลูกสาวเพียงคนเดียวของเรากับเถียนฟงแล้ว นางยังมีชื่อเรียกเหมือนกับลูกสาวของเราอีกด้วย ซ้ำไปกว่านั้นผู้หญิงที่เจ้าตัวน้อยเรียกว่าท่านแม่ ก็ยังมีชื่อเหนียงไป๋เหมือนกับตัวเราอีกด้วย...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่’
เมื่อยังคิดไม่ตก ทุกอย่างอลหม่านตีกันอยู่ในสมอง คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากัน เผื่อว่าจะดึงความทรงจำเก่า ๆ ของร่างนี้กลับมาได้ และจู่ ๆ ความทรงจำของร่างนี้ก็แวบขึ้นมาในหัวทั้งหมด ความรู้สึกวิงเวียนเข้าจู่โจมในหัว จนมือบางต้องกุมขมับเอาไว้ เพราะยิ่งความจำหลั่งใหลเข้ามา ศีรษะของนางก็จะยิ่งปวดตุบ ๆ
“เอาแต่กินไม่ทำงาน ตั้งแต่มีเจ้าเข้ามาอยู่ในบ้านของข้า ก็อับจนลงเรื่อย ๆ เจ้ามันตัวกาลกิณีจริง ๆ”
“ในเมื่อลูกของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ข้าก็ไม่อยากอยู่ร่วมเรือนกับเจ้า ไป! ไปอยู่บนเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ เอาลูกสาวของเจ้าไปด้วย มาอยู่เกาะกันแบบนี้ สักวันก็อดตายกันพอดี” แม่เฒ่าหลังค่อม ผมขาว ที่มีนามว่าซูเจิน เดินแทบจะไม่ไหวแต่ยังอุตส่าห์ยกไม้เท้าเคาะหัวลูกสะใภ้และหลานสาวคนละที สีหน้าและแววตามองมาอย่างเหยียดหยามคนทั้งสองเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งหลานสาวแท้ ๆ ก็ไม่ปรานี
ความจริงแม่เฒ่าท่านนี้ ไม่ชอบพอในตัวลูกสะใภ้ใหญ่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นลูกสาวของตระกูลยากจน ไม่มีหน้ามีตาให้กับลูกชายของตนได้
เมื่อแต่งเข้าเรือนมาปีแรก ประเทศจีนก็ประสบกับภัยแล้ง พืชพันธุ์ไม่ออกผล พืชผลที่เปราะบางก็แห้งเหี่ยว ทำให้ขาดแคลนอาหารการกินและเงินทองอย่างหนัก ไม่เพียงเท่านั้น เหนียงไป๋ยังตั้งครรภ์ในช่วงที่ครอบครัวกำลังลำบาก ทั้งยังคลอดออกมาเป็นบุตรสาว ไม่ใช่บุตรชาย ก็ยิ่งทำให้แม่สามีเกลียดชังในตัวของนางไปกันใหญ่ และคิดว่าที่บุตรชายของตนต้องไปเป็นทหารก็เพราะมีตัวกาลกิณีอย่างเหนียงไป๋เป็นภรรยา
เมื่อถูกไล่ สองแม่ลูกก็จำต้องเก็บข้าวของสัมภาระออกจากเรือนหลังนี้ไปยังภูเขาสูงชัน แต่ทว่า ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาออกไปถึงสิบก้าว ก็ถูกคู่สะใภ้ของตนนามว่าหนิงจินเรียกเอาไว้ก่อน
“นั่นเจ้าเอาอะไรไปด้วย”
“ของที่เจินเป่าทิ้งเอาไว้ให้ข้ากับลูก” เหนียงไป๋ตอบพร้อมกับพยายามเก็บซ่อนเสบียงที่ตั้งใจจะเอาไปกินบนเขากับลูกสาว แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของคนที่มีนิสัยขี้เหนียวและชอบเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอไปได้
“เอาไปไม่ได้” หนิงจินเดินเข้ามาประชิดแล้วกระชากห่อผ้าห่อใหญ่ในมือของเหนียงไป๋อย่างแรง “อย่านะ” เหนียงไป๋ร้องห้ามแต่ก็ไม่เป็นผล
ทั้งคู่เริ่มยื้อยุดฉุดกระชากกัน มือน้อย ๆ เข้ามาทุบหลังของน้าสาวต่างสายเลือดแรง ๆ หลายทีเพื่อช่วยแม่ของตน “ว๊าย! อย่ามาตีข้านะ นังเด็กบ้า”
“หยุดตีกันเดี๋ยวนี้” ซู่ว! “ว๊าย!” เสียงหญิงแก่กล่าวเตือนให้หยุด ก่อนที่จะสาดโครม น้ำเย็น ๆ ในถังไม้ใส่คนทั้งสามจนหมด เสบียงหลายส่วนเปียกชุ่ม เหนียงไป๋เขาแทบทรุด สายตาของแม่สามีที่ทอดมองมานั้น ทำให้เหนียงไป๋รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่สามารถนำเอาเสบียงเหล่านี้ไปด้วยได้แล้ว นางจึงทิ้งอาหารแห้งพวกนั้นไว้ แล้วรีบจูงมือลูกน้อยออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
สองแม่ลูกพากันเดินขึ้นเขาไปอย่างยากลำบาก กัดฟันทนหิวและร้อนเพื่อเดินไปให้ถึงยอดเขาก่อนตะวันจะตกดินให้ได้ และสิ่งที่เอาติดตัวมาได้นั้น มีเพียงของใช้จำเป็นไม่กี่ชิ้นและข้าวเก่าเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่งเท่านั้น
เหนียงไป๋เลือกให้ตัวเองอดแล้วลูกสาวได้กินก่อน จึงนำเอาข้าวสารเก่าไปต้มกับน้ำเปล่าเยอะ ๆ ทำเป็นข้าวต้มน้ำใสประทังชีวิตไปก่อน “อดทนก่อนนะลูก แม่จะปลูกพืชผล ต่อไปเราจะได้ไม่อดยากกันอีก”
“ข้าทนได้เจ้าค่ะท่านแม่”
“โถ่…ลูกรักของแม่” คำพูดของลูกสาว คล้ายสายน้ำเย็นชโลมใจที่อ่อนล้าของผู้ให้กำเนิดจนน้ำตาคลอ แม่ลูกปลอบประโลมกันและกันด้วยอ้อมกอดที่แนบแน่นและอบอุ่น
…เหนียงไป๋ออกจากบ้านผุพังมาขุดดินเพื่อเตรียมที่จะปลูกผักและทำการเกษตรเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่าด้วยอากาศที่ร้อนจัด แสงแดดส่องแรงจ้าจนแสบตา คล้ายกำลังจะมีพายุ ไอน้ำในเมฆจะกลายเป็นฝนได้ ต้องคลายความร้อนออกมาเสียก่อน เหนียงไป๋ขุดดินได้ไม่กี่ทีเหงื่อก็ผุดพราวขึ้นเต็มใบหน้านวล
ความร้อนและความหิวเริ่มเล่นงาน ร่างเล็กโงนเงนทรงตัวไม่อยู่ ทั้งดวงตาและสมองเบลอไปหมด แก้มร้อนผ่าวราวไฟลวก จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็มืดลงอย่างกะทันหัน จนสุดท้ายเหนียงไป๋ก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นดิน จิตวิญญาณหลุดล่องลอยไปกับสายลม จนกระทั่งมีอีกหนึ่งวิญญาณเข้ามาแทนที่…
ทันทีที่เหนียงไป๋หลุดออกจากความทรงจำของร่างนี้ นางก็กุมขมับอีกครั้งพร้อมกับกล่าววาจาออกมาที่แสดงถึงความเจ็บปวด “อะ โอ๊ย ปวดหัวจัง” ภาพในความทรงจำที่เหนียงไป๋รำลึกได้ พบว่านอกจากชื่อแล้ว ร่างนี้ยังมีใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายคลึงกับตนเองอีกด้วย
ถิงถิงตกใจกับท่าทีของมารดา จึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้งหนึ่ง “ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไปเหรอเจ้าคะ”
เหนียงไป๋ไม่ได้ตอบลูกสาว แต่ในใจยังคงตกค้างความรู้สึกอันเจ็บปวดรวดร้าวกับโชคชะตาของตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่สามารถหาคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมหลุดมาอยู่ในยุคจีนโบราณได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวจึงหยุดคิด
แต่เหนียงไป๋คนใหม่ก็มีความคิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ พร้อมสู้ชีวิตทุกอย่างเพื่อลูกสาวอันเป็นที่รักของตน และเพื่อความอยู่รอด นางก็ต้องรักษาตัวเองและลูกให้มีร่างกายที่แข็งแรงเอาไว้
‘พระเจ้าให้โอกาสเราได้เจอลูกสาวอีกครั้งแล้ว เราต้องใช้โอกาสนี้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด’
‘ถ้าเราลงไปจากเขาได้ ข้างล่างต้องมียาขายเป็นแน่ แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่มีเงินนี่สิ แบบนี้จะทำเช่นไรดี’
ในระหว่างที่ใช้ความคิด สายตาของเหนียงไป๋ก็เหลือบไปเห็นเงาใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนมาจากแอ่งน้ำที่เกิดจากฝนที่ตกกระหน่ำไปเมื่อยามอิ๋น
เงาที่สะท้อนในแอ่งน้ำ ฉายให้เห็นดวงหน้าโสภา ด้านบนศีรษะมีปิ่นปักผมพู่ห้อยไข่มุกหยกแท้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นสิ่งของที่มีค่าที่สุดที่เหนียงไป๋มีในตอนนี้ นางจึงดึงปิ่นหยกนี้ออกมาวางไว้ในมือ
คุณอาจจะชอบ





