
เกิดใหม่เป็นแม่หม้ายที่สามีทิ้ง
ตอน 3
“ท่านแม่ สิ่งนั้นคือปิ่นปักผมที่ท่านพ่อมอบให้ท่านตอนวันหมั้นใช่หรือไม่ ข้าจำได้ ท่านเคยบอกข้า” คำถามไร้เดียงสาของหนูน้อย เพราะทุกการกระทำของมารดาอยู่ในสายตาของนางตลอด แต่คำถามของลูกสาวนั้นทำให้เหนียงไป๋ได้รู้ว่าปิ่นปักผมอันนี้เป็นของขวัญที่สามีของนางในภพนี้มอบให้ในวันสำคัญ ตั้งแต่ยังไม่มีเจ้าหนูน้อยนางนี้
แต่ด้วยความที่เหนียงไป๋ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับสามีในชาตินี้ ยิ่งได้รับรู้จากความทรงจำที่กลับมาของร่างนี้ ว่าสามีของนางชื่อเจินเป่า ไม่ใช่เถียนฟง ก็ยิ่งทำให้เหนียงไป๋คิดตัดใจได้ง่าย ๆ ที่จะนำเอาปิ่นปักผมหยกไปแลกกับยา เพื่อรักษาตัวเองกับลูก ให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้
“พวกเราลงไปข้างล่างเพื่อนำเอาสิ่งนี้ไปแลกกับยาและอาหารกันเถอะ” เหนียงไป๋บอกกับบุตรสาวก่อนจะจับมือน้อยให้ลุกขึ้น แล้วเดินไปตามทางข้างหน้าพร้อม ๆ กัน ถิงถิงผู้ไร้เดียงสาไม่ทักท้วง เนื่องจากยังไม่เข้าใจว่าปิ่นปักผมอันนั้น มีคุณค่าทางจิตใจอย่างไร และเดินไปกับผู้เป็นมารดาอย่างว่าง่าย
…จากท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งเมื่อหนึ่งก้านธูปที่ผ่านมา ในยามนี้เมฆกลายเป็นสีหม่นเข้ม ใต้เมฆเป็นสีคล้ำดำจาง ๆ ลมเย็นชื้นพัดนำมาก่อนที่เมฆดำเข้าปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด กระแสลมเปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้นเหมือนกับว่าพายุกำลังจะมาในไม่ช้า
เหนียงไป๋ตัดสินใจอุ้มบุตรสาวขึ้นมาอุ้ม หมายจะเดินลงจากเขาให้ทันก่อนที่ฝนจะตกลงมา แต่ทว่า…เดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเม็ดฝนก็เริ่มโปรยปราย เปาะ! แปะ! ดังขึ้นเรื่อย ๆ ฝนที่โปรยปรายมองคล้ายม่านขาวปกคลุมทั่วท้องถนน สายฝนกระหน่ำแรงขึ้น เหนียงไป๋รีบเร่งฝีเท้าหาที่หลบฝนโดยเร็ว จนกระทั่งไปเจอเข้ากับสถานที่ที่คล้ายกับศาลเจ้า แต่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว เพราะทั้งเก่าและทรุดโทรม ขาดการบูรณะ
สตรีหม้ายรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนข้างในทันทีอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนจะวางเด็กน้อยที่อุ้มอยู่ลง ชายฝนเทลงมาจากชายคาเสียงดังลั่นจนหูอื้อ ฟ้าแลบแปลบปลาบก่อนฟ้าเสียงคำรามลั่นจะดังตามมาติด ๆ เด็กผู้หญิงตัวน้อยสะดุ้งโหยงด้วยความผวา และทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ มารดาผู้ให้กำเนิดจึงรีบก้มลงกอดลูกสาวเพื่อปลอบประโลม
สายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ ทำให้เกิดความรู้สึกคิดถึงและครุ่นคิด ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดปรากฏขึ้นอีกครั้งและอารมณ์ต่าง ๆ เริ่มปั่นป่วน ราวกับว่าเม็ดฝนมีน้ำหนักของอดีตอัดแน่นอย่างท่วมท้น เหนียงไป๋หลีกเลี่ยงความโศกเศร้าในใจของตัวเองไปไม่ได้ จึงปล่อยให้น้ำตาชะล้างไปกับสายฝน ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางคิดถึงใครอีกคนที่สำคัญมากในชีวิตของตัวเองเหมือนกัน
‘เถียนฟงฉันคิดถึงคุณ คิดถึงคุณเหลือเกิน ตอนนี้ฉันได้เจอลูกของเราแล้วนะ ฉันรอวันที่จะได้พบคุณอีกครั้งเช่นกัน’
…เมื่อฝนซาลง ความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ เหนียงไป๋ค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออกจากคนตัวเล็ก ก่อนจะใช้หน้ามือเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับบุตรสาว และในขณะนั้นหางตาของนางก็เห็นอะไรแวบ ๆ เหมือนมีคนกำลังจ้องมองอยู่ใกล้ ๆ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างเต็มตาก็ต้องเป็นอันตกใจ เพราะตรงหน้ามีบุรุษแปลกหน้า รูปร่างสูงโปร่งราวแปดฉื่อในชุดจีนโบราณสีดำทึบ สวมหมวกไม้ไผ่สานปกคลุมใบหน้า แต่เค้าโครงนอกดูสมส่วนและกำยำ
“จะ เจ้าเป็นใคร” เหนียงไป๋ลุกขึ้นพรืดพร้อมกับเอ่ยถาม และใช้ตัวเองบังถิงถิงเอาไว้ เผื่อว่าบุรุษตรงหน้าเป็นผู้ร้าย นางจะได้ปกป้องลูกสาวได้ทัน
“ข้าชื่อเถียนฟง แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร”
“ถะ เถียนฟง!” เหนียงไป๋หน้าตาตื่นตกใจเมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่าย เพราะชื่อของบุรุษตรงหน้านั้นเหมือนกับชื่อสามีของเธอที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้จักนางกับลูกมาก่อน จึงทำให้เหนียงไป๋ชั่งใจอยู่ว่า เถียนฟงผู้นี้ จะใช่สามีของเธอที่สวรรค์ส่งมาอีกคนหรือไม่
“ชื่อของข้าทำให้เจ้าตกใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“อะ เอ่อ ข้าขอโทษที่เสียมารยาท ข้าชื่อว่าเหนียงไป๋ ส่วนบุตรสาวของข้าชื่อว่าถิงถิง พวกเราลงมาจากบนเขา จะไปซื้อยาและอาหาร” เหนียงไป๋ยอมแนะนำตัวเองบ้าง ถึงแม้ว่าจะยังมีความระแวงอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
“อย่างนั้นเองเหรอ ข้าก็กำลังจะลงไปข้างล่างเช่นกัน ข้าเป็นพ่อค้าเมล็ดพันธุ์และพืชผลทางการเกษตร กำลังจะนำลงเขาเพื่อไปขายให้กับร้านค้าที่รับซื้อพอดี พวกเจ้าลงไปพร้อมกับข้าก็ได้นะ”
เหนียงไป๋มองไปที่รถลากของคันเล็กด้านหลังพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์ ก็ได้เห็นเมล็ดถั่วเขียวและผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ อีกหลายอย่าง จึงเกิดความคิดว่าที่แปลงผักบริเวณบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่นั้น เป็นแปลงผักที่ว่างเปล่า อยากได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไปปลูกบ้าง จึงตัดสินใจเอ่ยขอ
ในยามนี้ต้องละทิ้งความอายไปก่อนเพื่อความอยู่รอด แต่ระหว่างเอ่ยนั้นเหนียงไป๋ก็ตรวจดูสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วยว่าลำบากใจหรือไม่ “เอ่อ..ข้าขอแบ่งเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวสักเล็กน้อยได้หรือไม่ ตอนนี้ข้าไม่มีเงิน แต่ว่าถ้าข้าเจอเจ้าอีก ข้าสัญญาว่าจะเอาเงินให้เจ้า”
“ได้สิ ข้าไม่เอาเงินของเจ้าหรอก” บุรุษหนุ่มผู้ใจดีตอบอย่างไม่ต้องคิด เดินไปหยิบเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวให้ตามคำขอ และแถมแป้งข้าวเหนียวพร้อมกับเมล็ดข้าวเหนียวให้ด้วย เพราะคิดว่าสองแม่ลูกที่ได้พบเจอนั้นต้องกำลังลำบากมากอยู่เป็นแน่ ด้วยร่างกายที่ซูบผอมทั้งคู่ และทั้งเนื้อตัวกับเสื้อผ้าเปราะเปื้อนไปด้วยคราบดำ จึงมอบให้โดยที่ไม่คิดเงิน
“นี่ของเจ้า ข้าให้แป้งข้าวเหนียวและเมล็ดข้าวเหนียวไปด้วย”
“ตะ แต่ว่า...” ของที่บุรุษหนุ่มตรงหน้ายื่นให้นั้นมากเกินไป เหนียงไป๋จึงเกิดความเกรงใจทั้งที่สิ่งนั้นมันมีค่ากับตัวเองและบุตรสาวมาก ในยามที่ลำบากแบบนี้ จึงไม่กล้าที่จะรับไว้
“ข้าไม่คิดเป็นบุญคุณหรอกน่า ที่ข้าให้ก็เพราะสงสารเจ้ากับบุตรสาวของเจ้าเพียงเท่านั้น แล้วสามีของเจ้าล่ะไปไหน ทำไมปล่อยให้เจ้ากับลูกต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้”
“เอ่อ...ข้าเป็นหม้าย ไม่มีสามี”
“ขออภัย ข้าเสียมารยาทถามในสิ่งที่อาจทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจ เอาเป็นว่าพวกเจ้าลงเขาไปกับข้าเถิด จะได้ปลอดภัยจากสัตว์ป่าและโจรป่าด้วย”
“ทะ ที่นี่มีสัตวป่าและโจรป่าด้วยเหรอ” เมื่อได้ยินคำว่าโจร ประสบการณ์อันเลวร้ายก็แล่นวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง ภาพที่สามีและลูกสาวของเธอนอนจมกองเลือดมันตามหลอกหลอนจนรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง กวาดตามองไปทั่วอย่างหวาดระแวง บรรยากาศรอบข้างทำเอารู้สึกหลอนจนต้องโก่งคออาเจียนด้วยความคลื่นเหียน “อะ อ้วก”
“ทะ ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ” บุตรสาวที่มีปัญญาดีเกินวัย รีบวิ่งเข้ามาดูอาการของมารดาด้วยความเป็นห่วง ส่วนบุรุษที่ถูกพบเจอโดยบังเอิญก็อดรู้สึกเป็นห่วงสตรีตรงหน้าไม่ได้เช่นกัน “เจ้าไหวหรือไม่”
“ขะ ข้าไหว” เหนียงไป๋ตัวงอเพราะกลัวว่าจะอ้วกอีกรอบ พลางตอบเสียงแผ่วเบา
“เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าลงไปหาหมอยาเอง ตามข้ามาเถิด”
บุรุษหนุ่มขายาวเอ่ยจบก็เดินไปเข็นรถลาก แล้วเดินนำทางสองแม่ลูกไปก่อน เหนียงไป๋จึงเอามือรองน้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคามาเช็ดปาก ก่อนจะเอื้อมแขนไปคว้ามือน้อยของถิงถิงมาจับเอาไว้แล้วเดินตามเถียนฟงไปติด ๆ
…หลังจากที่เดินไปเรื่อย ๆ ไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมาอีกรอบ จึงทำให้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เดินลงมาถึงล่างเขาได้แล้ว และบรรยากาศตรงหน้าก็ทำให้เหนียงไป๋ต้องชะงัก กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่มันไม่ต่างจากตลาดเย็นของยุคสมัยใหม่เลยสักนิด
สองฝั่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาอย่างชีวิตชีวา มีร้านค้าและแผงลอยตั้งอยู่เต็มริมถนน รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่อีกด้วย เสียงจอแจพูดคุยดังอยู่รอบทิศ ทั้งป้องปากเรียกลูกค้า ทั้งถามไถ่ถึงราคาสิ่งของ บรรยากาศครื้นเครงเต็มไปด้วยการค้าขาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยความพลุกพล่านและแน่นแฟ้น
“อีกไม่ถึงสองจั้งก็จะถึงโรงหมอยาแล้วล่ะ”
เสียงของเถียนฟงทำให้เหนียงไป๋หลุดออกจากความตื่นเต้น ก่อนที่นางจะตอบรับคำอีกฝ่ายในลำคอ แล้วเดินตามเขาต่อไป “อะ อืม” ในมือของเหนียงไป๋ก็ยังคงมีมือน้อยของถิงถิงอยู่ตลอด
ทั้งสามเดินต่อไปพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมที่มีป้ายตัวอักษรจีนด้านบนกลางทางเข้าว่าโรงเตี๊ยมหมอยา “ที่นี่แหละคือโรงหมอ เจ้าไม่มีเงิน เดี๋ยวข้าจะให้เงินเจ้า” เถียนฟงบอกกับเหนียงไป๋ก่อนจะทำท่าหยิบเงินในกระเป๋าออกมาให้ แต่เหนียงไป๋ร้องห้ามเอาไว้ทัน “ไม่เป็นไร ข้าขอบใจเจ้ามาก ข้ามีสิ่งนี้” เหนียงไป๋ยื่นปิ่นหยกให้เถียนฟงดู
“ข้าไม่มั่นใจว่าสิ่งนี้จะใช้แทนเงินได้หรือไม่”
“ไม่เป็นไร ข้าจะขอลองดูก่อน”
“ก็ได้ ตามใจเจ้า”
เหนียงไป๋เดินจูงมือลูกน้อยเข้าไปในโรงหมอ โดยที่เถียนฟงยืนรออยู่ที่ด้านนอกหน้าประตู ดูท่านหมอถามอาการของเหนียงไป๋และบุตรสาว ก่อนจะเจียดยาสมุนไพรห่อใส่กระดาษส่งให้ และยอมรับปิ่นหยกแทนเงินอีกด้วย
“ข้าได้มาแล้ว” เหนียงไป๋เดินออกมาจากโรงหมอ ก่อนจะชูห่อกระดาษในมือที่มีสมุนไพรที่ชื่อว่าเออเจียวและปาเป่าโจวที่ได้มาถึงหนึ่งจิน สำหรับนำมาต้มดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย เถียนฟงก็อมยิ้มพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้กับสตรีสาวตรงหน้าอย่างชื่นชม
…ในตอนนี้เหนียงไป๋และถิงถิงกลับมาที่กระท่อมบนเขาเรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าเถียนฟงเดินขึ้นเขามาส่งนางกับบุตรสาวด้วย เหนียงไป๋รู้สึกเกรงใจไม่น้อย และก็อดแอบคิดไม่ได้ว่าบุรุษผู้นั้นจะใช่สามีของตัวเองในภพชาติอดีตหรือไม่ เพราะด้วยอุปนิสัยใจคอนั้น ละม้ายคล้ายคลึงกับสามีของนางในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก
แต่ในยามนี้ สิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตของนางกับลูก เหนียงไป๋ก่อไฟจากฟืนเศษไม้ เพื่อต้มยาให้ตัวเองกับลูกดื่ม ระหว่างที่กำลังต้มยาสมุนไพรอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นต้นแปะก๊วย จึงคิดถึงการทำขนมหวานขึ้นมา เพราะในยุคที่นางจากมานั้น ตัวเองเป็นแม่ค้าขายขนมหวาน
‘ทำขนมบัวลอยแปะก๊วยดีกว่า เป็นของหวานแก้หวัด เหมาะสำหรับฤดูกาลนี้ด้วย’ เหนียงไป๋เกิดความคิดที่มีประโยชน์ จึงเริ่มลงมือทำในทันทีหลังจากต้มยาดื่มเสร็จเรียบร้อย
คุณอาจจะชอบ





