
เจ้าหัวใจแดนเถื่อน
ตอน 2
“ว่ายังไงพ่อ ยัยศิเขาให้คำมั่นสัญญาหนักแน่นเสียขนาดนี้ พ่อจะเอาไง ถ้าเป็นห่วงมาก ก็หาใครสักคนตามไปคุมซะสิ” นางศวิตาแนะนำพร้อมกับส่งสายตามีความนัยให้กับสามี ตอนแรกนายทัดเทพก็ทำหน้างงๆ แต่พอภรรยาทำหน้าหงุดหงิดแล้วทำปากขมุบขมิบเป็นใครชื่อคนบางคนช้าๆ นั่นทำให้นายทัดเทพเบิกตากว้างแล้วฉีกยิ้มพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก
“ก็ได้ แต่...” ร่างสมส่วนที่กำลังจะโผเข้ากอดบิดาด้วยความดีใจ ต้องหยุดชะงักทันที เมื่อได้ยินคำว่า แต่ ต่อจากคำว่า ก็ได้ นายทัดเทพมองลูกสาว ที่นั่งงอนแก้มป่องนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ “ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก พ่ออยากให้ศิลองไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกสักเดือนก่อนเป็นไง ถ้าศิสามารถพิสูจน์ให้พ่อเห็นได้ว่าสามารถใช้ชีวิตลำบากได้ พ่อก็จะอนุญาตให้ไปเรียนต่อที่อังกฤษได้ ศิจะไปกับใครพ่อก็จะไม่ห้ามอีกต่อไป”
“บ้านนนอก!” ทรรศิกาลุกพรวดอุทานออกมาอย่างตกใจ หันไปมองบิดาทีมารดาที เหมือนจะย้ำถามว่าเธอฟังไม่ผิดใช่ไหม เมื่อท่านทั้งสองพยักหน้า เธอถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
บ้านนอกในความคิดของเธอมันคือที่ที่ห่างไกลคำว่าสะดวกสบายเสียเหลือเกิน ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่เธอต้องไปคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายจะพบเจออะไรบ้างก็ไม่รู้ แล้วเธอจะอดทนอยู่จนครบเดือนไหมนี่
“ว่าไงยัยศิ บอกไว้ก่อนนะว่าห้ามมีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”
“คุณแม่...” หญิงสาวคราง มองมารดาตาละห้อย
“ว่าไงลูก กล้าพิสูจน์ความตั้งใจให้พ่อเขาเห็นหรือเปล่า” แทนที่นางศวิตาจะพูดปลอบหรือให้กำลังใจลูกสาวเหมือนทุกครั้ง กลับกลายเป็นว่านางพูดเหมือนท้าทาย นั่นทำให้ไฟในใจของทรรศิกาที่กำลังจะมอดดับโหมลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“กล้าค่ะ! ศิจะพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกสาวคนนี้แข็งแกร่งแค่ไหน” ท่าทางฮึกเหิมของหญิงสาวทำให้สองสามีภรรยาหันมาสบตากัน แล้วอมยิ้ม คนไม่ชอบให้ใครมาท้าอย่างทรรศิกาต้องใช้ไม้นี้ถึงจะสำเร็จ
“ให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกสาวพ่อ ถูกใจจริงๆ มาขอพ่อกอดที” ใบหน้าสวยยิ้มแฉ่ง ก่อนจะโถมเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้เป็นพ่อ นายทัดเทพจูบลงกลางกระหม่อมของหญิงสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู พลางโยกตัวไปมาราวกับว่ากำลังเด็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาแย้มยิ้มไปให้ภรรยาที่นั่งถัดออกไป
“แล้วศิต้องเดินทางวันไหนล่ะคะ” ทรรศิกาถามเสียงอู้อี้กับอกกว้างของบิดา
“อีกสองวัน” ร่างสมส่วนผละออกจากวงแขนของบิดาแทบจะทันที
“ห๊า! ทำไมมันรวดเร็วอย่างนี้ล่ะคะ ศิยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย”
“เอ้า จะได้รีบไปรีบกลับไงละ” ริมฝีปากบางยื่นออกมาอย่างขัดใจ ก่อนจะชม้ายชายตาไปมองมารดา นางศวิตาจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถือเป็นเอกฉันท์ว่าเธอต้องเดินทางในอีกสองวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แล้วจะให้ศิไปอยู่กับใครล่ะคะ”
“เอกกับรดาเพื่อนสนิทของพ่อกับแม่เองแหละ”
“หรือคะ แล้วเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่คนนี้ศิเคยเห็นหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างสนใจใคร่รู้
“เคยสิ แต่หนูคงจะจำไม่ได้หรอก เพราะตอนนั้นเราน่ะยังเด็กมาก และล่าสุดที่ทั้งคู่มาที่นี่ คงจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ตาดินลูกชายของทั้งสองรับปริญญาโท แต่วันนั้นศิไปเรียนเลยไม่ได้เจอกัน”
“อืม...ถ้าเป็นเพื่อนกับคุณพ่อคุณแม่ ศิก็สบายใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง หวังว่าท่านทั้งสองคงจะใจดีเหมือนคุณพ่อคุณแม่ของศินะคะ” หญิงสาวยิ้มจนตาหยีหันไปกอดประจบมารดาทีบิดาที ก่อนจะเอ่ยย้ำสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้กับเธออีกครั้ง
“แต่คุณพ่ออย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับศินะคะ”
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น”
“เว้นแต่หนูจะเป็นคนเปลี่ยนใจซะเอง” นางศวิตาพูดสำทับขึ้น ทำให้ทรรศิกาหันไปหรี่ตามองผู้เป็นแม่อย่างสงสัย
“อะไรทำให้คุณแม่คิดอย่างนั้นล่ะคะ”
“สัจธรรมของชีวิตไงจ๊ะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน”
“สาธุ...” สองพ่อลูกพนมมือขึ้นเหนือหัว แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน นั่นทำให้นางศวิตาหันมาส่งค้อนให้สองพ่อวงใหญ่ ตีแขนคนละเพี้ยะสองเพี้ยะข้อหาล้อเลียนคนใหญ่ที่สุดในบ้าน
คุณอาจจะชอบ





