
สยบรักดวงใจท่านอ๋อง
ตอน 2
“…”
ภายในห้องสุขาเงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ มีเพียงเสียงโหวกเหวกโวยวายด้านนอกดังไล่เข้ามาเรื่อย ๆ เท่านั้น อึดใจต่อมามีดที่พาดอยู่บนลำคอขาวค่อย ๆ ขยับออกช้า ๆ และปลดปล่อยลู่ซิงเหยียนเป็นอิสระ
หญิงสาวยกมือขึ้นสัมผัสบริเวณบาดแผล ก่อนจะหันไปจ้องมอง ‘ผู้บุกรุก’ ด้วยแววตาแค้นเคือง ยามนี้เขาเร้นกายอยู่ในเงามืด มองไม่เห็นแม้กระทั่งดวงตา รู้เพียงว่าเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง เขากำมีดขึ้นมาตรงหน้าลู่ซิงเหยียนคล้ายกับจะบอกว่า หากคิดเล่นตุกติกแม้เพียงนิด นางจะต้องตายอย่างน่าอนาถเป็นที่สุด
“ช่วยอย่างไร” เสียงทุ้มฟังดูลึกลับแปลกประหลาดเอ่ยถามอย่างไม่ไว้วางใจ
“ท่านหลบอยู่ที่นี่ เงียบ ๆ ไว้ก็พอ ที่เหลือข้าจัดการเอง” นางรีบกระซิบตอบเสียงแผ่ว
“สาวใช้เช่นเจ้าสามารถช่วยข้าหลบหนีออกไปได้หรือ” น้ำเสียงกึ่งดูแคลนกึ่งตลกขบขัน
“เช่นนั้นท่านก็ปาดคอข้า แล้วก็ออกไปเผชิญหน้ากับความตายเสียเถิด ยามนี้ต่อให้มีปีกก็ไม่อาจบินออกไปนอกจวนได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล เชื่อข้า...ข้ามีวิธีพาท่านหลบหนีออกนอกเมืองได้” นางกล่าววาจาคล่องแคล่วแม้ก่อนหน้านี้จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าเวลานี้กลับสามารถปรับอารมณ์ไปตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
‘ออกนอกเมือง’
ใครจะกล้าเอ่ยวาจาออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้ได้
ดวงตาคมภายใต้เงามืดสำรวจมองสาวใช้ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ แม้สภาพของนางย่ำแย่มากกว่าสาวใช้ทั่วไปสักหน่อย แต่ดวงตากระจ่างคู่นั้นกลับแลดูน่าดึงดูดมิใช่น้อย
“อย่าได้คิดตุกติก...ต่อให้ข้าถูกจับตัวได้ในภายหลัง ก็จะไม่มีทางปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอด”
คำขู่ทำให้ใบหน้าสาวใช้ซีดเผือด นางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะรีบพยักหน้ารัว
“หากข้าทำพลาดจริง ๆ ท่านอย่าได้เสียเวลาอันมีค่าพรากชีวิตน้อย ๆ ของข้าไปเลย มารดาของข้านอนป่วยอยู่ที่บ้าน นางยังรอให้ข้ากลับไป” ลู่ซิงเหยียนเอ่ยอย่างไม่จริงจัง ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความทุกข์ตรมจนคนฟังสัมผัสได้
เมื่อมองลอดออกไปด้านนอก พ่อบ้านเหอกำลังเดินตรงมาพร้อมกับเหล่าทหารที่กระจายกำลังกันออกไปค้นหารอบ ๆ
ลู่ซิงเหยียนไม่รอช้า นางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ถังไม้ที่ด้านในเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล เดิมนางต้องนำของเสียในถังนี้ไปเทรวมกันในถังใบใหญ่เพื่อเอาไปทิ้งนอกเมือง ทว่าตอนนี้มันกลายเป็นหนทางรอดเดียวของนาง หญิงสาวจำใจล้วงมือลงไปด้านใน ก่อนจะนำของเหลวน่าขยะแขยงที่ติดขึ้นมาทาไปทั่วตัว
ยามนี้คนที่กำลังมองการกระทำของนางแทบกลั้นความรู้สึกอยากอาเจียนเอาไว้ไม่อยู่ เช่นเดียวกับลู่ซิงเหยียนความรู้สึกของนางคล้ายกับถูกบังคับให้กลืนอาจมลงไปก็ไม่ปาน
“ซิงซิง”
พ่อบ้านเหอสะดุ้งตกใจ เมื่อเห็นสาวใช้ที่กำลังตามหาโผล่พรวดออกมาจากห้องส้วมท้ายจวน ในมือถือถังไม้ที่กำลังส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียน อีกทั้งบนตัวของนางยังเต็มไปด้วยคราบเปรอะเปื้อนสกปรกจนไม่อาจทนมองได้
“พ่อบ้านเหอ ในจวนเกิดเรื่องใดขึ้นหรือ เมื่อครู่ข้าเผลอหลับไปตอนกำลังทำความสะอาด พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นแล้ว”
ลู่ซิงเหยียนแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราว นางทุบไหล่ตนเองไปมา ก่อนจะใช้มือข้างที่จุ่มลงไปในถังไม้เมื่อครู่เช็ดถูไปตามใบหน้าราวกับคนเพิ่งตื่นนอน ในใจรู้สึกพะอืดพะอมเป็นอย่างยิ่งแต่ต้องเก็บอาการไว้
“จะ จะ เจ้า แอบอู้งานอีกแล้วสินะ นี่มันยามใดแล้ว มีโจรบุกเข้ามาขโมยของในจวน ไฉนเจ้ายังไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขาอีก” พ่อบ้านเหอต่อว่า ก่อนจะขยับกายออกห่าง
“โจรรึ มันเข้ามาขโมยสิ่งใด” ลู่ซิงเหยียนแสร้งทำตาโต
คำถามของนางทำให้ผู้ที่แอบซ่อนอยู่ในห้องขับถ่ายด้านหลังระบายรอยยิ้มเหี้ยมออกมา...เข้าใจตั้งคำถามเสียจริง
“ขโมย...ขโมยสิ่งใดก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า หากมิใช่เพราะในยามปกติเจ้าขยันขันแข็งช่วยงานในจวนเป็นอย่างดีข้าคงต้องสั่งโบยเสียหลายทีให้เจ้าหลาบจำ”
“ขอบคุณพ่อบ้านเหอ ช่วงนี้มารดาของข้าอาการทรุดลงอีกแล้ว ข้าแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ต่อไปจะไม่แอบอู้งานอีก ข้าสัญญา”
ลู่ซิงเหยียนรีบเอ่ยขอโทษ เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งครัดของพ่อบ้านร่างอ้วนจึงคิดพุ่งตัวเข้าไปกอดขาอ้อนวอน ทว่าอีกฝ่ายรีบขยับกายออกห่างอย่างรวดเร็ว
“อย่า ๆ ๆ ๆ อย่าเข้ามาใกล้ข้า ตอนนี้เจ้าแทบจะเป็นถังอาจมเคลื่อนที่อยู่แล้ว รีบไปรวมตัวกับบ่าวคนอื่น ๆ เร็วเข้า คืนนี้ประตูจวนถูกปิด อย่างไรเจ้าก็พักผ่อนอยู่ที่นี่สักคืนเถอะ” พ่อบ้านเหอรีบกล่าว ก่อนจะหันไปออกคำสั่งให้เหล่าทหารกลับไปตรวจตราในจุดอื่นต่อ
โชคดีที่ลู่ซิงเหยียนแสดงตัวออกมาได้จังหวะพอดี ทหารตรวจค้นโดยรอบอย่างละเอียด แต่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้สาวใช้ที่เนื้อตัวเหม็นโฉ่ จึงมิได้เข้าไปตรวจตราภายในห้องถ่ายทุกข์ที่สาวใช้เพิ่งทำความสะอาด
“ท่านหมายความว่าอย่างไร คืนนี้ข้าออกไปนอกจวนไม่ได้งั้นรึ” ลู่ซิงเหยียนแสร้งโวยวาย
“ใช่สิ ท่านเจี้ยนกำชับมาแล้วว่าผู้บุกรุกยังคงหลบซ่อนอยู่ภายในจวน ดังนั้นคืนนี้ไม่ว่าใครก็ห้ามออกไปทั้งนั้น”
“แต่ว่าข้า...ข้าต้องขนถ่ายอาจมออกไป อีกทั้ง...ข้ายังต้องกลับไปดูแลมารดาของข้า ท่านก็ทราบดีหากข้าไม่กลับไป เช่นนี้นางจะอยู่อย่างไร” หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทีกังวลใจ
พ่อบ้านเหอลังเล สาวใช้ผู้นี้เข้ามาทำงานในจวนเกือบครึ่งปีได้แล้ว นางเพียงผู้เดียวทำงานแทนบ่าวรับใช้ได้ถึงสองสามคน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ไม่น้อย
ตอนแรกที่รับนางเข้ามาทำงานเพียงเพราะสงสารที่สตรีตัวคนเดียวต้องหาเลี้ยงปากท้องและดูแลมารดาดวงตาพิการ ดังนั้นทุกวันเขาจึงอนุญาตให้นางกลับไปปรนนิบัติมารดาในยามเที่ยงวัน หลังจากเสร็จงานก็สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านและกลับเข้ามาทำงานในยามเช้าตรู่ได้ นางปฏิบัติตนเป็นอย่างดีสม่ำเสมอไม่เคยขาดตกบกพร่อง
ช่วงหลัง ๆ มา มารดาของนางล้มป่วยหนักขึ้น ทำให้นางแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ดังนั้นจึงแอบหลับในเวลาทำงานอยู่บ่อยครั้ง
พ่อบ้านเหอคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดจึงทำเป็นมองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ด้วยเข้าใจในความยากลำบากของสตรีตัวคนเดียว เห็นนางมีใจกตัญญูต่อมารดาไม่คิดทอดทิ้งเป็นที่น่าซาบซึ้งใจยิ่ง
“เฮ้อ ข้ารู้ว่าเจ้าจำเป็นต้องออกไป แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้หาใช่เรื่องเล็กน้อย ข้าไม่อาจตัดสินใจโดยพละการได้” พ่อบ้านเหอกล่าวอย่างจนใจ
“ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ หากข้าถูกขังอยู่ในจวน มารดาของข้าคงจะต้องทำไฟคลอกตนเองตกตายอยู่ในกองเพลิงเป็นแน่” ลู่ซิงเหยียนรีบคุกเข่าขอร้อง
“เช่นนั้นเจ้าก็เตรียมตัวให้เรียบร้อย ข้าจะไปขอให้ท่านหญิงช่วยออกหน้าแทน” พ่อบ้านเหอใจอ่อนในที่สุด
ลู่ซิงเหยียนมองดูร่างอ้วนท้วนของพ่อบ้านเหอเดินจากไปพร้อมกับเหล่าทหารด้วยความเคร่งเครียดกดดัน ไม่ว่าแผนการนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขาของนางก็ก้าวเข้าสู่ความตายไปข้างหนึ่งแล้ว
คุณอาจจะชอบ





