ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

จากชายหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงลูกเขยไร้ค่าและถูกดูแคลนว่าไม่ต่างจากขยะ ชีวิตของเขากลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิงหลังจากเผชิญอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เหตุการณ์นั้นนำพาให้เขาได้รับมรดกตกทอดอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษตระกูลเฉินโดยบังเอิญ พลังลึกลับนี้เปลี่ยนให้เขากลายเป็นหมอเทวดาผู้มีทักษะการรักษาเหนือชั้นเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง จากชีวิตที่เคยมืดมนกลับกลายเป็นตำนานบทใหม่ที่เต็มไปด้วยความสามารถด้านการแพทย์อันยอดเยี่ยมและทรงพลังในโลกปัจจุบัน
ตอน
แชร์

ตอน 1

ตอนที่ 1 เสี่ยงชีวิตช่วยภรรยา

“แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!”

ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี

ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า

“เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?”

………..

เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา..

การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก  และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้

แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่

และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว

แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ

และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้  เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว

และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก..

“ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!”

สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน

ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่..

หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป

“พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ!

“พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?”

แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด!

ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน

“แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!”

ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง

เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า

“นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!”

หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า

……

จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย

เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย

ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน

แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ

ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย

หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก

ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย

ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้?

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี!

ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง

“ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!”

ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้! คืนของที่ขโมยให้เธอไปเดี๋ยวนี้..”

ฉีเล่ยวิ่งตามโจรไปพร้อมกับร้องตะโกนบอกไปด้วย จนกระทั่งสามารถวิ่งนำหน้าไปได้ และรีบวิ่งไปยืนขวางทางไว้ พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างออกกางกั้น

ในเวลานั้นเอง เฉินอวี้หลัวก็วิ่งตามมาทันพอดี เธอรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนของโจรหนุ่ม พร้อมกับหายใจหอบรุนแรง แต่ก็ร้องตะโกนบอกไปว่า

“คืนจี้หยกนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ!”

‘จี้หยกงั้นเหรอ?’

ฉีเล่ยพึมพำอยู่ในใจ ก่อนจะก้มลงมองที่มือข้างซ้ายของโจรหนุ่ม และพบว่า มันกำลังกำจี้หยกสีแดงโลหิตไว้แน่น!

‘นั่นเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียว ที่เถ้าแก่เฉินทิ้งไว้ให้อวี้หลัวไว้ดูต่างหน้านี่!’

แต่ในขณะที่ฉีเล่ยกำลังอยู่ในอาการครุ่นคิดนั้น โจรหนุ่มก็ล้วงมีดสั้นออกมาจากเอว พร้อมกับแทงเข้าไปที่ร่างของเฉินอวี้หลัว ปากของมันก็ร้องตะโกนออกไปด้วยว่า

“แก.. ฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ!”

“ระวัง!”

ฉีเล่ยร้องตะโกนออกมาเสียงดัง พร้อมกับพุ่งเข้าไปผลักร่างของเฉินอวี้หลัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีดสั้นของโจรหนุ่มปักเข้าที่ท้องของเขาแทน

เฉินอวี้หลัวได้แต่ตกตะลึง เธอหันมองไปรอบตัว และได้แต่กรีดร้องออกมา เมื่อเห็นภาพที่ฉีเล่ยกำลังถูกแทง

“มะ.. ไม่!!”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เจ้าคุณ (Series of my bad boy)
9.0
ลูกศรตกอยู่ในสภาวะวิกฤตหลังถูกวางยาจนร่างกายร้อนรุ่มสลับหนาวสั่น เธอโกรธแค้นชาร์คที่วางแผนร้ายแต่ยังโชคดีที่รอดมาได้ ทว่าเธอกลับต้องเผชิญหน้ากับเจ้าคุณที่พยายามคาดคั้นความจริงพร้อมช่วยดับความร้อนด้วยสายน้ำจากฝักบัว ท่ามกลางการขัดขืนจนผ้าพันกายหลุดร่วง ความตึงเครียดระหว่างทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นทันที เมื่อความลับยังถูกปิดบังและคำท้าทายกระตุ้นอารมณ์ดิบของเจ้าคุณให้ยากจะควบคุม เขาจึงพร้อมจะสั่งสอนเธอให้รู้สำนึกในบทเรียนนี้
หน้าปกนวนิยาย KEEP IN MIND l แค้นฝังใจ!
8.5
เมื่อความเจ็บปวดจากการเห็นคนสำคัญต้องทนทุกข์ทรมานกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความโกรธแค้น ชายหนุ่มผู้เย็นชามีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการทวงคืนความยุติธรรม เขาพร้อมจะมอบบทเรียนที่ยากจะลืมเลือนให้กับเด็กหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมด บาปที่อีกฝ่ายจงใจก่อขึ้นจะต้องถูกสะสางด้วยน้ำมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว ท่ามกลางความแค้นที่ฝังรากลึก เขาจะพิพากษาและชำระล้างความผิดนี้ให้จบสิ้นด้วยวิธีการของเขาเอง
หน้าปกนวนิยาย สยบรักดวงใจท่านอ๋อง
9.8
ลู่ซิงเหยียนแฝงตัวเป็นสาวใช้ในจวนเจ้าเมืองเพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังโศกนาฏกรรมล้างตระกูลของนาง ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อนางต้องเสี่ยงชีวิตช่วยโจรชุดดำลึกลับหลบหนีเพื่อรักษาชีวิตตนเอง โดยบังคับให้เขาซ่อนตัวในถังสิ่งปฏิกูลที่แสนโสโครก การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้เขาโกรธจัดจนขู่ฆ่านาง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โชคชะตาของทั้งคู่ผูกพันกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อชายหนุ่มผู้ลึกลับเริ่มวนเวียนอยู่รอบกายเพื่อตอบแทนบุญคุณท่ามกลางไฟแค้นและการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยในหมู่บ้านหนานชุน
9.4
ลู่จื้อ หญิงสาวผู้กุมอำนาจเหนืออาณาจักรคาสิโนยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ตัดสินใจละทิ้งวงการธุรกิจสีเทาที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อบุญธรรมผู้ล่วงลับ เธอหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการส่งมอบอำนาจทั้งหมดคืนให้แก่เครือญาติของเขา ทว่าความใจกว้างของเธอกลับถูกตอบแทนด้วยการทรยศหักหลัง เมื่อเหล่าญาติที่โลภโมโทสันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทรัพย์สิน แต่ยังวางแผนกำจัดเธอให้สิ้นซากเพื่อดับไฟแค้นและปิดปากเธอไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย ชายาตัวร้ายของท่านอ๋องอำมหิต
8.9
จากอดีตฮองเฮาผู้ทะเยอทะยานที่ต้องจบชีวิตลงด้วยข้อหากบฏจากน้ำมือสวามีตนเองอย่างไม่เป็นธรรม จิตวิญญาณของนางได้รับโอกาสให้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเพื่อแก้ไขโชคชะตาที่เคยพังทลาย ในชาตินี้นางขอสาบานว่าจะไม่กลับไปเดินบนเส้นทางเดิมเพื่อเป็นหงส์คู่บัลลังก์ของฮ่องเต้ใจอำมหิตผู้นั้นอีกต่อไป แต่จะขอใช้ชีวิตใหม่ที่ได้รับมาเพื่อเป็นผู้กำหนดทิศทางและลิขิตความเป็นไปในอนาคตของตนเองด้วยหัวใจที่แกร่งกว่าเดิม
หน้าปกนวนิยาย เพลิงสวาทเจ้ามาเฟีย
8.3
วิคเตอร์ มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลจากรัสเซียยึดถือคติการครอบครองเป็นที่ตั้ง เขาไม่มีวันยอมเสียสละหญิงคนรักให้ใคร แม้ฑิฆัมพรจะเคยให้ใจเขาเป็นรักแรก แต่เธอกลับเลือกเดินจากไปเพราะความอันตรายที่เกินจะรับไหว ทว่ากาลเวลาไม่อาจทำให้เขาลืมเลือน เมื่อความรักกลายเป็นความบ้าคลั่ง มาเฟียหนุ่มจึงตัดสินใจใช้กำลังฉุดคร่าเพื่อเหนี่ยวรั้งเธอไว้แนบกาย แม้โลกจะตราหน้าว่าเขาเลวทราม แต่เขาก็พร้อมทำทุกทางเพื่อรักษาเจ้าดวงใจเพียงคนเดียวนี้ไว้ตลอดกาล