ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เส้นทางของแฟนเก่า

เส้นทางของแฟนเก่า

ลลินาตัดสินใจทิ้งอดีตอันเจ็บปวดและหนีจากนัยน์ไปเมื่อสามปีก่อน ทว่าโชคชะตากลับเหวี่ยงให้เธอกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งในฐานะลูกน้องใต้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์เก่าเริ่มปะทุขึ้นพร้อมคำถามถึงสถานะที่แท้จริง เมื่อเธอรู้ซึ้งว่าสำหรับมหาเศรษฐีหนุ่มอย่างเขา เธออาจเป็นเพียงความบันเทิงชั่วคราวเพื่อคลายเหงาเท่านั้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ตอกย้ำความต่างชั้น ลลินาต้องเลือกระหว่างการยอมเป็นเพียงของเล่นในกำมือเจ้านาย หรือจะปกป้องหัวใจที่กำลังจะแตกสลายเป็นครั้งที่สอง
ตอน
แชร์

ตอน 2

ตอนที่ 2

น่าเหลือเชื่อไหมล่ะ ในที่สุดก็มีเจ้าชายขี่ม้านิลมาช่วยเธอจนได้ กลางทะเลแบบนี้คงไม่มีม้าขาวที่ไหนหรอก เขาคือเจ้าของวันเกิดหรือที่ใครต่อใครเรียกสั้น ๆ ว่าคุณนัยน์ อายุมากกว่าลลินาถึงเจ็ดปี ตอนนั้นนัยน์อายุยี่สิบเก้าปี เป็นหนุ่มเนื้อหอมที่มีสาว ๆ หมายปองมากมาย หุ่นทรงสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สีผิวไม่ได้ขาวจัดจนรู้สึกว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอางเกินไป ที่เด่นสุดคือคิ้วดำคมขลับให้ดวงตาคู่นั้นมีเสน่ห์ แม้กระทั่งน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยยังเสนาะหูน่าฟัง ดีแบบดีมาก! ดีไปหมดทุกส่วน แต่น่าเสียดายที่สถานะหัวใจไม่ว่างแล้ว เพราะแว่ว ๆ มาว่ากำลังคบหาอยู่กับพิมพ์ชนก

นัยน์สบตาลลินาครู่สั้น ๆ แล้วยื่นเสื้อแจ็กเกตของเขาให้ เธอก็รีบรับมาคลุมตัวไว้โดยเร็ว ทั้งโมโหและสมเพชตัวเองเป็นที่สุด เพราะต้อยต่ำกว่าก็เลยถูกรังแกง่าย ๆ หากเธออยู่ระดับเดียวกันกับคนพวกนี้สาบานว่าจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด เรื่องจะจบลงภายในไม่กี่วินาที ไม่ใช่ตบกลับสักฉาดหรอกนะ แต่จะใช้เงินแก้ปัญหาให้จบแบบสวย ๆ ต่างหากล่ะ

รองเท้าลิมิติดอิดิชันแค่แสนเดียวเองเหรอ เอาไปซะสิ! สะดวกโอนนะไม่พกเงินสด

แต่ความเป็นจริงนั้น...

"ทำไมพี่นัยน์ต้องอารมณ์เสียคะ พิมพ์ก็แค่แกล้งน้องมันเล่น ๆ เห็นว่าเคยเรียนที่เดียวกัน"

"แกล้งเล่นจนน้ำตาร่วงเนี่ยนะ"

พิมพ์ชนกหน้าตึง เดินเข้ามาหาเขาแล้วเกาะแขนเขาไว้แน่น

"ก็น้องทำไวน์หกใส่ร้องเท้าพิมพ์ พิมพ์ไม่เอาเรื่องก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถ้าให้ชดใช้ก็เกือบแสนจะเอาไหมล่ะแบบนั้น นี่ถือว่าพิมพ์ใจดีมากแล้วนะ"

ชายหนุ่มก้มลงมองรองเท้าส้นสูงสีครีมที่เปียกชุ่มด้วยไวน์แดง มันเป็นรองเท้าหรูแบรนด์ดังอย่างที่พิมพ์ชนกบอก แต่ก็ไม่สมควรกลั่นแกล้งลลินาให้อับอายต่อหน้าคนตั้งมากมายเลย

"ไม่แกล้งแล้วก็ได้ แต่ค่ารองเท้ายังต้องชดใช้อยู่ ตกลงจะเอาไง"

"ก็แค่รองเท้าคู่เดียว เอาไปให้ร้านรองเท้าทำความสะอาดให้ก็จบแล้วมั้ย"

นัยน์แย้ง ฝ่ายพิมพ์ชนกก็รีบพูดขึ้น

"จบได้ไง นี่มันลิมิติดอิดิชันนะคะ ถ้าเป็นรุ่นธรรมดาพิมพ์ไม่ฉุนขาดขนาดนี้หรอก"

"งั้นผมจ่ายแทนเอง แสนเดียวใช่มั้ย"

นัยน์ตัดปัญหาเพราะรำคาญเต็มที พิมพ์ชนกไม่ได้ดีใจที่จะได้ค่ารองเท้าคืนแต่ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เรื่องอะไรเขาจะต้องมาจ่ายเงินค่ารองเท้าแทนยัยจรจัดนี่ด้วย พิมพ์ชนกกำลังจะถามแบบนั้น แต่ชายหนุ่มเดินหนีไปไกลแล้ว ส่วนตัวต้นเรื่องวิ่งตามหลังนัยน์ไปติด ๆ

อีกฝั่งของเรือ บริเวณนี้มีที่สำหรับนั่งดื่ม ลลินาวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้านัยน์ อยากขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเธอเอาไว้

"ขอบคุณที่ช่วยค่ะ เดี๋ยวเสื้อตัวนี้หนูจะเอาไปซักมาคืนให้"

นัยน์เปลี่ยนจากท่านั่งเดิมเป็นนั่งไขว่ห้าง ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

"ใครบอกว่าจะช่วยฟรี"

ลลินาเบิกตาโต คนรวยที่ไหนก็คงจะหมือนกันหมด เขาไม่ได้ช่วยเธอฟรีก็พอเข้าใจได้ เพราะราคารองเท้าที่เธอทำเสียหายมันแพงเกินกว่าจะช่วยเหลือกันแบบฟรี ๆ และเธอเองก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะหาเงินมาคืนเขา

"ถ้าอย่างนั้นหนูจะรีบหาเงินมาคืนคุณนะคะ"

นัยน์หัวเราะออกมาราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องตลก ดูก็รู้ว่ายังเป็นนักศึกษาอยู่ สิ่งที่คนในเรือพูดจาดูถูกเธอเขาได้ยินหมดแล้ว ลลินาจะหาเงินที่ไหนมาคืนเขา หากเขาอยากได้คืนไม่แน่ว่าอาจจะต้องรออีกปีหรือสองปี ก็รอจนกว่าเธอจะเรียนจบมีงานทำนู่นแหละ

"ไม่ได้อยากได้คืน แต่อยากให้ทำอะไรให้สักอย่าง"

นัยน์ลุกขึ้นยืน ความสูงของเธออยู่เพียงระดับอกของเขา ลลินามองตอบคนตรงหน้าไม่ละสายตา อีกฝ่ายก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของชายหนุ่มทำให้หัวใจหญิงสาวเต้นแรง เธอเดาใจเขาไม่ถูก หรือว่าเขาอาจจะอยากแกล้งเธอเล่นเหมือนคนพวกนั้น เมื่อขึ้นเรือแล้วไม่อาจกระโดดลงทะเลว่ายน้ำหนีไปได้ ถ้าบนเรือลำนี้เจอสิ่งเหนือคาดหมายต่าง ๆ นานา ลลินาก็ต้องทำใจยอมรับ

"ไม่ได้พูดเล่นนะ ผมอยากให้ทำบางอย่างให้จริง ๆ"

"คุณอยากให้หนูทำอะไรให้คะ หนูจะมีความสามารถขนาดนั้นเหรอ"

"อยากเลิก"

ยังไม่ได้คบเลย...

"อยากเลิกกับคนนั้น"

ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ทุกคนสินะ เขาหมายถึงอยากเลิกกับพิมพ์ชนก ถึงแม้ว่าพิมพ์ชนกจะนิสัยเสีย แต่ลลินาก็ยังมองว่าไม่ยุติธรรมกับเธออยู่ดี ในเมื่อวันแรกที่คบกันเขายอมรับข้อเสียของพิมพ์ชนกได้ทุกอย่าง วันนี้ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อาจจะมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ความรักของคนสองคนไปต่อได้ ลลินายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรช่วยเขาหรือไม่ต้องช่วยดี แต่ด้วยนิสัยของลลินาก็คงจะเทไปอย่างหลัง ต่อให้พิมพ์ชนกจะย่ำแย่เพียงใดแต่ลลินาก็ไม่สมควรทำลายความรักของคนอื่น

"ไม่ไหวหรอกค่ะ หนูจะรีบหาเงินมาคืน...เอ่อ ให้เรียกคุณว่าอะไรคะ"

"ควรเรียกว่าอะไรล่ะ"

ชายหนุ่มตีหน้าซื่อ เผยรอยยิ้มจาง ๆ เขาดูขี้เล่นและผ่อนคลายไม่เหมือนคนอื่น ๆ ในเรือ

"เรียกคุณนัยน์เหมาะสมแล้วค่ะ หนูไม่กล้าเรียกอย่างอื่นหรอก"

เขาเอียงคอยักไหล่เป็นการอนุญาต

"ถ้าคุณอยากเลิกกับคนนั้นก็ควรบอกเธอตรง ๆ จะดีกว่า ให้หนูทำอย่างอื่นทดแทนเถอะค่ะ กลัวจะโดนคุณพิมพ์กินหัวเอา"

ลลินาพูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดแอปพลิเคชันแชตสีเขียวแสดงคิวอาร์โคดแล้วยื่นให้เขา

"ช่องทางติดต่อค่ะ คุณแอดไลน์หนูไว้ หนูสัญญาว่าไม่ชิ่งหนีแน่นอน หรือถ้าอยากเรียกใช้งานก็ทักมาได้ตลอด หนูถนัดงานใช้แรงงานหักค่าแรงออกจากเงินส่วนนั้นก็ได้"

นัยน์ทำตามที่เธอบอก หยิบมือถือของตัวเองมาแอดไลน์ของลลินาไว้ มือถือราคาถูกของลลินาเทียบกับมือถือราคาแพงของเขาไม่ได้เลย มองจากตรงนี้ก็รู้ว่าต่างกัน แค่เขาไม่รังเกียจที่ต้องถือมันไว้ในมือก็ทำให้เธอประทับใจแล้ว

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน

ลลินาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า และนั่งคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูรีบเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ธารน้ำที่อาบชโลมร่างทำให้รู้สึกตื่นเต็มตา บรรยากาศข้างนอกอึมครึมราวกับมีพายุเข้า ห้องที่พักอยู่เป็นห้องเก็บเสียงจึงไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง พอจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพก็ลงมาข้างล่าง เห็นสายฝนโปรยปรายจนบรรยากาศรอบ ๆ ขมุกขมัว

นี่ไม่ใช่วันดีแน่ ๆ รถน่าจะติดจนอาจไปเข้างานไม่ทัน เพราะคนส่วนมากขับรถยนต์ออกจากบ้านแทนมอเตอร์ไซค์เล็ก ลลินาติดเหง็กอยู่บนท้องถนนราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะแทรกออกมาได้ มองนาฬิกาก็เป็นเวลาแปดโมงสิบห้านาทีแล้ว

ในวันที่สี่ของการทำงานที่บริษัทแห่งใหม่ ลลินามาสายไปสิบห้านาที เธอไม่อยากถูกมองว่าไร้ความรับผิดชอบแต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่โทษสภาพอากาศแต่โทษตัวเองที่เตรียมตัวมาไม่ดีมากกว่า หากตื่นเช้ากว่านี้อาจจะพอมีเวลาเหลือเฟือ และอาจจะมาทันเข้างานก่อนแปดโมงเช้า จะได้ไม่ต้องถูกมองว่าเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา

ขณะที่กำลังจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเอง เสียงหวานใสก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นเสียงของสาวสวยวัยยี่สิบห้าที่มีชื่อว่ามัดหมี่ หุ่นทรงรูปร่างไล่เลี่ยกับลลินา เป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใส ในมือถือแก้วเซรามิกสองใบ บนปากแก้วไอร้อนกำลังพวยพุ่งส่งกลิ่นหอมสบายจมูก

"น้ำขิงอุ่น ๆ ค่ะคุณนีล วันนี้อากาศเย็น มัดชอบดื่มน้ำขิงอุ่นเลยชงมาเผื่อคุณนีลแก้วนึง ส่วนป้าแหม่มไม่ชอบดื่มน้ำขิงมัดก็เลยไม่ได้ชงเผื่อ"

มัดหมี่วางแก้วน้ำขิงลงบนโต๊ะลลินาแล้วหันไปทางสายป่าน หรือที่ใครเรียกกันว่าป้าแหม่ม เธอคือพนักงานอาวุโสสุดของที่นี่ ทำงานกับมีดีจริงกรุ๊ปเกือบสามสิบปีแล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกอายุปัจจุบันก็พอจะรู้ว่าเฉียดเลขห้า ทว่าใบหน้าของสายป่านอ่อนกว่าอายุมาก ดูคล้ายกับคนสี่สิบต้น ๆ สายป่านชอบใส่แว่นหนาเตอะ สวมเสื้อชีฟองลายดอกไม้ นุ่งกระโปรงทรงเอยาวครึ่งแข้ง น้ำเสียงอ่อนนุ่มฟังดูเป็นคนใจดี

"ขอบใจค่ะคุณมัด"

ลลินายกแก้วน้ำขิงขึ้นมาแล้วโอบมือแนบแก้วเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ก่อนจะหันไปทางสายป่าน

"ป้าแหม่มคะ นีลขอโทษที่มาสายนะคะ"

สายป่านหันมายิ้มบาง ๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร มัดหมี่ก็พูดขึ้นก่อน

"มัดก็เพิ่งมาถึงก่อนคุณนีลแค่นาทีเดียวเอง ในห้องนี้มีแค่พวกเราสามคนถ้าป้าแหม่มไม่พูด มัดไม่พูด คุณนีลไม่พูด พี่นัยน์ก็ไม่รู้หรอกค่ะ"

พี่นัยน์? ได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อนัยน์อย่างสนิทสนม ลลินากระตุกยิ้มน้อย ๆ เธอไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างมัดหมี่กับเขา เพราะไม่มีสิทธิ์ไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของใคร อีกอย่างฝ่ายนั้นก็ย้ำชัดว่าไม่ให้เธอพูดถึงเรื่องในอดีตให้ใครได้รู้ เขาตั้งท่ารังเกียจเธอยิ่งกว่าอะไร ส่วนตัวเธอก็ไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว เธอทำงานให้เขา เขาจ่ายเงินให้เธอ ความสัมพันธ์ต่อจากนี้เป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้องไม่มีทางแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น

"โห วันนี้ฝนตกแต่เช้าเลย สายไปกี่นาทีวะเนี่ย"

เป็นเสียงทุ้มของผู้ที่เพิ่งจะเดินผ่านประตู ปรินทร์มาทำงานในสภาพที่เปียกโชกไปทั้งตัว เขาขับบิ๊กไบค์คู่ใจและไม่ได้สวมเสื้อกันฝนก็เลยเปียก ทีแรกกะว่าจะจอดรอให้ฝนหยุดตกค่อยออกจากคอนโด แต่รอแล้วรอเล่าฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเสียที จึงจำใจมาทั้งอย่างนี้ พอมัดหมี่เห็นว่าปรินทร์มาช้ากว่าใครเพื่อนเธอก็ได้พูดแซว

"มาสายไปยี่สิบนาทีเลยนะพี่ปิน เสื้อกันฝนก็ไม่ยอมใส่ปอดแข็งแรงมากรึไงคะ"

"รู้หรอกน่าว่าเพิ่งมาถึงเหมือนกัน"

ปรินทร์เดินเลยมัดหมี่ไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของลลินา ยิ้มให้บาง ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งโต๊ะของตนเอง หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะของลลินาก็ดังขึ้น ต้นสายโทร.มาจากห้องของนัยน์

"มาห้องผมหน่อย"

น้ำเสียงของเขาฟังดูรีบร้อน ลลินาลุกจากเก้าอี้ตรงไปที่ห้องเขาทันที พอไปถึงก็เห็นนัยน์นั่งคิ้วขมวดอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่ง

"คุณนัยน์คะ"

"มีลูกค้ากำลังจะหมดสัญญา ข่าวแว่วมาว่าจะไม่ต่อสัญญากับเราอีก เขาไม่อยากใช้บริการขนส่งท่าเรือของเราแล้ว ขอดูฝีมือคุณหน่อยสิ"

ลลินารู้ในทันทีว่านัยน์ต้องการให้หาวิธีเปลี่ยนใจลูกค้ารายนั้นให้กลับมาใช้บริการของท่าเรือดังเดิม เธออยากถามกลับเหลือเกินว่าเพราะอะไรลูกค้าถึงเปลี่ยนใจ แต่ก็ทำได้แค่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ เอาไว้ถามหลังจากพบลูกค้ารายนั้นแล้วดีกว่า

"ลูกค้าไม่คุยผ่านโทรศัพท์ เราต้องออกไปเจอลูกค้าข้างนอก ไปหาลูกค้าที่บ้านเลย"

"ตอนนี้เหรอคะ"

ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก ลลินามองเลยผ่านไหล่เขาไปด้านหลัง เห็นสายฝนโปรยปรายผ่านกระจกใสไม่มีทีว่าจะซาลงง่าย ๆ แต่ก็ดีหน่อยที่ผ่านช่วงเวลาเร่งรีบไปแล้ว ท้องถนนน่าจะโล่งกว่าตอนที่เธอออกจากคอนโดเมื่อเช้านี้

"ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย รถก็มีหลังคาไม่ได้ขี่ควายไปสักหน่อย"

หากเป็นเมื่อก่อนคำพูดแบบนี้คงไม่หลุดจากปากเขา กวนประสาทกันเห็น ๆ

ลลินาหน้าแข็งค้าง ในเมื่อเป็นคำสั่งของเจ้านายลูกน้องอย่างเธอจะทำอะไรได้ กลิ่นเงินของเขามันหอมหวาน หอมเป็นสามเท่าของบริษัทอื่น ขอเพียงอดทนอยู่ที่นี่ให้ได้สักสามปีรับรองเก็บเงินก้อนได้แน่นอน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปลลินาคิดว่าจะเก็บเงินจริงจังสักที อะไรที่อยากมีก็มีแล้ว อะไรที่เป็นปมในอดีตก็ถมจนเต็มแล้ว เหลือก็แต่เรื่องของเขา...

ก่อนออกจากบริษัทนัยน์สั่งงานสายป่านไว้สองสามอย่าง แล้วเดินดุ่มนำหน้าลลินาอย่างไม่เหลียวหลังเพื่อไปที่ลานจอดรถ เขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย เธอก็เปิดประตูไปนั่งข้าง ๆ สีหน้าของนัยน์ตึงเครียดเป็นอย่างมาก แม้อุณหภูมิข้างนอกจะเย็นฉ่ำแต่ดูเหมือนว่าภายในจะร้อนยิ่งกว่าไฟ

ที่ว่าร้อนนั้นหมายถึงอารมณ์ไม่ใช่อย่างอื่น คนใจเย็นและอบอุ่นเมื่อสามปีก่อนไม่รู้หายไปไหน หรืออาจจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่เธอลาจาก ลลินานั่งข้างเขาเงียบ ๆ กลัวว่าหากพูดอะไรอาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจได้ กระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จุดหมายปลายทางที่ต้องพบลูกค้าก็ยังไปไม่ถึง ลลินาจึงเอ่ยปากถามออกไปหนึ่งประโยค

"เราจะไปพบลูกค้าที่ไหนคะคุณนัยน์"

"บ้านลูกค้าที่จันทบุรี"

แล้วก็กลับเข้าสู่ห้วงความเงียบงันอีกรอบ บรรยากาศข้างนอกมีฝนตกปรอย ๆ พลอยทำให้หญิงสาวรู้สึกง่วงขึ้นมา พยายามฝืนเพื่อถ่างเปลือกตาที่หนักอึ้งให้ค้างอยู่ บ่อยครั้งที่เอามือป้องปากหาว ส่วนเขาก็มีบ้างที่เหล่มองเธอด้วยหางตาแล้วเบะปาก

"มาพนันกันไหม"

นัยน์พูดโดยที่ตามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า เพราะถนนเปียกชื้นจึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ รถบนท้องถนนก็มีบ้างแต่ไม่ได้มากเท่าเมื่อเช้า

"พนันอะไรคะ"

"ถ้าลูกค้าไม่เปลี่ยนใจกลับมาใช้บริการท่าเรือ คุณลาออก"

ที่แท้เอาลลินามาเชือด...

ริมฝีปากจิ้มลิ้มยกขึ้นเล็กน้อย เธอเองก็มองไปยังถนนทอดยาวโดยไม่หันมามองเขาเช่นกัน หยาดฝนเม็ดเล็ก ๆ เกาะกระจกไหลลงเป็นเส้น ๆ ลลินาไม่ได้ตอบรับคำท้าโดยทันที แต่ประวิงเวลายั่วโมโหเขาไปสักพักจนนัยน์ต้องเอ่ยท้าทายอีก

"กลัวเหรอ"

"ไม่กลัวค่ะ แต่ไม่เห็นจะต้องลาออกเลย ถึงแม้ว่าจะดีลลูกค้าไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของหนู"

หลุดปากพูดหนูเพราะความเคยชินจนได้ นัยน์ได้ยินเธอพูดกับเขาอย่างเป็นกันเองเหมือนครั้งในอดีตก็กะพริบตาหลายครั้ง เขาเสียอาการ พยายามขับไล่ความทรงจำครั้งเก่าออกจากสมอง ไม่อยากให้ตัวเองดิ่งลึกลงไปสู่ห้วงอารมณ์นั้นอีก

ลลินาใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากเมื่อสำนึกได้ อันที่จริงอยากตบปากตัวเองเสียด้วยซ้ำ เธอไม่ควรหลุดพูดแทนตัวเองเหมือนว่ายังเป็นยัยเด็กเมื่อวานซืนคนเดิม ทั้งเขาและเธอต่างเดินมาไกลหลายขุม ไกลเกินกว่าจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก

"ฉันอยากรู้ว่าลูกค้าเคยใช้บริการท่าเรืออยู่ดี ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนใจ แล้วปัญหาที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปใช้บริการที่อื่นคืออะไร ปัญหาที่ลูกค้าเจอก่อนหน้านี้ฉันก็ต้องผิดชอบด้วยมั้ยคะ"

"แต่ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้คุณก็ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ต่อไม่ใช่เหรอ ผมจ้างคุณมาช่วยแก้ปัญหา แนวคิดที่ว่าไม่ต้องร่วมรับผิดชอบน่ะ...เด็กไป คำพูดแบบนี้ถ้าเป็นที่อื่นเขาไล่คุณออกไปแล้ว"

"แล้วจะบอกว่าเพราะยังมีเยื่อใยเหรอคะ ถึงไม่ไล่ออก"

"บรรยากาศดีน่านอนจนฝันกลางวันสินะ ตื่นครับ"

หรือพูดอีกอย่างก็คือฝันไปเถอะ เขายังมองเธอเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนจริง ๆ แต่ตอนนี้ลลินายี่สิบห้าแล้ว ทว่าหน้าตากลับไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไร นัยน์ในตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมกว่าเดิมมาก เขาไม่ใช่หนุ่มขี้เล่นคนเดิม แต่เป็นคุณนัยน์ที่มีแต่คนชื่นชม หากให้พูดถึงหนุ่มฮอตที่สุดในตอนนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นนัยน์ ชัชวาลเกียรติ์ และตอนนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้นอยู่

หากไม่ติดตรงที่ว่าเขาเพิ่งจะกลับจากเมืองนอกได้แค่สามเดือน และยังไม่ได้มีบทบาทในหน้าที่การงานมากนัก เพิ่งจะลุยงานได้เพียงสามเดือนเท่านั้น จึงยังไม่เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือการทำงาน บอร์ดบริหารสูงวัยหลายคนยังกังขา พูดง่าย ๆ คือเพิ่งรับช่วงต่อจากคุณปู่ เขาคือหลานชายเพียงคนเดียวในบรรดาหลานสาวของตระกูลชัชวาลเกียรติ์ คุณปู่จึงตั้งความหวังกับนัยน์ไว้สูงมาก ส่วนพ่อของเขาเสียไปเมื่อห้าเดือนก่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ถูกเรียกตัวกลับมา ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกตลอดชีวิตแล้วแท้ ๆ

ลลินาเผลอกลับไปคิดเรื่องเก่า ๆ อีกจนได้ จู่ ๆ ก็อยากถามถึงคุณปู่ใจดีคนนั้น คนที่ส่งเสียค่าเล่าเรียนและจ่ายค่าเทอมให้จนเธอเรียนจบ ผู้ที่มอบทุนพิเศษให้เธอได้เข้าเรียนที่มหาลัยดี ๆ คือคุณปู่แท้ ๆ ของนัยน์ชื่อว่าชยุต ปัจจุบันนี้เป็นผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองตีบติดเตียง ต้องมีพยาบาลพิเศษดูแลไม่ห่าง อาการก็เหมือนคนแก่วัยชราทั่วไป ได้หลานสาวคนโตซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของนัยน์ดูแลอย่างดี

ส่วนนัยน์ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศเขาก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านใหญ่ แต่แยกตัวมาพักคอนโดเหมือนอย่างเคย ระยะเวลาเดินทางจากคอนโดมาที่ทำงานขับรถเพียงยี่สิบนาทีเท่านั้น

"ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ"

"ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องงานไม่สะดวกตอบ"

"คุณปู่ชยุต...เอ่อ สบายดีไหมคะ"

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับงานแต่ลลินาก็ยังดึงดันถาม เธอได้เจอกับชยุตครั้งล่าสุดก็เมื่อสามปีที่แล้ว มีหลายเหตุการณ์ซับซ้อนทำให้ลลินาไม่กล้าไปเจอชยุตอีก แม้จะอยากกราบขอบคุณในหลาย ๆ เรื่องก็ตาม

แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับมามีประกาย เหมือนเขาจะชะงักไปชั่วครู่ แต่พอได้สติคืนมาก็ยังเลือกไม่ตอบคำถามของเธออยู่ดี เขาไม่อยากตอบ ไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีต ไม่อยากให้ลลินาพูดถึงเรื่องนั้นด้วย อย่ามาทำเป็นรู้จักครอบครัวของเขาดี

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา และหัวใจของฉันก็ว่างเปล่า
8.1
ในพิธีเสี่ยงทายอนาคตของตระกูลมหาเศรษฐีเซี่ย หนูน้อยเซี่ยหยูถังกลับเลือกคว้ามือเจียงอวี้ไป๋ เพื่อนสนิทของพ่อแทนที่จะเป็นสมบัติล้ำค่า ท่ามกลางคำหยอกล้อว่าเขาต้องดูแลเธอไปตลอดชีวิต แต่โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้กลับทำให้ครอบครัวต้องสูญเสีย เหลือเพียงเธอและพี่ชายท่ามกลางญาติที่มุ่งร้าย เจียงอวี้ไป๋จึงก้าวเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์และสอนสั่งหยูถังด้วยตัวเอง จนเขากลายเป็นโลกทั้งใบและเป็นลุงคนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอมีและไว้ใจที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ความจริงเกี่ยวกับเมียน้อยของเขา
8.9
ช่างภาพสาวตั้งท้องสี่เดือนต้องใจสลายเมื่อพบความจริงในงานเลี้ยงว่า ภาคิน สามีผู้มั่งคั่งแอบสร้างครอบครัวซ้อนกับสิตา เมียน้อยใจอำมหิตที่กล้าทำร้ายเธอต่อหน้าฝูงชน แทนที่จะปกป้องเขากลับขับไล่เธออย่างไร้เยื่อใยเพราะมั่นใจว่าเมียที่แตกสลายคนนี้จะยอมจำนนต่อโชคชะตา ทว่าความแค้นที่สั่งสมทำให้เธอลุกขึ้นสู้ด้วยกลยุทธ์อันเยือกเย็น ภายใต้ท่าทีที่ดูสงบนิ่งคือแผนการทำลายภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของพวกเขาให้พินาศคามือ เพื่อตอบแทนความทรยศที่เขาทำไว้ให้สาสม
หน้าปกนวนิยาย พรางรักผลาญหัวใจ
8.8
Rachen is furious when forced to marry Khemjira, an orphan his parents adopted. Despite having a girlfriend, Kesarin, he is coerced into this union. Khemjira accepts the marriage only to repay her benefactors' kindness, knowing she is just a shadow bride. On their wedding night, a drunken Rachen cruelly calls out his lover's name, leaving Khemjira heartbroken. Even after offering her five million to flee, he finds her bound by duty to the family that raised her.
หน้าปกนวนิยาย เล่ห์ลวงซ่อนเสน่หา
7.8
แก้วลดาพนักงานฝ่ายการตลาดต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับอนาวิลประธานหนุ่มผู้เย็นชาในงานเลี้ยงบริษัท เรื่องราวบานปลายเมื่อเธอตัดสินใจโกหกเขาเรื่องลูกจนนำไปสู่การถูกลงทัณฑ์อย่างโหดร้าย เมื่อถึงจุดที่ความอดทนสิ้นสุดลงเธอจึงรวบรวมความกล้าถามถึงความชัดเจนระหว่างเธอกับผู้หญิงอีกคน แต่อนาวิลกลับขับไล่เธออย่างไร้เยื่อใยพร้อมประกาศว่าเขาสามารถหาใครมาแทนที่เธอก็ได้ และสั่งห้ามไม่ให้เธอปรากฏตัวให้เขาเห็นอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย ท่านประธานอย่ารักฉันมากนักเลย
8.8
ชีวิตที่แสนเรียบง่ายของเสี่ยเหมียนต้องพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงหลังได้รับสายจากตำรวจที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของมรสุม เธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเมื่อกู้หนานแฟนหนุ่มที่คบกันมานานแอบทรยศไปมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเธอเอง ท่ามกลางความบอบช้ำ โชคชะตากลับเล่นตลกให้เธอมีความสัมพันธ์ลับกับถิงเจว๋ผู้เป็นอาของกู้หนานบนรถของเขา นำไปสู่ปมความรักอันซับซ้อนและการแย่งชิงที่ดุเดือดระหว่างอาและหลานชายโดยมีเธอเป็นศูนย์กลางของสงครามหัวใจครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย รักเก่าของฉัน รักใหม่ของเขา
7.8
ชีวิตของหยกต้องพบกับความโหดร้ายเมื่อก้าวสู่สังคมคนรวยที่มีอำนาจล้นฟ้า เธอตกเป็นเป้าหมายการคุกคามจากบรรดาผู้มีอิทธิพลที่จองหอง รอยยิ้มของพวกเขาล้วนเคลือบแฝงด้วยเจตนาร้ายที่ไม่บริสุทธิ์ สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดเมื่อเธอถูกเหวี่ยงลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี การถูกบังคับให้เผชิญความใกล้ชิดจากบุคคลน่ารังเกียจที่คืบคลานเข้ามาหา สร้างความขยะแขยงและสะอิดสะเอียนในจิตใจของเธออย่างล้นเหลือ หยกต้องทนทุกข์ภายใต้บรรยากาศอันกดดันจากกลุ่มคนใจดำที่ไร้ความเมตตา