
เส้นทางของแฟนเก่า
ตอน 3
ตอนที่ 3
หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่อยากตอบเธอก็ไม่บังคับ ในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกับเขาแล้วก็ไม่ควรไปอยากรู้ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอดีตอย่างที่มันควรจะเป็น
ลลินาเบือนหน้าไปอีกทาง มองสายฝนผ่านกระจกใสที่กำลังลงเม็ดหนา ฝนน่าจะตกอยู่อย่างนี้ทั้งวัน เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนคิดว่าซาลงไปบ้างแล้ว แต่จู่ ๆ ก็เทลงมาอีกครั้งจนได้ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจ แต่ระยะห่างของคนสองคนเหมือนไกลทั้งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน
"ตกลงค่ะ ถ้าฉันเอางานนี้กลับมาให้มีดีจริงกรุ๊ปไม่สำเร็จฉันจะลาออก"
เธอพูดด้วยโทนเสียงที่ราบเรียบ ถ้าเขาอยากยื่นบททดสอบให้ก็จะรับไว้ ลลินาไม่ได้มั่นใจว่าจะทำได้ขนาดนั้น แค่เริ่มรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในที่ที่ไม่สมควรจะอยู่ ฝืนทนต่อไปต่างฝ่ายต่างอึดอัดใจกันทั้งคู่
ขณะที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย นัยน์ก็กดเปิดเพลงทำลายความเงียบ ทว่ามีแต่เพลงเศร้า ๆ ทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีอย่างอื่นให้เลือกฟังเขาจึงจำใจปล่อยให้มันบรรเลงต่อไป ไม่รู้กระทบกระเทือนใจลลินาบ้างหรือเปล่า
...แต่ที่รู้ ๆ กระทบใจเขาเต็ม ๆ ทำไมมันถึงได้โคตรโศกโคตรเศร้า
ทั้งที่บอกตัวเองตลอดว่าอย่าไปคิดถึง แต่ความทรงจำเจ้ากรรมก็กลับมาวนลูปอยู่ได้
สามปีที่แล้ว
"คุณคะ หนูจะช่วยคุณค่ะ"
เป็นเสียงกังวานใสของหญิงสาว หลังจากนัยน์เปิดประตูออกมาก็พบกับใบหน้าไร้เดียงสา ทว่าน้ำเสียงของเธอหนักแน่นกว่าทุกครั้ง ที่ลลินามาคอนโดเขาถูกเพราะวันหยุดที่ผ่านมานัยน์ได้ทักไปหาบอกให้มาช่วยทำความสะอาดห้องแทนแม่บ้านที่เพิ่งลาออก ส่วนลลินาก็รีบรับปากโดยไม่เกี่ยง ค่าแรงหักลบไปได้ไม่กี่ร้อย แต่ถ้ามาบ่อย ๆ ก็คงจะลดหนี้ส่วนนั้นไปได้เยอะ นอกจากนี้เธอยังเสนอตัวว่าจะมาทำความสะอาดห้องให้เขาทุกวันหยุด ในหนึ่งเดือนก็อาจจะได้ทำประมาณสี่ถึงห้าวัน คงจะสามารถลดหย่อนค่าหนี้ไปได้หลายพัน
"ทำไมอยู่ ๆ เปลี่ยนใจ"
"หนูเห็น...เอ่อ เห็น..."
เธอพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเครือ เหมือนลังเลอยู่ว่าควรพูดต่อดีหรือไม่
"เห็นเขาอยู่กับคนอื่น"
เป็นนัยน์ที่พูดแทน เรื่องที่พิมพ์ชนกมีคู่ขาเขารู้มานานแล้ว เขาเองก็ไม่ได้พิศวาสอะไรพิมพ์ชนกนักหรอก ไม่เคยคบไม่เคยผูกพัน รู้เพียงว่าต้องแต่งกับคนนี้เพราะแม่ชอบและมีสัญญาหมั้นหมายรออยู่ข้างหน้า เขาจึงไม่อยากเปิดโปงเธอให้ญาติผู้ใหญ่สองฝ่ายรับรู้ กลัวว่าจะกระทบต่อบริษัทที่คุณปู่บริหารอยู่ อีกอย่างนัยน์ก็ไม่มีหลักฐานไปยืนยันกับคุณปู่ชยุต
"คุณ...คุณเจ็บไหมคะ"
เจ็บอะไรวะ?
คิดไม่ถึงว่ามือเล็กจะยืนออกมาสัมผัสต้นแขนเขาเบา ๆ เธอทำเพื่อปลอบใจเขาอยู่ เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยเพราะไม่ได้รักพิมพ์ชนก แต่คนที่เข้าใจผิดและคิดไปไกลคือลลินา เธอคิดว่าหากทำแบบนี้แล้วจะเยียวยารักษาหัวใจอันบอบช้ำของเขาได้ โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเผลอมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนราวกับว่าเธอเป็นลูกแมวตัวน้อยที่เพิ่งเผชิญโลกได้ไม่นาน
"คุณนัยน์ต้องเจ็บปวดแค่ไหน คุณนัยน์รู้อยู่แล้วเหรอคะว่าถูกนอกใจ รู้นานแล้วใช่มั้ยคะ เจ็บปวดขนาดนี้ทำไมถึงยังเก็บไว้คนเดียว ทำไมไม่บอกหนูตั้งแต่วันนั้น"
"ถ้าบอกแล้วจะไปเอาคืนให้เหรอ"
"ไม่กล้า..."
ลลินาตอบพลางก้มหน้าลง น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและไร้เดียงสามาก ใครจะกล้าไปยั่วโมโหพิมพ์ชนก วันที่อยู่บนเรือหากไม่ได้นัยน์ช่วยไว้ก็คงจะเอาตัวไม่รอด ลลินาไม่มีความสามารถมากพอจะปกป้องเขาได้เธอรู้ตัวดี แต่ที่พูดแบบนั้นออกไปก็แค่อยากแบ่งเบาความเจ็บปวดของเขา เธอคิดไปอย่างใสซื่อว่าบางทีหากเธอเป็นผู้ฟังที่ดี นั่งฟังเขาระบายความในใจก็จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้
"ยังอยากเลิกกับคนนั้นอยู่มั้ยคะ"
เขาพยักหน้า ถึงเธอจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเขามีใจให้พิมพ์ชนกแต่เขาก็ไม่คิดว่านี่เป็นการหลอกใช้ลลินา คนที่ผิดไม่ใช่เขาพิมพ์ชนกต่างหากที่ผิด ผิดที่ทำอะไรประเจิดประเจ้อจนมีคนเห็น โชคร้ายหน่อยตรงที่คนเห็นคือลลินา
ย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่การหลอกใช้ นัยน์คิดแล้วก็หัวเราะในใจ
"แล้วหนูจะช่วยยังไงคะ"
เขาพูดคะขาฟังแล้วเพราะเป็นพิเศษ จังหวะนี้ลลินาหายใจติดขัดไปชั่วขณะ จู่ ๆ ก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาดื้อ ๆ เธอรีบชักมือที่ลูบต้นแขนเขาเพื่อปลอบประโลมกลับคืนมา แล้วเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้อง
"คุณพิมพ์ไม่ยอมเลิกเพราะคุณนัยน์ไม่มีหลักฐาน ถ้าหนูหาหลักฐานมาได้ล่ะคะ"
"ดีเลย"
"หนูจะคอยจับตาดูแล้วหาหลักฐานมาให้คุณนัยน์ค่ะ"
นัยน์ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วนั่งลงที่โซฟาข้าง ๆ เธอ มองขนตางอนยาว ดวงตากลมโต ริมฝีปากเล็กสีแดงระเรื่อ แล้วอมยิ้มบาง ๆ หากแต่งนิยายให้เธอฟังอีกสองสามเรื่อง หวังว่าเธอจะอินมากกว่าเดิม ชายหนุ่มตีหน้าเศร้าสร้อยโน้มตัวลงนั่งในท่าวางศอกกับเข่า ถอนหายใจยาวเหยียดพูดน้ำเสียงเบาหวิว
"เจ็บแต่จบมันดีกว่าเจ็บไปเรื่อย ๆ ถูกมั้ยครับ ช่วยทำให้เรื่องมันจบทีเถอะนะ ผมไม่อยากจมปลักอยู่กับความสัมพันธ์คลุมเครือแบบนี้อีกแล้ว ถ้ารักจริงเขาก็คงไม่มีคนอื่น"
"...คุณนัยน์ หนูเข้าใจคุณนัยน์นะคะ"
"คนอกหักกว่าจะผ่านไปได้แต่ละคืนมันทรมานมากเลยนะ มองแต่นาฬิการอเวลาว่าเมื่อไหร่จะเช้า ถ้าคืนนี้มีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนก็คงจะดี แต่ก็รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะขอกันง่าย ๆ"
นี่ขนาดไม่กล้าขอ ถ้ากล้าขึ้นมาจะขนาดไหน คุณนัยน์เริ่มแสดงละครต่อหน้าลลินา ส่วนเธอก็ใสซื่อเชื่อเขาสนิทใจ
ลลินานิ่งเงียบไปหลายอึดใจ เธอไม่ได้ไว้ใจเขาขนาดนั้น ถึงแม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแต่ก็ยังระวังตัวอยู่ นัยน์ไม่เคยทำอะไรเกินเลยให้ต้องอึดอัดใจหรือรู้สึกว่าเป็นการคุกคาม แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาซุ่มเงียบเพราะอยากจะกินเธอหรือเปล่า ลลินาในวัยยี่สิบสองไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น เธอเห็นเขาเป็นคนใจดีที่เข้ามาช่วยเหลือเธอ และไม่รู้ตัวเลยว่าเขาหวังผลอะไรจากเธอบ้าง หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเข้าอกเข้าใจ
"หนูเป็นกำลังใจให้คุณนัยน์นะคะ หนูรับรู้ความเจ็บปวดของคุณนัยน์ถึงแม้ว่าหนูจะไม่เคยมีความรักก็ตาม เอ่อ...แต่หนูคงอยู่เป็นเพื่อนคุณนัยน์ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าคืนนี้หนูไม่กลับไปนอนบ้านแม่ต้องฆ่าหนูแน่ ๆ หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ มีธุระสำคัญต้องไปทำต่อ"
ไม่เคยมีความรักก็เท่ากับว่ายังไม่เคยมีแฟน นัยน์รู้สึกดีกับคำพูดนี้ ถึงจะถูกปฏิเสธก็ไม่เป็นไร อันที่จริงเขาก็ไม่ได้คาดหวัง รู้อยู่แล้วว่าเธอยังไม่ได้ไว้ใจเขาเต็มร้อย เพิ่งรู้จักกันไม่นานใครจะเชื่อใจง่าย ๆ แค่ลลินายอมมาทำความสะอาดห้องให้ก็แสดงว่าเธอไว้ใจเขาแล้วระดับหนึ่ง
สาวน้อยลุกขึ้นยืนหยิบเอากระเป๋ามาสะพายข้าง กระโปรงพลีทที่เธอสวมใส่อยู่ยาวพอดีเข่าเผยให้เห็นท่อนขาเรียวชวนมอง เมื่อเธอหันกลับมามองเขาอีกครั้งเขาก็รีบเบือนหน้าหนี กลัวเธอจะคิดว่าเขาเป็นไอ้บ้าลามก
"หนูขอตัวกลับก่อนค่ะ วันหยุดหน้าหนูขอมาทำความสะอาดห้องให้คุณนัยน์อีกนะคะ ถึงยังไงคุณนัยน์ก็ยังหาแม่บ้านไม่ได้"
"มาได้เลย มาทุกวันหยุดนั่นแหละ"
ถ้าไม่มากเกินไปจนกระทบการเรียนจะบอกให้เธอมาทุกวันหลังเลิกเรียนด้วยซ้ำ เธอยกมือไหว้เขาเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นลุงแก่ ๆ ที่กำลังรับไหว้เด็กสาว ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธเขาควรจะเก็บอาการไว้สักหน่อย แต่ปากเจ้ากรรมดันไวเสียเหลือเกิน
"เดี๋ยวก่อน"
ขณะที่ลลินากำลังจะดึงประตูเปิดเสียงของนัยน์ดังขึ้น ทำให้ต้องหันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้ง
"มีอะไรเหรอคะ"
"มีค่าเทอมรึยังคะ"
เต็มใจให้ปอกลอกมาก!
ตัดภาพมาสิ่งที่ลลินาคิด นี่เขาจะปล่อยเงินกู้บังคับให้เธอติดหนี้ไปเรื่อย ๆ หรือไง แค่หนี้แสนเดียวลลินายังคิดว่ามันมากจนจะหามาจ่ายคืนไม่ไหว แล้วเธอควรจะตอบว่ายังไงดี ถ้าบอกว่าไม่มีจะดูเรียกร้องเกินไปหรือเปล่า แต่ว่าเขาก็เป็นคนเสนอให้เธอเองนี่นา พร้อมเป็น My sugar daddy เสียขนาดนั้น แสดงออกนอกหน้าจนอีกฝ่ายเริ่มชักจะกลัว ลลินาคิดหนัก
"หนูทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนที่ร้านไอติมอาทิตย์ละสามวัน คงจะพอใช้เป็นค่าขนม ส่วนค่าเทอมผู้มอบทุนเป็นคนจ่ายให้ค่ะ ขอบคุณนะคะ"
หลังจากร่างเล็กจากไปแล้ว นัยน์ก็นั่งยิ้มกริ่มอยู่คนเดียวอีกนาน เขาไม่ใช่คนไม่มีการมีงานทำ แต่ทุกครั้งที่เธอบอกว่าจะเข้ามาหาก็สแตนบายรอเธอเสมอ เลื่อนธุระอื่นออกไปก่อนเพื่อเธอคนเดียว กว่าจะรู้ตัวว่ามีนัดกับคุณปู่ก็ตอนหยิบมือถือขึ้นมาดู เห็นหน้าจอแสดงเวลาเกือบจะเที่ยงแล้ว
นัยน์มีนัดทานข้าวเที่ยงกับชยุตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในโรงแรมเครือชัชวาลเกียรติ์ ตอนนี้ชยุตยังไม่วางมือและบริหารเองอยู่ แต่ก็มีหลานสาวคนโตอย่างวันวิสาช่วยดูแล เธออายุห่างจากนัยน์เจ็ดปี นอกจากนั้นเขายังมีพี่สาวคนรองชื่อว่าแพรวพราว อายุห่างจากนัยน์สามปี และน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่าโปรดปราน อายุน้อยกว่าเขาสองปี ส่วนเขาอยู่ในฐานะลูกชายคนเดียวลำดับที่สาม
ภายในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ชยุตนั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว ชายแก่ยกข้อมือขึ้นมามองดูนาฬิกาเรือนแพงอย่างจดจ่อ พอเห็นว่าผู้ที่เพิ่งจะเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาคือหลานชายคนโปรดก็เผยรอยยิ้มกว้าง
"มาเร็วเข้า"
นอกจากนั้นที่โต๊ะยังมีใครอีกคนนั่งหันหลังอยู่ นัยน์มองเรือนผมสลวยจากทางด้านหลังรู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างมาก กระทั่งเดินมาถึงโต๊ะแล้วสบตากับเจ้าของแผ่นหลังนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเล็กน้อย
ลลินา นี่เหรอธุระสำคัญที่เธอบอก โลกมันชักจะกลมเกินไปแล้ว
เธอเองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบยกมือไหว้ ชยุตแนะนำให้หลานชายรู้จักกับลลินาในฐานะเด็กนักศึกษาทุนพิเศษที่เขากำลังส่งเสียอยู่ บอกว่าเธอแค่ขอเข้ามากราบขอบพระคุณ ก็เลยชวนมาร่วมโต๊ะอาหารเพราะอยากคุยอะไรต่ออีกหลายอย่าง ชยุตถามลลินาเกี่ยวกับการเรียนและอนาคตที่อยากจะเป็น ถ้าเรียนจบอยากเข้าทำงานที่ไหน รวมไปถึงเรื่องครอบครัว ซึ่งอย่างหลังลลินาเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง
ชยุตเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ไม่ถือตัวและเป็นคนมีเมตตา ไม่ยึดติดว่าหากลลินาเรียนจบไปจะต้องเข้าทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น เขาเปิดโอกาสให้เธอเลือกงานที่อยากทำ แต่หากเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ติดต่อมาหาเขาได้ทุกเมื่อ แค่นี้ลลินาก็รู้สึกว่าเธอได้รับโอกาสมากพอแล้ว มากจนไม่รู้ว่าชาตินี้จะตอบแทนไหวหรือเปล่า
ฝ่ายนัยน์ที่นั่งฟังการสนทนาของคนทั้งสองก็ยิ้มกริ่มตามไปด้วย ยกน้ำขึ้นจิบอย่างละเมียดละไมแต่ไม่ยอมละสายตาจากสาวสวยที่นั่งตรงข้ามกันสักนาที แต่เมื่อคุณปู่มองมาทีไรก็รีบปรับสีหน้าและแววตาให้เป็นปกติโดยเร็ว
ลลินาอยู่คุยกับชยุตอีกสักพักก็ขอตัวลา พอเธอจากไปจนลับตาแล้วชยุตก็ได้พูดขึ้น
"เมื่อวานแม่แกมาพูดเรื่องงานหมั้นของแกกับหนูพิมพ์"
"ครับ"
"ตกลงเอาไง อีกไม่นานหนูพิมพ์ก็จะเรียนจบแล้วนะ ใกล้ถึงเวลาตามสัญญาที่ผู้ใหญ่คุยกันไว้"
"ก็ให้เป็นไปตามนั้นแหละครับ"
ไม่เลย...มันจะไม่มีวันเป็นไปตามนั้น ข้อนี้นัยน์รู้ดีแก่ใจ เขาจะต้องหาวิธีล่มงานหมั้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถึงไม่มีลลินาเข้ามาเขาก็จะไม่ยอมแต่งกับพิมพ์ชนกเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะใจไขว้เขวไปทางอื่น แต่เพราะไม่เคยรักพิมพ์ชนกเลยต่างหาก ในสายตานัยน์พิมพ์ชนกเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา หากไม่ใช่เพราะสิเรียมผู้เป็นแม่พยายามจับคู่ให้เขา สาบานได้เลยว่าจะไม่ยอมทำความรู้จักกับพิมพ์ชนกเป็นอันขาด
ส่วนพิมพ์ชนก นัยน์ก็รู้แก่ใจดีว่าเธอไม่ได้พิศวาสเขาขนาดนั้น เธอแค่อยากได้ชื่อว่าคบหากับหนุ่มที่มีแต่สาว ๆ หมายปอง เขาเป็นเพียงแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ขับให้ทั้งตัวเธอดูดีขึ้นมา เน็ตไอดอลอะไรเขาไม่อยากคบ ไม่อยากแต่ง เธอไม่ใช่คนที่เขาอยากใช้ชีวิตร่วมกันจนวันตาย
เขาไม่ใช่พวกชอบตะล่อมเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลลินาถูกใจเขามาก เมื่อได้ยินเธอพูดอะไรออกมาอย่างใสซื่อไม่มีการประดิษฐ์คำหรือพูดเฉพาะสิ่งที่เขาอยากได้ยิน มันเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เขามีคนเอาใจเยอะแล้วและไม่อยากให้ใครเข้ามาประจบเพิ่มอีก แบบนั้นมันดูน่าหงุดหงิดจะตายไป
"บ้านลูกค้าอยู่อีกไกลมั้ยคะ"
เสียงของลลินาดังขึ้น ดึงสติให้นัยน์ออกจากภวังค์ในอดีต หันมาทางเธอวูบเดียวพร้อมกับคำถามหลายอย่างในใจ อยากถามแต่ก็ต้องเงียบไว้เพราะยังโกรธไม่หายที่ถูกทิ้ง แต่ดูเธอสิยังนั่งทำหน้าตาใสซื่อไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย ทิ้งบาดแผลไว้ในใจคนอื่นตั้งมากมายยังทำตัวไร้เดียงสาแบบนี้อยู่อีก
"อีกไม่นาน เลี้ยวข้างหน้าครับ"
นัยน์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนขับรถยังไงก็ไม่รู้ แม้น้ำเสียงที่ตอบกลับเมื่อครู่จะแข็งกระด้าง แต่ลลินาก็รู้สึกได้ว่าดีกว่าวันแรกที่วนกลับมาเจอกัน เขาพูดด้วยโทนเสียงที่อ่อนลง
"จะเป็นไรมั้ยคะ ถ้าฉันจะขอแวะร้านสะดวกซื้อ"
"ครับ"
ไม่กี่นาทีต่อมารถหรูก็ตีไฟเลี้ยวแวะปั๊ม ลลินารีบไปจัดการธุระส่วนตัวแล้วเดินมาที่ร้านสะดวกซื้อ เธอเดินเลือกขนมปังมาสองชิ้นพร้อมกับน้ำเปล่าสองขวด นั่นก็เพราะซื้อเผื่อเขาด้วย เขานั่งรอเธออยู่บนรถ กว่าลลินาจะกลับมาก็ใช้เวลาประมาณสิบนาที พอกลับมาถึงเห็นดวงตาคมคายปิดสนิท นัยน์อยู่ในท่าเอนหลังพิงเบาะพักสายตา ลลินานั่งประจำที่แล้วแต่เขายังอยู่ในท่าเดิม เธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด คิดว่าให้เขาได้พักสายตาสักห้านาทีแล้วค่อยปลุกคงไม่เป็นไร
แต่อีกฝ่ายไม่ได้งีบหลับอย่างที่เธอคิด นัยน์เรียกชื่อเล่นของเธอโดยที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมามอง
"นีล"
"คะ?"
"ทำไมถึง..." ทำไมถึงทิ้งเขาไป เขาอยากถามสิ่งที่ค้างคา แต่จู่ ๆ ก็กลืนคำถามคำนั้นลงคอไปทั้งอย่างนั้น "ทำไมถึงช้านัก"
"ขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าคุณหลับ"
พอลืมตาขึ้นมาเต็มหน่วยแล้ว ชายหนุ่มก็เหยียบคันเร่งออกจากปั๊มน้ำมันมุ่งไปยังเส้นทางเบื้องหน้า จุดหมายปลายทางคือบ้านของลูกค้า สิบนาทีต่อมาทั้งคู่ก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ ขณะนี้ฝนหยุดตกสนิทแล้ว แม่บ้านวิ่งออกมาต้อนรับดิบดี ทว่าพอถามหาเจ้าของบ้านกลับได้รับคำตอบว่าไม่อยู่
"คุณอาทิตย์จะกลับมากี่โมงครับ"
ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ ฝ่ายแม่บ้านก็ทำหน้าเหมือนกำลังคิดบางอย่าง
"เอ เมื่อเช้านายบอกจะไปบ้านสวนค่ะ ปกติถ้านายไปบ้านสวนก็จะค้างที่นั่นไม่กลับมาหรอก"
"บ้านสวนอยู่ไกลมั้ยครับ"
"ไม่ไกลค่ะ ออกจากนี่เลี้ยวซ้าย เจอป้ายหาเสียงแล้วเลี้ยวขวา เจอต้นมะม่วงใหญ่ ๆ แล้วเลี้ยวซ้ายอีก หลังจากนั้นจะเห็นรูปปั้นเจ้าพ่อหมีดำ"
"แล้วก็เจอบ้านสวนใช่มั้ยครับ"
"แล้วก็เลี้ยวขวา จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกค่ะ ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย จะเห็นป้ายที่เขียนว่าบ้านสวนอาทิตย์ นั่นล่ะค่ะถึงเลย"
เยอะจัด...นี่ทางไปบ้านสวนหรือทางไปสวรรค์
ฟังป้าแม่บ้านบรรยายเส้นทางไปบ้านสวนแล้วหัวจะปวดเอา เขาจึงหยิบมือถือออกมาแล้วถามต่อ "พอจะปักหมุดให้ได้ไหมครับ"
"โอ้ย ป้าทำไม่เป็นหรอกค่ะ"
แล้วป้าแม่บ้านก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเลื่อนประตูเหล็กปิด นัยน์หันกลับมาหาลลินาด้วยใบหน้าสุดแสนจะเซ็ง เขาฟังเส้นทางที่ป้าแม่บ้านบอกไม่ทัน อีกอย่างก็ไม่ได้ชินเส้นทางแถวนี้ด้วย หากจะใช้จีพีเอสค้นหาก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาว่าอย่างไร บ้านสวนที่ป้าแม่บ้านบอกคงหมายถึงกระท่อมเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในสวน ทำไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนวัยใกล้เกษียณ ไม่ได้มีทะเบียนราษฎร์ที่อยู่ชัดเจนให้สืบค้น
"ไปกันเถอะค่ะ"
ลลินาพูดน้ำเสียงสดใสเช่นเคย พร้อมกับชูมือถือขึ้นต่อหน้าเขา
"ฉันบันทึกเสียงป้าแม่บ้านไว้แล้ว คิดแล้วว่าคุณต้องฟังไม่ทันแน่เลย จังหวะซ้ายขวาซ้ายนี่เกือบจะเต้นใส่แล้วนะคะ"
"หึ"
เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนาอย่างลืมตัว แต่พอคิดว่าไม่น่าหลวมตัวขำมุกฝืด ๆ ของเธอ นัยน์ก็รีบดึงหน้ากลับมาตึงดังเดิม
ถ้าจะตึงขนาดนี้ก็ไม่น่าพาเธอออกมาตั้งแต่แรก ลลินายกยิ้มมุมปากพร้อมใช้นิ้วชี้เขี่ยข้างขมับ ทำปากยื่นเหมือนกำลังอยากบ่นอะไรบางอย่าง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งตำแหน่งข้างคนขับ ตลอดทางก็เปิดเสียงที่บันทึกไว้ให้นัยน์ฟังไปด้วย จนกระทั่งมาถึงโค้งสุดท้าย ทางเบื้องหน้าเป็นทางลูกรังดินแดง ทั้งสองหันมาสบตากันครู่หนึ่ง เมื่อไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรนัยน์ก็ตัดสินใจขับต่อไป ถนนลูกรังทั้งเละและลื่น ต้องใช้ความพยายามบังคับพวงมาลัยให้ดีที่สุด กลัวเหลือเกินว่าจะติดหล่มก่อนจะถึงบ้านลูกค้า
ณ บ้านไม้หลังเล็กท่ามกลางสวนทุเรียนที่เพิ่งปลูกใหม่ได้ไม่นาน นอกจากทุเรียนยังมีผลไม้อีกหลายชนิด นัยน์ไม่คิดว่านักธุรกิจผู้มั่งคั่งอย่างอาทิตย์จะหลบมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในสถานที่แห่งนี้ แต่ความสบายใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เขาเองก็เคยคิดเล่น ๆ ว่าหากแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ระหว่างอยู่ในวัยทำงานก็จะทุ่มเทกับงานเต็มที่ก่อน ทำเพื่อลูก ๆ และภรรยา พอถึงวัยเกษียณก็อาจจะวางแผนชีวิตไม่ต่างจากอาทิตย์เท่าไร อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายโดยมีภรรยาที่รักข้างกาย อยู่กับธรรมชาติได้ฟังเสียงนกเสียงกาไปวัน ๆ คงสบายใจดี
อนาคตเคยวาดฝันเอาไว้มากมาย โดยมีภาพจำของลลินาเป็นส่วนร่วมในความฝันครั้งนั้น แต่ก็น่าเสียดายที่มันต้องมาพังทลายลง…
คุณอาจจะชอบ





