ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90

ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90

หลินจิงซูผู้เคยมีชีวิตล้มเหลวเพราะครอบครัวที่เห็นแก่ตัว ได้รับโอกาสครั้งที่สองให้ย้อนเวลากลับไปยังปี 1990 เธอจึงใช้ความรู้จากอนาคตเข้าคว้าโอกาสทองทางธุรกิจเพื่อสร้างฐานะจนมั่งคั่งและก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีนีผู้ทรงอิทธิพล การกลับมาครั้งนี้เธอไม่ได้ต้องการเพียงความสำเร็จ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเอาคืนและบดขยี้ทุกคนที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้เธอในอดีตอย่างสาสม ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่เธอกลายเป็นผู้คุมเกมทั้งหมด
ตอน
แชร์

ตอน 2

ตอนที่ 2  เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (2)

หลินจิงซูรู้สึกได้เลย เลือดลมในกายเธอกำลังเดือดพล่านไปหมด ทันทีที่ได้ยินเสียงของคนทั้งสองดังขึ้น นี่จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากอู๋ซิ่วเหลียนป้ารองของเธอ ส่วนอีกคนก็คือย่าอู๋ คุณย่าของเธอนั่นเอง!

ในชีวิตก่อนหน้า ตัวตั้งตัวตีหลักคือป้ารองที่ชี้หน้าใส่ร้ายว่า แม่ของเธอแอบมีสัมพันธ์สวาทกับผู้ชายคนอื่น ทันทีที่แจ้งเรื่องนี้ให้ย่าอู๋รู้เท่านั้น ทั้งคู่ก็ ‘บังเอิญ’ มาพบเจอกับภาพฉากนี้เข้าอย่างเหลือเชื่อ

ทั้งสองมาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมกับเสียงโวยวายลั่น ชักนำเพื่อนบ้านกลุ่มใหญ่ให้ต้องออกมามุงดูอย่างสนอกสนใจ บ้างก็บอกจะช่วยตระกูลหลินจับชู้และเอาผิดผู้หญิงไม่รักดี เห็นถึงความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มกับตัวเองอย่างพึงพอใจ

ถ้าทุกคนได้เห็นมันจะน่าสนุกมากขนาดไหน!

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เธอต้องการเล่นงานติงเสวี่ยเหม่ยถึงตาย!

ชื่อเสียงและหน้าตาสำหรับผู้หญิงยุคนี้นั้นสำคัญขนาดไหน ใครบ้างจะไม่รู้?

พูดง่ายๆก็คือ การฉีกหน้าทำลายชื่อเสียงของใครสักคนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ากันให้ตายทั้งเป็น!

ย่าอู๋เดินปรี่เข้ามาพร้อมกับเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ดังมาแต่ไกล จ้องมองเข้าไปด้านในก็พบหลินจิงซูกำลังยืนอยู่อยู่ข้างกายติงเสวี่ยเหม่ย อีกทั้งยังมีแอ่งเลือดสีแดงฉานกองโตเจิ่งนองอยู่บนพื้นด้วย

“ชายชู้ของแกอยู่ที่ไหน?”

คำแรกที่ย่าอู๋พ่นออกมาจากปากคือเสียงตะคอกถามอย่างไม่ไยดี

อู๋ซิ่วเหลียนเดินตามมาติดๆ แต่ทันทีที่เห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ถูกข่มขืนก็ถึงกับประหลาดใจอย่างมาก เกิดคำถามมากมายผุดขึ้นภายในใจอย่างต่อเนื่อง ทำไมติงเสวี่ยวเหม่ยยังยืนเฉยอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ? ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไม่ใช่เหรอ? อย่างน้อยเธอก็ไม่ควรมีสภาพที่ดูเรียบร้อยได้ขนาดนี้นี่นา? มีแต่คอเสื้อเท่านั้นที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นประมาณหนึ่ง แต่ส่วนอื่นๆทั่วร่างกายของเธอกลับดูเป็นปกติดี

แต่ถึงอย่างนั้น อู่ซิ่วเหลียนก็ไม่มีเวลามานั่งคิดอะไร และรีบหันไปพูดกับย่าอู๋ว่า

“แม่คะ ฉันคิดว่าชายชู้น่าจะหนีไปแล้วล่ะค่ะ คงเพราะได้ยินเสียงเราเมื่อกี้!”

ติงเสวี่ยเหม่ยผู้มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นทุนเดิม เผชิญพบกับเหตุการณ์ย่ำแย่ยังไม่พอ แต่ยังถูกรุมใส่ความเสียหายเช่นนี้อีก ท้ายที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวจนถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมา

หลินจิงซูตบเท้าขึ้นเผชิญหน้า ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว

“ป้ารอง ในปากเลี้ยงสุนัขไว้กี่ตัวเหรอคะ? ถึงได้กล่าวหาแม่หนูว่ามีชู้? เมื่อครู่แม่เกือบจะถูกโจรปล้นทรัพย์ฆ่าทิ้ง กองเลือดก็อยู่ตรงหน้า แทบจะทิ่มตาบอดอยู่แล้ว!”

“ฉันไม่เชื่อ! ก็เห็นอยู่ว่าเธอกำลังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งอยู่กับชู้… ฉัน…”

อู๋ซิ่วเหลียนไม่สามารถแถไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ท้ายที่สุด จึงต้องงัดไม้เด็ดบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ หันไปพูดเสียงอ่อนเสียงอ้อนกับย่าอู๋ ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก

“แม่คะ! แม่ต้องทวงความเป็นธรรมให้ฉันนะคะ!”

ย่าอู๋เห็นอู๋ซิ่วเหลียนร้องไห้น้ำตาแตกพลั่กเช่นนั้นพลันรู้สึกปวดใจ เธอชี้หน้าด่าหลินจิงซูพร้อมพ่นคำหยาบสาปแช่งใส่ไม่หยุด

“นังเด็กไม่มีสัมมาคาราวะ! ใครสั่งใครสอนให้พูดจาน่ารังเกียจแบบนี้! เธอเป็นป้ารองของแกนะ อุตส่าห์ส่งไปร่ำไปเรียน มันเข้าสมองโง่ๆของแกบ้างมั้ย? ทุเรศสิ้นดี!”

อู๋ซิ่วเหลียนเป็นญาติห่างๆของย่าอู๋ ซึ่งเกิดในครอบครัวลำดับที่ห้าของตระกูลอู๋ ไม่นานหลังจากที่อู๋ซิ่วเหลียนแต่งงานออกเรือนไป สามีของเธอที่สุขภาพไม่สู้จะดีมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยโรครุมเร้า ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวอย่างที่เห็น

ย่าอู๋มักจะให้ท้ายเห็นดีเห็นงามกับป้ารองอยู่เสมอ แต่กับติงเสวี่ยเหม่ยนั้น ย่าอู๋แทบจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนไม่ใช่มนุษย์! ทั้งหมดเพราะป้ารองมีศักดิ์เป็นเครือญาติห่างๆ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ติงเสวี่ยเหม่ยคลอดหลินจิงซูออกมา สภาพร่างกายของเธอก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก การจะตั้งครรภ์มีลูกคนที่สองในอนาคตจึงนับเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว

แม้ในปี 1990 นโยบายการเพิ่มสมาชิกครอบครัวจะเริ่มมีการคุมเข้มแล้วก็ตาม แต่ย่าอู๋ก็ยังอยากมีหลานชายและยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่ทว่าน่าเสียดายนัก ที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลับเป็นเพียงเพศเมียที่ตั้งครรภ์ไม่ได้อีกแล้ว!

หลินจิงซูตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ก็ป้ารองกล่าวหาแม่หนูเสียๆหายๆก่อนนี่คะ หลักฐานก็ไม่มี มีดีแต่ขี้ปาก! แล้วคนเป็นลูกอย่างหนูยังจะทนเงียบอยู่ได้ยังไง? ป้าผางที่อยู่ตรงนั้น ป้าว่าจริงมั้ยคะ? หนูขอถามกลับหน่อยเถอะ ถ้าป้าถูกคนใส่ร้ายว่ามีชู้กับชายอื่น แต่ลูกตัวเองกลับยืนเงียบเป็นเป่าสาก ปล่อยให้แม่ตัวเองถูกด่าอยู่แบบนั้น ป้าจะทนได้มั้ยคะ?”

ป้าผางที่จู่ๆก็ถูกลากเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครครั้งนี้ ใบหน้าถึงกับเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ เอ่ยตอบเสียงอ่อนปนละอายใจว่า

“ไม่ได้แน่นอนจ้ะ ถ้าลูกสาวป้าไม่พูดอะไรเลยสักคำ ป้าคงหยิบไม้ขนไก่ขึ้นมาฟาดให้ตายไปข้างแน่”

เพื่อนบ้านคนอื่นๆต่างก็เริ่มพยักหน้าคล้อยตามเช่นกัน

“ก็ถูกของเธอ จิงซูน้อยไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ”

อู๋ซิ่วเหลียนเห็นว่าเพื่อนบ้านกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนข้าง หันไปเห็นใจติงเสวี่ยเหม่ยและลูกสาวของมันแทน เธอก็รีบโพล่งแทรกขึ้นทันควัน

“แต่ฉันเห็นจริงๆนะ! พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยกำลังนัวเนียอยู่กับใครบางคน! ทั้งคู่กอดกันกลมแบบนั้น! ใครเห็นก็ต้องคิดเหมือนฉันทั้งนั้น!”

ได้ยินคำพูดประโยคนี้เข้า ย่าอู๋ก็ยิ่งเดือดดาลจัดจนเลือดขึ้นหน้า ตรงดิ่งเข้าไปหาติงเสวี่ยเหม่ยพร้อมชี้หน้าก่นด่าสาปแช่งด้วยความโกรธเกรี้ยว

“นังโสเภณี! พูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้! แกกับนังลูกสาวตัวดีวางแผนสมรู้ร่วมคิดกันใช่มั้ย!? ฉันจะบอกทุกคนให้หมด! แล้วจะฟ้องลูกชายฉันด้วย!!”

เวลานี้ ติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ฟื้นสติจากเหตุการณ์เขย่าขวัญเมื่อครู่ดีนัก เนื้อตัวของเธอยังคงสั่นเทาไปหมด

แผ่นหลังของหลินจิงซูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ลำพังเพียงแค่คำพูดของเธอคงไม่มีทางช่วยให้แม่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้แน่นอน คิดได้เช่นนั้น เธอจึงแอบขยิบตาให้ติงเสวี่ยเหม่ยโดยเร็ว ทางด้านติงเสวี่ยเหม่ยเองก็คล้ายจะเข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างได้เช่นกัน น้ำเสียงคำพูดของเธอจึงแปรเปลี่ยนดูมีพลังขึ้นในทันที

“ฉันถูกโจรผู้ชายปล้นค่ะ! มันชิงเงินเก็บที่ฉันเตรียมไว้ซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวซิ่วเหลียนไปด้วย! ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน! ถ้าไม่มีเงินก้อนนั้น ฉันจะซื้อของขวัญสำหรับงานวันเกิดบรรลุนิติภาวะของเธอได้ยังไง!”

พูดไปติงเสวี่ยเหม่ยก็ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจใปด้วยเช่นกัน เธอดูเศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากจริงๆ 

หลินจิงซูคาดไม่ถึงเลยว่า ทักษะการเล่นละครตบตาของแม่เธอจะเยี่ยมยอดขนาดนี้ ปล่อยใจให้ไหลไปตามน้ำ ยังรู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์ความขมขื่นจุกล้นขึ้นในใจแทนจริงๆ

ทุกคนในละแวกนั้นต่างหายใจหายคอกันไม่ออกกันเป็นแถบ พี่ชายคนโตตระกูลหลินนี่มันยังไง? ใจป้ำถึงขนาดซื้อสร้อยทองให้หลานสาวตัวเองในวันเกิดเชียวเหรอ!

แทบจะในพริบตาต่อมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่อู๋ซิ่วเหลียนเป็นตาเดียว แต่ละคนเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจระคนดูแคลนอย่างมาก ทั้งที่ครอบครัวของสองแม่ลูกคู่นี้ใจดีเอื้อเฟื้อกับลูกสาวของตัวเองถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่เธอก็ยังมีหน้ากล่าวหาคนอื่นว่าคบชู้งั้นเหรอ!?

ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินว่าเงินที่จะนำไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวของเธอถูกปล้นไป อาการแน่นหน้าอกอึดอัดก็ตีปะทุขึ้นทันที เธอทุบหน้าอกตัวเองอยู่สองสามครั้ง ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริกในทันใด สภาพของเธอในเวลานี้ดูไม่ต่างจากคนป่วยเลยแม้แต่น้อย

ต่อมา เธอก็ชี้นิ้วใส่หน้าหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ย และตะคอกก่นด่าเสียงดังว่า

“โกหก! พวกแกสองแม่ลูกโกหกทั้งคู่! หลินจิงซู ตอนนี้แกควรจะต้องอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจู่ๆถึงได้มาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้? อธิบายมาสิอินังสารเลว!!”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย พันธนาการร้อนซ่อนสายใย
8.2
หญิงสาวผู้ยอมสละสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งศักดิ์ศรีเพื่อช่วยเหลือน้องชายสุดที่รัก ต้องก้าวเข้าสู่พันธนาการของชายหนุ่มไร้หัวใจผู้ไม่เคยหยิบยื่นสิ่งใดให้ใครโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่คลุมเครือและเย็นชา เขากลับแสดงความหึงหวงออกมาจนทำให้เธอสับสนในหัวใจอย่างหนัก เมื่อความสม่ำเสมอไม่มีอยู่จริงและคำถามที่ค้างคาก็ไร้ซึ่งคำตอบ เธอจึงต้องเลือกว่าจะทนรอความชัดเจนจากปากของเขา หรือจะหันหลังเดินจากไปเพื่อยุติความทรมานในห้วงรักที่แสนวุ่นวายนี้ด้วยตัวเอง
หน้าปกนวนิยาย โซ่ผูกรัก
9.7
เมื่อความรักสี่ปีจบลงด้วยความร้าวราน ธีร์กลับสั่งให้คนรักไปทำแท้งอย่างเลือดเย็นเพียงเพราะเขาไม่ต้องการเด็กและไม่ต้องการเธออีกต่อไป แม้เธอจะพยายามอ้อนวอนให้เขาเห็นแก่สายเลือดในครรภ์เพียงใด เขากลับสะบัดรักอย่างไม่ใยดีพร้อมโยนเงินชดเชยใส่หน้าเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ เธอถึงขั้นก้มกราบแทบเท้าและยื่นคำขาดว่าจะยอมตายไปพร้อมกับลูกหากถูกบังคับ แต่เขากลับตอบกลับมาอย่างไร้หัวใจว่าชีวิตหรือความตายของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย บอกแล้วไงว่าจะไม่รัก
9.6
เมื่อความผิดปกติทางร่างกายกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวาย เมื่อเขาถูกคุกคามด้วยข้อเสนอที่เกินจะรับไหว แม้จะเผชิญกับอุปสรรคส่วนตัวแต่เขาก็ยืนกรานที่จะปฏิเสธความสัมพันธ์ที่น่าเหลือเชื่อนี้อย่างเต็มกำลัง เพราะการยอมรับข้อเสนอนั้นอาจนำมาซึ่งหายนะที่เขาหวาดกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้ เขาจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาศักดิ์ศรีและจุดยืนของตนเองเอาไว้ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นและชวนให้สับสนในความรู้สึกอย่างที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ซาตานตีตราแค้น
9.0
เมื่อ ‘เจ้าสาวตัวจริง’ คิดคดไม่รักษาสัญญาที่เคยให้กันไว้ ด้วยการส่ง ‘เจ้าสาวตัวปลอม’ มาเป็นตัวตายตัวแทน คนไม่โง่และไม่เคยยอมให้ใครลบคมง่ายๆ อย่าง ‘อัทธ์ อัฐเสนา’ จึงต้องดัดสันดานคนขี้โกงให้หลาบจำ ในเมื่อรังเกียจและเจ้าเล่ห์กันนักก็เอา ‘ความแค้น’ ไปแทน ‘หัวใจ’ แล้วกัน >>อัทธ์ อัฐเสนา<< ผู้ชายไทยวัย ๓๒ ชื่อไทยแท้ แต่สายเลือดของเขามีเลือดของแม่ชาวเวเนซุเอลาปนอยู่ครึ่งหนึ่ง เขาไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร เมื่อรู้ว่าลูกน้องของพ่อคิดคดโกงแล้วเชิดเงินหนีไปอย่างลอยนวล เขาจึงไล่ล่าและจับทำสัญญาชดใช้หนี้พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ย เพื่อแลกกับการไม่ลากเข้าคุก แต่ลูกสาวคนโกงกลับตอบแทนความใจดีของเขาด้วยการหลอกลวง >>มัดไหม<< เด็กสาววัย ๑๙ กำลังจะได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ผู้เป็นบิดากลับมาด่วนจากไป พร้อมกับทิ้งภาระอันแสนหนักอึ้งไว้ให้เด็กกำพร้าตัวเล็กๆ ต้องเผชิญ เมื่อหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ มัดไหมจำต้องใช้วิธี 'หลอกลวง' ผู้เป็นเจ้าหนี้และว่าที่เจ้าบ่าว ด้วยการส่งตัวพี่สาวคนสนิทไปทำหน้าที่แทน โดยไม่รู้เลยว่าผลของการกระทำครั้งนั้นจะทำให้ชีวิตของตัวเองตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม >>เสาวรส<< น้ำตาและเสียงสะอื้นอันบาดใจของ คนที่รักเหมือนน้องสาว ทำให้หล่อนต้องเสียสละตัวเองเพื่อตอบแทนบุญคุณของครอบครัวมัดไหม โดยการมารับบทบาทเจ้าสาวตัวปลอมของอัทธ์ แต่เขาไม่ได้เป็นปิศาจร้ายอย่างที่คิด เสน่ห์ของเขาสั่นคลอนหัวใจของหล่อน ยิ่งใกล้ก็ยิ่งหวั่นไหว แต่จะทำเช่นไร ในเมื่อรู้ตัวเองดีว่าไม่ใช่เจ้าสาวตัวจริงของเขา >>ธีระ<< เขาเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของอัทธ์ อัทธ์เป็นทั้งพี่ชายและผู้มีพระคุณ แต่เขากลับรักคนที่ไม่ควรรักซึ่งอยู่ใกล้เกินเอื้อม สาวน้อยยกมือขึ้นกอดอกและทอดสายตาขึ้นมองท้องฟ้าในคืนเดือนแรมอย่างหนาวเหน็บเช่นเดียวกับคืนที่ได้รู้ว่าเสาวรสกับอัทธ์กำลังจะแต่งงานกัน หล่อนพยายามปล่อยตัวปล่อยใจและสลัดทิ้งความเศร้าสร้อยออกไปจากหัวใจ ทว่ามันก็ไม่สำเร็จเลยแม้แต่เสี้ยววินาที หัวใจดวงน้อยวูบโหวง เจ็บในอกลึกๆ ขอบตาร้อนผ่าว และน้ำใสๆ ในนั้นก็กำลังจะกลั่นออกมา หากว่าไม่มีอ้อมแขนของใครคนหนึ่งสอดมาจากด้านหลังพร้อมๆ กับที่สัมผัสอุ่นๆ ที่กดลงบนซอกคอของหล่อน “อยู่นี่เองตามหาซะทั่วเลย” เสียงทุ้มคุ้นหูรำพึงขึ้นที่ข้างหูพร้อมด้วยสัมผัสหยอกเย้าคลอเคลียที่เริ่มจะหนักขึ้นๆ “ปล่อยค่ะคุณอัทธ์” “ไม่ปล่อย...ฉันคิดถึงเธอจะตายอยู่แล้ว รู้หรือเปล่ามัดไหม” “คุณไม่ควรทำแบบนี้นะคะ พรุ่งนี้คุณก็จะแต่งงานกับพี่รสแล้ว มัดไม่อยากให้พี่รสเสียใจ” “แล้วเธอล่ะ ไม่เสียใจสักนิดเลยเหรอที่ฉันกำลังจะแต่งงาน” “มัดยินดีต่างหากค่ะ คุณกับพี่รสเหมาะสมกันที่สุดแล้ว” มัดไหมพูดเสียงสั่นเครืออย่างหักห้ามความรู้สึกตัวเองไม่อยู่ ก่อนที่น้ำตาที่กลั้นเอาไว้จะไหลเป็นทางออกมาเป็นทาง “เธอเป็นอะไรหือ...” อัทธ์ถามด้วยเสียงงอนง้อ ห่วงหา ก่อนจะจับไหล่บางหมุนให้หล่อนหันมาเผชิญหน้า แม้จะมืดสลัวแต่เขาก็เห็นว่าหล่อนกำลังร้องไห้ นิ้วเรียวจึงเกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน “มัดเปล่าค่ะ” “เปล่าอะไร เห็นอยู่ว่าร้องไห้ขี้แย” เสียงทุ้มเอ่ยกระเซ้า นั่นยิ่งทำให้น้ำตาของมัดไหมไหลออกมามากกว่าเดิม หล่อนไม่อยากให้เขาอ่อนโยน ไม่อยากให้เขาทำตัวสนิทสนม เพราะแค่นี้หล่อนก็ตัดใจยากมากอยู่แล้ว “ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าทำแบบนี้กับมัด” “ฉันรู้ว่าเธอเสียใจ แต่จะเป็นไรไปมัดไหม ฉันก็แค่แต่งงานตามหน้าที่ ยังไงเธอก็ยังเป็นเมียฉันเหมือนเดิม” “มัดไม่ได้ต้องการอย่างนั้น” “แต่ฉันต้องการเธอมัดไหม ต้องการมาก...” น้ำเสียงนั้นฟังดูเว้าวอน ออดอ้อน เต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนที่เรียวปากหยักจะทาบทับลงมาปิดบนปากของหล่อน เขาบดจูบอย่างเร่าร้อน เรียกร้อง จนมัดไหมอดไม่ได้ที่จะจูบตอบเขา จุมพิตนั้นจึงเป็นจุมพิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์โหยหา อาลัยอาวรณ์ และปรารถนากันและกันอย่างสุดซึ้ง
หน้าปกนวนิยาย ข้ามเวลามาพบองครักษ์
8.1
เมื่อนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางจากโลกปัจจุบันต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ดึงดูดเธอให้ทะลุมิติย้อนเวลากลับไปสู่ยุคจีนโบราณอย่างปาฏิหาริย์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและไร้ซึ่งทักษะการเอาตัวรอดในด้านอื่น เธอจึงมีเพียงความรู้และความสามารถในการสร้างสรรค์เครื่องประทินโฉมเป็นอาวุธข้างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มาร่วมลุ้นไปกับเส้นทางชีวิตบทใหม่ที่เธอต้องใช้ศาสตร์แห่งความงามเพื่อพิสูจน์คุณค่าและเอาชนะอุปสรรคในดินแดนต่างยุคแห่งนี้
หน้าปกนวนิยาย ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว
7.8
ขณะที่หมอฐิรดลเดินตามภัทรวรินทร์ไปอย่างเงียบเชียบ เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้าไปสวมกอดเธอพร้อมเรียกขานว่าแม่ ความจริงที่ปรากฏทำให้เขารู้สึกผิดและเสียใจจนก้าวขาไม่ออก ทว่าท่ามกลางความสับสนนั้น เด็กชายภัทรวินทร์กลับหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมตะโกนทักทายคำว่าพ่อออกมาด้วยความดีใจ ฐิรดลมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ก่อนที่ลูกชายจะวิ่งตรงเข้ามาหาเขาในทันที ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนทรมาน