ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90

ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90

หลินจิงซูผู้เคยมีชีวิตล้มเหลวเพราะครอบครัวที่เห็นแก่ตัว ได้รับโอกาสครั้งที่สองให้ย้อนเวลากลับไปยังปี 1990 เธอจึงใช้ความรู้จากอนาคตเข้าคว้าโอกาสทองทางธุรกิจเพื่อสร้างฐานะจนมั่งคั่งและก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีนีผู้ทรงอิทธิพล การกลับมาครั้งนี้เธอไม่ได้ต้องการเพียงความสำเร็จ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเอาคืนและบดขยี้ทุกคนที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้เธอในอดีตอย่างสาสม ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่เธอกลายเป็นผู้คุมเกมทั้งหมด
ตอน
แชร์

ตอน 1

ตอนที่ 1 เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (1)

เสียงระฆังชั้นเรียนตีดังกังวาน เป็นจังหวะเดียวกับเสียงโห่ร้องดีใจของเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลาย หลินจิงซูที่กำลังนอนฟุบกับโต๊ะตลอดคาบเรียน เผชิญกับเสียงโห่ร้องของทุกคนรอบตัวเข้า ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงตื่นขึ้นด้วยความตกใจทันที

เปลือกตาหนักอึ้งของเธอค่อยๆคลี่เปิดออก ตกอยู่ในภวังค์ความงุนงงครู่หนึ่งจึงค่อยกระจ่าง นี่มันคือห้องเรียนสมัยมัธยมปลายของเธอไม่ใช่เหรอ?

นี่ฉัน…ยังไม่ตายงั้นเหรอ?

หรือนี่จะเป็นฝันสุดท้ายก่อนตาย?

นับเป็นความฝันที่เก็บรายละเอียดยิบย่อยได้ดีมากจริงๆ นอกจากสิ่งของต่างๆที่วางระเกะระกะรอบห้องเรียนแล้ว บรรยากาศยังชวนให้นึกถึงสมัยก่อนสุดๆ นอกจากนี้แล้ว บนกระดานดำยังเขียนวันที่และตารางเรียนแจกแจงไว้อย่างชัดเจน ตัวอักษรสีขาวจางๆที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็คือ ‘วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ปี 1990’

เอ๊ะ?

เธออดเสียวสันหลังวูบขึ้นมาไม่ได้ ทันทีที่เห็นตัวเลขชุดนี้!

มันเป็นวันที่แม่ของเธอประสบอุบัติเหตุ!

ทั้งๆที่แม่ของเธอถูกดักซุ่มทำร้ายร่างกายอยู่ในตรอกแท้ๆ และเห็นได้ชัดว่าแม่ของเธอคือเหยื่อ แต่ทุกคนกลับรุมประณามกล่าวหาแม่ของเธอ ว่าแอบลักลอบเล่นชู้กับชายอื่นในเวลากลางวันแสกๆ!

ชื่อเสียงและความดีทุกอย่างที่แม่ของเธอทำมา ได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี!

เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ สิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่แม่ของเธอทำได้ ก็คือการแขวนคอตัวเองไว้กับคานบ้าน ปฏิเสธข่าวลือเสียหายอย่างเด็ดขาดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ไหล่ซ้ายของหลินจิงซูถูกกระแทกจากเพื่อนร่วมโต๊ะ กระแสความเจ็บปวดแผ่วอ่อนแล่นผ่านให้สัมผัสรับรู้ได้

“โอ้! โทษทีๆ จิงซูเป็นอะไรรึเปล่า?”

เจ็บ…เธอรู้สึกเจ็บจริงๆ?!

แทบจะในทันใด หลินจิงซูตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันทั้งปวง อึดใจต่อมา เธอรู้สึกกระวนกระวายจนแทบคลั่ง รีบคว้ากระจกบานจิ๋วที่อยู่ใต้โต๊ะของเพื่อนร่วมชั้นออกมาส่องดู เนื่องด้วยความยากจนข้นแค้น ทำให้รูปลักษณ์หน้าตาของเธอดูทรุดโทรมอย่างมากในอดีต แต่ทว่าตอนนี้ ภาพที่มองเห็นผ่านกระจกมีเพียงความอ่อนเยาว์และผิวที่สวยเด้ง ริมฝีผากบางเป็นสีแดงระเรื่องดงาม ผิวพรรณมีสีขาวอมเหลืองเล็กน้อยและเรียบเนียนดั่งเปลือกไข่ ร่างกายไม่สั่นกระตุกเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนหน้าที่มีแต่โรคร้ายรุมเร้า สีผิวทั้งซีดขาวและเหี่ยวย่น ดวงตาแดงก่ำขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา

เพื่อย้ำให้มั่นใจ หลินจิงซูจึงตบหน้าตัวเองแรงๆอีกที!

โอ้ย! เหมือนจริงเกินไปแล้ว!

หรือฉัน…ฉันกลับมาแล้ว! ย้อนเวลากลับมาแล้วจริงๆ!? ย้อนกลับมาในวันที่แม่ประสบอุบัติเหตุ!

เธอไม่มีเวลามานั่งตอบคำถามเพื่อนร่วมชั้นคนนี้อีกแล้ว หลินจิงซูวิ่งหน้าตาตื่นพุ่งตัวออกจากประตูห้องเรียนไปด้วยความเร็วสุดแรงเกิด!

เลือกเส้นทางที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยพุ่งทะยานออกไปในอึดใจเดียว

ได้โปรดเถอะนะ! ขอให้ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป! บางทีเธออาจจะช่วยแม่ไว้ได้ทัน!

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้จะเป็นความจริงหรือฝันไป เธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว!

ขอให้ได้พยายามอย่างเต็มที่ก็เพียงพอ!!

เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน พวกภารโรงจะไม่มีทางยินยอมให้นักเรียนออกก่อนกำหนดง่ายๆอย่างแน่นอน

แต่เพื่อภารกิจครั้งนี้ หลินจิงซูจึงจำต้องหนีเรียนกระโดดข้ามกำแพงไปโดยพละการเท่านั้น!

หากปล่อยให้ล่าช้าเกินไปกว่านี้ เธออาจจะไปไม่ทันการเอา!

หลินจิงซูวิ่งสับเท้าฝุ่นตลบมุ่งสู่ตรอกเปลี่ยวแห่งนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ของเธอถูกข่มขื่น!

ระหว่างทางไปนั้น เธอได้ใช้เงินจำนวน 1.5 หยวนเพื่อขอซื้อกรรไกรจากคนแถวนั้นและกำไว้ในมือแน่น

ลึกเข้าไปด้านในของตรอกแห่งนั้น แม่ของเธอติงเสวี่ยเหม่ย กำลังถูกชายร่างสูงกำยำขึ้นคร่อมอยู่ มือคู่นั้นที่ทั้งหนาทั้งใหญ่กำลังฉีกกระชากเสื้อผ้าของแม่เธอจนขาดวิ่น

ทันทีที่หลินจิงซูห็นภาพฉากนี้กับตา เธอก็โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า!

ผู้ชายชั่วช้าบัดซบคนนี้ล่ะ คือคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าติงเสวี่ยเหม่ย! 

เห็นเต็มสองตาว่าแม่ของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์และถูกข่มขื่น แต่ทั้งย่าและป้ารองต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่ของเธอนั่นล่ะที่แอบมาเล่นชู้กับชายอื่นในเวลากลางวันแสกๆ! อีกทั้งยังบีบบังคับให้แม่ของเธอหย่ากับพ่อด้วย

ทางด้านแม่ของเธอนั้นยืนกรานว่าตนเองคือเหยื่อ ย่อมไม่เต็มใจจะเซ็นใบหย่าเป็นธรรมดา แต่เป็นเพราะไม่มีใครเชื่อเธอเลยแม้แต่คนเดียว ติงเสวี่ยเหม่ยจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตัดสินใจผูกคอตายประชด ทั้งหมดก็เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ทุกคนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น จนทำให้เรื่องราวเลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ ล้วนนับว่าเป็นคนร้ายทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อของหลินจิงซู ที่ไม่เคยออกหน้าหรือพูดอะไรเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับแม่ของเธอเลยตั้งแต่ต้นจนจบ!

หลินจิงซูดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเลือดแดงก่ำ บีบกระชับกรรไกรในกำมือแน่น ก่อนจะพุ่งเสียบใส่ต้นคอของชายผู้นั้นสุดแรงเกิดอย่างไร้ปราณี เธอเล็งเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคออีกฝ่ายเอาไว้ หวังจะฆ่ามันให้ตายคาที่ในทันที

เสี้ยวจังหวะเดียวกันกับที่ปลายกรรไกรแหลมกำลังจะลุถึงบริเวณลำคอ ชายคนนั้นคล้ายสัมผัสถึงภัยอันตรายได้ก่อน จึงรีบเบี่ยงศีรษะหันมองมา ทำให้เป้าโจมตีของหลินจิงซูคลาดเคลื่อน เปลี่ยนไปเสียบทะลุเข้าที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายแทน

“อ๊ากกก!!”

ชายคนนั้นร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดคล้ายจะขาดใจ

เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดรุนแรง

ชายคนนั้นวกสายตาเหลียวมองไปที่หลินจิงซูทันที พร้อมแหกปากร้องตะโกนลั่นด้วยความเกรี้ยวกราดว่า

“อีเด็กเวร! แกกล้าแทงฉัน ฉันก็กล้าฆ่าแก!”

อีกฝ่ายโผพุ่งเข้าใส่หลินจิงซูอย่างบ้าคลั่ง เวลานี้ หลินจิงซูเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น อย่างเก่งก็ทำได้เพียงแค่ลอบทำร้ายด้วยกรรไกรเหมือนเมื่อครู่ หากให้สู้กันแบบตัวต่อตัว เธอย่อมไม่มีทางเทียบชั้นกับชายฉกรรจ์ตรงหน้าได้อย่างแน่นอน

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยที่อยู่ด้านหลังพลันได้สติ รีบคว้าอิฐแข็งก้อนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นขึ้นมา แล้วหวดทุบเข้าที่หลังศีรษะของชายคนนั้นอย่างแรง

ชายคนนั้นถึงกับสูญเสียการทรงตัวยืนแทบไม่ตรง เลือดอุ่นไหลนองออกจากหลังศีรษะอย่างรวดเร็ว

หลินจิงซูชูกรรไกรขึ้นเตรียมเสียบแทงร่างของชายตรงหน้าอีกครั้ง แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายรีบหมุนตัววิ่งหนีหางจุกตูดออกไปในสภาพเลือดไหลอาบ เธอจึงหยุดมือไว้เพียงแค่นั้นไม่เคลื่อนไหวใดๆต่อ

ในชีวิตก่อนหน้า เมื่อครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยถูกข่มขื่น คดีนี้กลับไม่สามารถเสาะหาตัวคนร้ายได้พบ กล่าวคือผู้ลงมือกลับเป็นปริศนาโดยตลอด

แต่ในที่สุด ครั้งนี้หลินจิงซูก็รู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยสถานการณ์หลายๆอย่างในเวลานี้ ทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้วเช่นกัน ติงเสวี่ยเหม่ยขวัญเสียหวาดผวาอย่างหนัก จนร่างกายสั่นเทาเกินจะควบคุม และได้ทรุดตัวล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง

หลินจิงซูไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน จำต้องยอมรามือไม่ไล่ตามตัวคนร้ายต่อ แล้วหันกลับมาช่วยประคองร่างของติงเสวี่ยเหม่ยขึ้นมาแทน

“แม่ ทำไมวันนี้ถึงมาเดินในตรอกนี้ได้ล่ะ?”

หลินจิงซูเคยนึกเคยฝันที่ไหนกันว่า จู่ๆแม่ตัวเองก็นึกอยากจะเดินผ่านตรอกซอยเปลี่ยวๆสายนี้ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเฉียดผ่าน?

บริเวณนี้ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ เพราะทางทั้งแคบและมืด อีกทั้งหน้าถนนยังขรุขระเดินเหินลำบากอีกด้วย

ติงเสวี่ยเหม่ยตอบทั้งน้ำตา

“พ่อของลูกวานให้แม่นำเงินเก็บของเราไปซื้อสร้อยทองให้ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบอายุสิบแปดปี ป้ารองเป็นคนแนะนำเส้นทางลัดนี้ให้แม่ บอกว่าใกล้ร้านทองมากกว่า แม่ก็เลยลองมาดู”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในชีวิตก่อนหน้าป้ารองถึงได้พาย่ามา ‘จับชู้’ ถึงที่นี่ได้อย่างแม่นยำนัก!

เรื่องนี้ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ!

แต่ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วยนะ? ฉีกหน้าทำลายชื่อเสียงของติงเหสี่ยวเหม่ยไปแล้วจะได้อะไร?

ทันใดนั้นหลินจิงซูพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบร้องถามออกไปว่า

“แม่ แล้วเงินที่จะเอาไปซื้อสร้อยทองล่ะอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ในกระเป๋านี่” ติงเสวี่ยเหม่ยตบกระเป๋าสะพายข้างตัวเบาๆ 

“เอามาให้หนูก่อน เร็วเข้า!” หลินจิงซูร้องสั่งโดยเร็ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ สติสตางค์ของติงเสวี่ยเหม่ยได้กระเจิงไม่เหลือแล้ว ได้ยินลูกสาวขึ้นเสียงออกคำสั่งเช่นนี้ เธอจึงไม่ทันได้คิดอะไรมาก และรีบหยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้หลินจิงซูอย่างว่าง่าย

หลินจิงซูรับมาแล้วก็รีบนำไปฝังไว้ใต้กองอิฐแดงที่ถูกนำมาโยนทิ้งไว้ข้างทาง พร้อมโยนแผ่นไม้จำนวนหนึ่งกลบไว้อย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนให้มิดชิดยิ่งขึ้น

“ซูซู ลูกคิดจะทำอะไรน่ะ?”

ติงเสวี่ยเหม่ยเฝ้าดูการกระทำของลูกสาวด้วยความสับสนไม่เข้าใจ

หลินจิงซูร้องบอกต่อโดยไม่สนใจจะตอบคำถามก่อนหน้า

“ทันทีที่คุณย่ากับป้ารองมาถึง แม่ต้องบอกไปว่าถูกโจรปล้น ส่วนหนูก็แค่บังเอิญผ่านมาก็เลยรีบวิ่งมาช่วย!”

ติงเสวี่ยเหม่ยยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีกจนไม่สามารถปะติปะต่อเรื่องราวได้ถูก ระหว่างกำลังจะปริปากถามว่าทำไมคุณย่ากับป้ารองต้องมาที่นี่ด้วย ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ควรอยู่ที่บ้านเหรอ? แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงโวยวายดังลั่นขึ้น

“ซิ่วเหลียน ที่แกพูดมาเป็นความจริงเหรอ?! นังแพศยาเสวี่ยเหม่ย! แกกล้าดียังไงถึงได้สวมเขาให้ลูกชายชั้น!!”

“คุณแม่ ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แค่เคยได้ยินคนเขานินทากันว่าพี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยแอบเล่นชู้อยู่กับผู้ชายอื่น…”

*****

อ่านจบแล้วอย่าลืมกดติดตามกันด้วยนะครับบ><

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย พันธนาการร้อนซ่อนสายใย
8.2
หญิงสาวผู้ยอมสละสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งศักดิ์ศรีเพื่อช่วยเหลือน้องชายสุดที่รัก ต้องก้าวเข้าสู่พันธนาการของชายหนุ่มไร้หัวใจผู้ไม่เคยหยิบยื่นสิ่งใดให้ใครโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่คลุมเครือและเย็นชา เขากลับแสดงความหึงหวงออกมาจนทำให้เธอสับสนในหัวใจอย่างหนัก เมื่อความสม่ำเสมอไม่มีอยู่จริงและคำถามที่ค้างคาก็ไร้ซึ่งคำตอบ เธอจึงต้องเลือกว่าจะทนรอความชัดเจนจากปากของเขา หรือจะหันหลังเดินจากไปเพื่อยุติความทรมานในห้วงรักที่แสนวุ่นวายนี้ด้วยตัวเอง
หน้าปกนวนิยาย โซ่ผูกรัก
9.7
เมื่อความรักสี่ปีจบลงด้วยความร้าวราน ธีร์กลับสั่งให้คนรักไปทำแท้งอย่างเลือดเย็นเพียงเพราะเขาไม่ต้องการเด็กและไม่ต้องการเธออีกต่อไป แม้เธอจะพยายามอ้อนวอนให้เขาเห็นแก่สายเลือดในครรภ์เพียงใด เขากลับสะบัดรักอย่างไม่ใยดีพร้อมโยนเงินชดเชยใส่หน้าเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ เธอถึงขั้นก้มกราบแทบเท้าและยื่นคำขาดว่าจะยอมตายไปพร้อมกับลูกหากถูกบังคับ แต่เขากลับตอบกลับมาอย่างไร้หัวใจว่าชีวิตหรือความตายของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย บอกแล้วไงว่าจะไม่รัก
9.6
เมื่อความผิดปกติทางร่างกายกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวาย เมื่อเขาถูกคุกคามด้วยข้อเสนอที่เกินจะรับไหว แม้จะเผชิญกับอุปสรรคส่วนตัวแต่เขาก็ยืนกรานที่จะปฏิเสธความสัมพันธ์ที่น่าเหลือเชื่อนี้อย่างเต็มกำลัง เพราะการยอมรับข้อเสนอนั้นอาจนำมาซึ่งหายนะที่เขาหวาดกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้ เขาจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาศักดิ์ศรีและจุดยืนของตนเองเอาไว้ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นและชวนให้สับสนในความรู้สึกอย่างที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ซาตานตีตราแค้น
9.0
เมื่อ ‘เจ้าสาวตัวจริง’ คิดคดไม่รักษาสัญญาที่เคยให้กันไว้ ด้วยการส่ง ‘เจ้าสาวตัวปลอม’ มาเป็นตัวตายตัวแทน คนไม่โง่และไม่เคยยอมให้ใครลบคมง่ายๆ อย่าง ‘อัทธ์ อัฐเสนา’ จึงต้องดัดสันดานคนขี้โกงให้หลาบจำ ในเมื่อรังเกียจและเจ้าเล่ห์กันนักก็เอา ‘ความแค้น’ ไปแทน ‘หัวใจ’ แล้วกัน >>อัทธ์ อัฐเสนา<< ผู้ชายไทยวัย ๓๒ ชื่อไทยแท้ แต่สายเลือดของเขามีเลือดของแม่ชาวเวเนซุเอลาปนอยู่ครึ่งหนึ่ง เขาไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร เมื่อรู้ว่าลูกน้องของพ่อคิดคดโกงแล้วเชิดเงินหนีไปอย่างลอยนวล เขาจึงไล่ล่าและจับทำสัญญาชดใช้หนี้พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ย เพื่อแลกกับการไม่ลากเข้าคุก แต่ลูกสาวคนโกงกลับตอบแทนความใจดีของเขาด้วยการหลอกลวง >>มัดไหม<< เด็กสาววัย ๑๙ กำลังจะได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ผู้เป็นบิดากลับมาด่วนจากไป พร้อมกับทิ้งภาระอันแสนหนักอึ้งไว้ให้เด็กกำพร้าตัวเล็กๆ ต้องเผชิญ เมื่อหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ มัดไหมจำต้องใช้วิธี 'หลอกลวง' ผู้เป็นเจ้าหนี้และว่าที่เจ้าบ่าว ด้วยการส่งตัวพี่สาวคนสนิทไปทำหน้าที่แทน โดยไม่รู้เลยว่าผลของการกระทำครั้งนั้นจะทำให้ชีวิตของตัวเองตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม >>เสาวรส<< น้ำตาและเสียงสะอื้นอันบาดใจของ คนที่รักเหมือนน้องสาว ทำให้หล่อนต้องเสียสละตัวเองเพื่อตอบแทนบุญคุณของครอบครัวมัดไหม โดยการมารับบทบาทเจ้าสาวตัวปลอมของอัทธ์ แต่เขาไม่ได้เป็นปิศาจร้ายอย่างที่คิด เสน่ห์ของเขาสั่นคลอนหัวใจของหล่อน ยิ่งใกล้ก็ยิ่งหวั่นไหว แต่จะทำเช่นไร ในเมื่อรู้ตัวเองดีว่าไม่ใช่เจ้าสาวตัวจริงของเขา >>ธีระ<< เขาเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของอัทธ์ อัทธ์เป็นทั้งพี่ชายและผู้มีพระคุณ แต่เขากลับรักคนที่ไม่ควรรักซึ่งอยู่ใกล้เกินเอื้อม สาวน้อยยกมือขึ้นกอดอกและทอดสายตาขึ้นมองท้องฟ้าในคืนเดือนแรมอย่างหนาวเหน็บเช่นเดียวกับคืนที่ได้รู้ว่าเสาวรสกับอัทธ์กำลังจะแต่งงานกัน หล่อนพยายามปล่อยตัวปล่อยใจและสลัดทิ้งความเศร้าสร้อยออกไปจากหัวใจ ทว่ามันก็ไม่สำเร็จเลยแม้แต่เสี้ยววินาที หัวใจดวงน้อยวูบโหวง เจ็บในอกลึกๆ ขอบตาร้อนผ่าว และน้ำใสๆ ในนั้นก็กำลังจะกลั่นออกมา หากว่าไม่มีอ้อมแขนของใครคนหนึ่งสอดมาจากด้านหลังพร้อมๆ กับที่สัมผัสอุ่นๆ ที่กดลงบนซอกคอของหล่อน “อยู่นี่เองตามหาซะทั่วเลย” เสียงทุ้มคุ้นหูรำพึงขึ้นที่ข้างหูพร้อมด้วยสัมผัสหยอกเย้าคลอเคลียที่เริ่มจะหนักขึ้นๆ “ปล่อยค่ะคุณอัทธ์” “ไม่ปล่อย...ฉันคิดถึงเธอจะตายอยู่แล้ว รู้หรือเปล่ามัดไหม” “คุณไม่ควรทำแบบนี้นะคะ พรุ่งนี้คุณก็จะแต่งงานกับพี่รสแล้ว มัดไม่อยากให้พี่รสเสียใจ” “แล้วเธอล่ะ ไม่เสียใจสักนิดเลยเหรอที่ฉันกำลังจะแต่งงาน” “มัดยินดีต่างหากค่ะ คุณกับพี่รสเหมาะสมกันที่สุดแล้ว” มัดไหมพูดเสียงสั่นเครืออย่างหักห้ามความรู้สึกตัวเองไม่อยู่ ก่อนที่น้ำตาที่กลั้นเอาไว้จะไหลเป็นทางออกมาเป็นทาง “เธอเป็นอะไรหือ...” อัทธ์ถามด้วยเสียงงอนง้อ ห่วงหา ก่อนจะจับไหล่บางหมุนให้หล่อนหันมาเผชิญหน้า แม้จะมืดสลัวแต่เขาก็เห็นว่าหล่อนกำลังร้องไห้ นิ้วเรียวจึงเกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน “มัดเปล่าค่ะ” “เปล่าอะไร เห็นอยู่ว่าร้องไห้ขี้แย” เสียงทุ้มเอ่ยกระเซ้า นั่นยิ่งทำให้น้ำตาของมัดไหมไหลออกมามากกว่าเดิม หล่อนไม่อยากให้เขาอ่อนโยน ไม่อยากให้เขาทำตัวสนิทสนม เพราะแค่นี้หล่อนก็ตัดใจยากมากอยู่แล้ว “ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าทำแบบนี้กับมัด” “ฉันรู้ว่าเธอเสียใจ แต่จะเป็นไรไปมัดไหม ฉันก็แค่แต่งงานตามหน้าที่ ยังไงเธอก็ยังเป็นเมียฉันเหมือนเดิม” “มัดไม่ได้ต้องการอย่างนั้น” “แต่ฉันต้องการเธอมัดไหม ต้องการมาก...” น้ำเสียงนั้นฟังดูเว้าวอน ออดอ้อน เต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนที่เรียวปากหยักจะทาบทับลงมาปิดบนปากของหล่อน เขาบดจูบอย่างเร่าร้อน เรียกร้อง จนมัดไหมอดไม่ได้ที่จะจูบตอบเขา จุมพิตนั้นจึงเป็นจุมพิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์โหยหา อาลัยอาวรณ์ และปรารถนากันและกันอย่างสุดซึ้ง
หน้าปกนวนิยาย ข้ามเวลามาพบองครักษ์
8.1
เมื่อนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางจากโลกปัจจุบันต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ดึงดูดเธอให้ทะลุมิติย้อนเวลากลับไปสู่ยุคจีนโบราณอย่างปาฏิหาริย์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและไร้ซึ่งทักษะการเอาตัวรอดในด้านอื่น เธอจึงมีเพียงความรู้และความสามารถในการสร้างสรรค์เครื่องประทินโฉมเป็นอาวุธข้างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มาร่วมลุ้นไปกับเส้นทางชีวิตบทใหม่ที่เธอต้องใช้ศาสตร์แห่งความงามเพื่อพิสูจน์คุณค่าและเอาชนะอุปสรรคในดินแดนต่างยุคแห่งนี้
หน้าปกนวนิยาย ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว
7.8
ขณะที่หมอฐิรดลเดินตามภัทรวรินทร์ไปอย่างเงียบเชียบ เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้าไปสวมกอดเธอพร้อมเรียกขานว่าแม่ ความจริงที่ปรากฏทำให้เขารู้สึกผิดและเสียใจจนก้าวขาไม่ออก ทว่าท่ามกลางความสับสนนั้น เด็กชายภัทรวินทร์กลับหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมตะโกนทักทายคำว่าพ่อออกมาด้วยความดีใจ ฐิรดลมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ก่อนที่ลูกชายจะวิ่งตรงเข้ามาหาเขาในทันที ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนทรมาน