ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย บุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง 1

บุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง 1

อานนท์ ชายหนุ่มสู้ชีวิตจากบ้านเด็กกำพร้าที่ทำงานหนักจนเสียชีวิต ได้รับโอกาสเกิดใหม่ในร่างของ จางอี้หมิง เด็กน้อยวัย 5 ขวบในครอบครัวบัณฑิตจาง ทว่าโชคชะตาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อครอบครัวของเขาถูกบ้านหลักขับไล่ให้มาตกระกำลำบากในชนบท แม้จะได้มีพ่อแม่และย่าตามที่เคยใฝ่ฝัน แต่ความยากจนข้นแค้นกลับเป็นบททดสอบใหญ่ที่เขาต้องเผชิญ ชีวิตใหม่ครั้งนี้จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่หนักหนายิ่งกว่าชาติก่อน เพื่อรักษาความอบอุ่นของครอบครัวที่เขาเพิ่งได้รับมาให้คงอยู่ตลอดไป
ตอน
แชร์

ตอน 1

ภายในกระท่อมปลายนาหลังเล็กที่บัดนี้ถูกจับจองให้เป็นบ้านของตระกูลจาง เสียงสะอื้นของหญิงสาวดังออกมาจากตัวบ้านไม่ขาดสาย นางกำลังร้องไห้กอดบุตรชายไว้แนบอก ร่างกายของเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มีเพียงลมหายใจผะแผ่วเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่ให้คนเป็นแม่ได้อุ่นใจ

เจ้าตัวน้อยนอนหลับใหลไม่ได้สติมาร่วมเดือนแล้ว การเดินทางจากเมืองหลวงมาหลัวถงเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ต้องผ่านแนวภูเขามากมาย เด็กชายที่ไม่มีภูมิต้านทานมากพอจึงป่วยหนักเป็นไข้ป่า

“หมิงเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว เจ้านอนขี้เซาเกินไปแล้วนะ” นางร้องเรียก “รีบตื่นมาเถิด แม่ปวดใจยิ่งนัก”

“หมิงเอ๋อร์ลูกแม่...” นางซุกหน้าลงแนบแก้มบุตรชาย อ้อนวอนเหล่าเทพเซียนให้ช่วยเหลือ

เสียงหวานปนเศร้าที่ร้องไห้เบา ๆ ดังชัดขึ้นมาในโสตประสาท เขาได้ยินเสียงเธอร้องเรียกใครสักคนอย่างอาวรณ์ น้ำเสียงนั้นห่วงหาเสียจนชวนให้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น อยากลืมตาขึ้นมามองดูเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ยังฝืนลืมตาขึ้นมาไม่ได้

“น้องหญิง อย่าได้ร่ำไห้เช่นนี้ หมิงเอ๋อร์จะเสียใจเอานะ” เสียงทุ้มที่เอ่ยปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนชวนให้อยากรู้มากกว่าเดิม

เสียงนี้มันคืออะไร...ใครมาเปิดทีวีเสียงดังรบกวนการนอนของเขากันนะ

“ท่านพี่ ข้าปวดใจยิ่งนัก หมิงเอ๋อร์นอนไม่ได้สติมาเกือบเดือนแล้วนะเจ้าคะ ข้าสงสารลูก”

“พี่รู้ พี่ก็เจ็บปวดมิต่างอันใดกับเจ้า” เสียงทุ้มปลอบใจ “เราออกไปข้างนอกกันเถอะ ให้หมิงเอ๋อร์ได้พักผ่อน”

เสียงขยับเขยื้อนตัวและเสียงเสียดสีของเนื้อผ้า บวกกับฝีเท้าที่ค่อย ๆ เบาลง จนในที่สุดก็เงียบสงบ ทำให้รู้ว่าชายหญิงทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้แล้ว เขาขมวดคิ้วอีกครั้ง คิดเอะใจว่าละครสมัยนี้ทำเสียงต่าง ๆ ได้สมจริงขนาดนี้เชียวหรือ เปลือกตาที่หนังอึ้งพยายามเปิดขึ้นและครั้งนี้มันสำเร็จ เขาลืมตาได้แล้ว

ชายหนุ่มลองขยับตัวเล็กน้อย ทว่าเนื้อตัวกลับหนักอึ้งไปหมดราวกับว่าถูกลูกตุ้มเหล็กถ่วงแขนขาเอาไว้ ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน เขาจำได้ว่าตนเองนั่งหาข้อมูลนิยายอยู่ในห้องและกำลังจัดส่งไฟล์ข้อมูลนั้นให้กับผู้ว่าจ้าง แต่พอกดส่งปุ๊บ ภาพทั้งหมดก็มืดดับไป

ที่นี่ไม่ใช่ห้องเช่าของเขาแน่นอน ถึงแม้ว่าห้องที่เขาใช้อาศัยจะไม่ได้หรูหรา ใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้มีหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแบบนี้

แล้วที่นี่มันคือที่ไหนกัน...ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย แต่แล้วดวงตาทั้งสองก็ต้องเบิกกว้างเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้ามันแตกต่างจากห้องเช่าลิบลับ

พุธโธ ธัมโม สังโฆ

ฝาห้องที่ควรจะเป็นผนังปูนกลับกลายเป็นหญ้าที่นำมาสานกันเหมือนในซีรีส์ย้อนยุค แถมทั้งบ้านก็ดูเหมือนจะไม่มีห้อง มันเป็นโถงโล่ง ๆ ไม่มีอะไรเลย เขาพยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่กำลังเห็นอยู่นี้ไม่ใช่ความฝัน

“โอ้ย เจ็บโคตร”

เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บ เมื่อลองหยิกหลังมือตนเองดูเต็มแรง

“ไม่ได้ฝันแฮะ แต่ว่าเราอยู่ที่ไหนกันละเนี่ย”

ชายหนุ่มพูดกับตัวเองเบา ๆ แต่ในขณะนั้นเอง ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากใครเลยด้วยซ้ำ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า จางอี้หมิง ก็ค่อย ๆ ฉายขึ้นมาในหัวเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์สักเรื่อง แต่มันคงจะเป็นหนังที่ถูกกดเพิ่มความเร็วสักยี่สิบเท่า เพราะความทรงจำมากมายตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันพรั่งพรูเข้ามาจนสมองประมวลผลไม่ทัน เขาปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ รู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด จวนเจียนจะรับไม่ไหว

“อ๊า...ปวดหัว ปวด ปวด”

เขาส่งเสียงร้องดังก้อง พยายามหยุดความคิดของตัวเองและสลัดภาพพวกนั้นออกไป แต่ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนกลับไม่มีผลอะไรเลย ได้แต่ทนกล้ำกลืนฝืนรับความเจ็บปวดนั้นจนแทบจะลงไปนอนดิ้นบนฟูกนอนอีกครั้ง ภาพสุดท้ายที่ปรากฎขึ้นมาเป็นตอนที่ครอบครัวของจางอี้หมิงกำลังหนีจากการปล้นของกลุ่มโจร

“ม่ายยยยย”

เขาร้องออกมาเมื่อภาพในหัวแสดงให้เห็นโจรคนหนึ่งกำลังเงื้อมมือขึ้น เตรียมฟาดดาบลงมาบนตัวเขา แต่บิดาก็มาดึงตัวเขาออกและช่วยให้รอดอย่างหวุดหวิด ทั้งสองคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่สำนักคุ้มภัยซึ่งถูกจ้างมาคุ้มกันได้เข้ามาช่วยไว้ทัน ทำให้ครอบครัวของพวกเขาหนีจากกลุ่มโจรสำเร็จ

เพราะตกใจกลัวจนถึงขีดสุดและร่างกายที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากการหมดสติ แถมยังต้องมารับรู้เรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อเพิ่มอีก มันทำให้เขารู้สึกอ่อนล้าเกินกว่าจะรับไหว สุดท้ายทุกอย่างก็ดับวูบไปอีกครั้ง

เมื่อเสียงร้องของเด็กชายที่นอนไม่ได้สติมาเกือบเดือนดังออกมา จางอี้เทาและหลี่อ้ายผู้เป็นพ่อแม่ รีบเดินเข้ามาดูอย่างมีความหวัง แม้แต่ท่านย่าอย่างหูไป๋หงยังเดินตามมาด้วย

“ท่านพี่ ข้าได้ยินเสียงหมิงเอ๋อร์ แต่เหตุใดเขาถึงหลับไปอีกแล้ว”

“น้องหญิง พี่ก็ได้ยินเสียงลูกร้องเช่นกัน เจ้าไม่ได้หูฝาดไปคนเดียวแน่”

“แม่ก็ได้ยินเหมือนกัน” หูไป๋หงกล่าวสมทบ นางหันไปมองลูกชายและพูดต่อ “อี้เทา เจ้าไปตามท่านหมอผิงมาดู หมิงเอ๋อร์ที”

“ขอรับท่านแม่ รอข้าสักครู่” จางอี้เทาเอ่ยรับคำ เขาเตรียมตัวผละจากไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงเมื่อภรรยาเอ่ยเรียกไว้

“ท่านพี่ ท่านยังไม่ค่อยหายดี ท่านอยู่ที่นี่เถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปตามท่านหมอผิงเอง” หลี่อ้ายเอ่ยคัดค้านสามีและรีบเดินออกไปทันที

เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ หมอเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านหลัวถงก็ถือล่วมยาเดินเข้ามาในบ้าน หมอผิงตรวจชีพจรเป็นอย่างแรกก่อนจะตรวจร่างกาย เมื่อดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว สีหน้าก็คลายกังวล

“อี้เทา เจ้าสบายใจได้” ท่านหมอแย้มรอยยิ้ม “อาหมิงไม่เป็นอันใดแล้ว พักผ่อนอีกสักหน่อยคงฟื้นขึ้นมา ต้มยาให้กินสักสองสามเทียบก็วิ่งปร๋อได้แล้ว”

“จริงหรือเจ้าคะท่านหมอ ท่านไม่ได้โกหกข้านะเจ้าคะ” หลี่อ้ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดีใจ นางยิ้มกว้าง น้ำตาแห่งความยินดีคลอเต็มดวงตาสวย

“ข้าเป็นหมอมากี่สิบปี ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไมเล่า สะใภ้จาง”

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ข้าดีใจยิ่งนัก” หลี่อ้ายเอ่ยและผงกศีรษะขึ้นลงด้วยความขอบคุณ

“น้องหญิง เจ้าสบายใจได้แล้วนะ ท่านหมอผิงยืนยันแล้ว พี่ว่าพวกเราออกไปรอข้างนอกให้หมิงเอ๋อร์ได้พักผ่อนก่อนเถอะ”

จางอี้เทาปลอบประโลมใจภรรยาด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก เขากลัวว่าจะไปรบกวนการพักผ่อนของบุตรชายเข้า

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หูไป๋หงจึงจ่ายค่ารักษาให้กับท่านหมอผิง นางกล่าวขอบคุณอีกเล็กน้อย เมื่อท่านหมอเดินจากไป หญิงชราจึงก้มมองถุงที่ว่างเปล่าในมือ เงินก้อนนั้นคือเงินก้อนสุดท้ายของตระกูลจาง การเดินทางไกลและวิกฤตรอบด้านทำให้เงินที่มีร่อยหรอลงไปทุกทีจนในที่สุดก็ไม่มีเหลือ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่สนใจ

ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของหลานชายอีกแล้ว

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาปลูกผักพร้อมของวิเศษ
8.6
จากชีวิตที่แสนสุขสบาย หญิงสาวกลับต้องเผชิญโชคชะตาเล่นตลกเมื่อประสบอุบัติเหตุจนหลุดมาอยู่ในยุคโบราณ ทว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อเธอต้องมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวน้อยท่ามกลางครอบครัวที่ยากลำบาก ทั้งมารดาที่ล้มป่วยและบิดาที่พิการไร้ความสามารถในการทำงาน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการออกไปหาอาหารเพื่อประทังชีวิตทุกคนให้รอดพ้นจากความอดอยากในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายนี้
หน้าปกนวนิยาย การเรียกคืนที่ร้ายแรง
9.1
ความตายกะทันหันไม่ได้เป็นจุดจบของสุดยอดมือสังหาร ทว่ากลับเป็นจุดเริ่มต้นใหม่เมื่อดวงวิญญาณถูกดึงข้ามมิติมายังอีกโลกหนึ่ง จอมเวทผู้โฉดชั่วหวังใช้ร่างเด็กน้อยที่เขาสิงสู่อยู่เป็นเครื่องมือทดลองสุดอันตราย แต่ผู้ที่ถูกเรียกมาไม่ใช่เหยื่อที่ยอมจำนน ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ลอบสังหารที่หล่อหลอมมาทั้งชีวิต เขาจึงซ้อนแผนปลิดชีพจอมเวทผู้นั้นอย่างเลือดเย็น เมื่ออุปสรรคแรกถูกกวาดล้าง อดีตนักฆ่าจึงตัดสินใจครอบครองทั้งสถานที่และขุมกำลังของศัตรู เพื่อใช้เป็นรากฐานในการสร้างอาณาจักรแห่งความมืดของตนเองในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบและการนองเลือดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
หน้าปกนวนิยาย ข้ามภพเป็นเมียตัวร้าย
9.5
แพทย์ทหารหญิงยุคปัจจุบันตื่นมาในร่างภรรยาตัวร้ายในนิยาย ชะตากรรมเดิมของนางคือความตาย ส่วนสามีจะกลายเป็นจอมอำมหิตที่สังหารแม้กระทั่งพระนางเพื่อแก้แค้นให้ลูก เพื่อหนีจากจุดจบอันเลวร้าย นางจึงต่อรองกับสามีผู้เหี้ยมโหดว่าจะรักษาขาที่พิการของเขาให้หายขาด เพื่อแลกกับหนังสือหย่าและอิสรภาพ ภารกิจเอาชีวิตรอดจึงเริ่มขึ้น นางต้องรับหน้าที่ดูแลลูกชายฝาแฝดทั้งสี่คนให้เติบโตอย่างปลอดภัย พร้อมกับเยียวยาสามีสุดอันตราย ความพยายามนี้มีไว้เพื่อเปลี่ยนเนื้อเรื่องเดิมและดึงตนเองให้พ้นจากความตาย
หน้าปกนวนิยาย นักล่าคู่กับหมอมหัศจรรย์
8.1
ฟางจินซิ่วหมอสาวที่มีมิติวิเศษติดตัวต้องข้ามภพมาเป็นชาวนาในหมู่บ้านที่แห้งแล้งและถูกขายไป แต่ครอบครัวใหม่กลับดูแลเธออย่างดี เธอจึงตัดสินใจใช้สระน้ำศักดิ์สิทธิ์และทักษะการแพทย์รักษาแม่สามีพร้อมแก้ปัญหาความอดอยากด้วยการปลูกผักและล่าสัตว์จนชีวิตรุ่งเรือง แม้จะมีญาติขี้อิจฉาคอยระราน แต่เธอก็มีสามีพรานป่าผู้แข็งแกร่งและซื่อสัตย์คอยปกป้องเคียงข้าง โดยเขายอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อรักษาความรักครั้งนี้ไว้ตลอดกาลในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยอันตราย
หน้าปกนวนิยาย จุมพิตทะเลทราย
8.7
ปริญ นักศึกษาโบราณคดีชาวไทยต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่กลางทะเลทราย เมื่อเขาถูกลักพาตัวไปเป็นตัวประกันโดย มูซา หัวหน้ากองโจรผู้ทรงอิทธิพลที่ทางการต่างหวังจะจับกุม แม้การจับตัวปริญจะเป็นความผิดพลาดและไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงในแผนการทางการเมือง แต่ทั้งคู่กลับต้องใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางความขัดแย้งและกำแพงในใจที่ขวางกั้น ความใกล้ชิดกลับค่อยๆ ทลายความห่างเหิน พร้อมกับความลับบางอย่างที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในใจของเขาทั้งสองคน
หน้าปกนวนิยาย พายุรักแห่งเม็ดทราย
7.5
เจ้าชายจอมเจ้าชู้ต้องมาตกหลุมรักหญิงสาวชาวไทยอย่างหมดหัวใจ ทว่าการครอบครองเธอช่างยากลำบาก เมื่อเธอสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาขวางกั้นเพราะปักใจเชื่อว่าเขาคือบุรุษมักง่ายที่พรากพรหมจรรย์ไปตอนเธอไร้ทางสู้ ความเข้าใจผิดนี้ก่อรอยร้าวที่ยากจะประสาน แม้เขาจะมอบความรักเพื่อหวังเยียวยา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความหมางเมิน จนความอดทนของชายหนุ่มขาดสะบั้น เขาจึงตัดพ้ออย่างเจ็บปวดว่า คนที่เลือดเย็นที่สุดไม่ใช่เขา แต่คือเธอผู้ปิดกั้นและปฏิเสธความรักทั้งหมดอย่างไร้เยื่อใยต่างหาก