ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย แวมไพร์พี่เลี้ยงเด็ก

แวมไพร์พี่เลี้ยงเด็ก

ฉู่หลิง แวมไพร์จากอนาคตถูกส่งตัวย้อนอดีตสู่แคว้นต้าหยวนหลังการทดลองเปลี่ยนแวมไพร์ให้เป็นมนุษย์ นางต้องสูญเสียพลังและเผชิญความหิวโหยท่ามกลางกลุ่มเด็กกำพร้าในหอนางโลมร้าง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอดทนเป็นมนุษย์นานถึง 3 ปีเพื่อรอพลังกลับคืนมา แผนการสร้างกองทัพแวมไพร์จึงเริ่มจากการเลี้ยงดูเด็กเหล่านี้ แต่ชีวิตกลับพลิกผันเมื่อนางต้องขายซาลาเปาประทังชีวิตและรับมือกับโจวเฉิง ผู้นำหน่วยตรวจการผู้กุมอำนาจลับที่เข้ามาแทรกแซง ท่ามกลางอุปสรรคที่ถาโถม นางจะปกป้องแหล่งอาหารและทวงคืนความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จหรือไม่
ตอน
แชร์

ตอน 2

อีกด้านสองสหายต้นเรื่องก็ร้อนใจอยู่ไม่น้อย ชายขาเป๋ลุกขึ้นมายืนเคียงข้างกับสหายแขนเดียวของตน พลางส่งสายตามองกันไปมาคล้ายว่ากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“เอาล่ะ ครั้งนี้ถือว่าเป็นคราวซวยของพวกเราสองคนก็แล้วกัน เนื้อจะเข้าปากเสืออยู่แล้วเชียว!! พวกเจ้ารีบไสหัวไปให้พ้นหน้าพวกเราเดี๋ยวนี้เลย” ชายแขนเดียวมองไปยังร่างงามด้วยความเสียดาย แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว ให้ต่อสู้กันจริงๆ พวกเขาสองคนอาจจะสู้ไม่ไหว และหากเรื่องไปถึงเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อใดพวกตนจะเดือดร้อนกว่าเก่า เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยง

“ปากเสือ เหอะ!! ปากหมาสิไม่ว่า ดูตัวเองด้วยจ้า สภาพ!!” ฉู่หลิงสวนกลับอย่างอดไม่ได้ นางเคยแต่ข่มขู่ดูแคลนผู้อื่น ถูกเอาเปรียบอย่างไร้ทางสู้เช่นนี้รู้สึกอับอายจนอยากกลับโลงศพจะแย่แล้ว

หลิ่วจีเด็กหญิงวัย 8 ขวบถึงกับต้องกระตุกข้อมือพี่สาวแปลกหน้าเอาไว้เป็นการห้ามปราม อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่สองคนเชียวนะ แล้วเจ้าหน้าที่ทางการน่ะ จะมาช่วยพวกเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

“ใครกันแน่ที่ต้องไปให้พ้น เจ้าสองคนจะลองดูไหมเล่าว่าพวกเราจะหาคนมาขับไล่พวกเจ้าออกจากป่านี้ไปได้หรือไม่” เจียวจูไม่ยอมแพ้ หากสองคนนี้ยังอยู่ต่อไปพวกนางคงจะมาหาเก็บของป่าไปกินได้ลำบากเป็นแน่

สองสหายผงะถอยหลังเสียอาการไปเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางไม่กลัวเกรงของเด็กหญิงตัวจ้อย และเริ่มรู้สึกว่านางคงจะมั่นใจไม่น้อยว่าจะจัดการกับพวกตนเองได้ 

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” พวกเขามองไปยังฉู่หลิงอีกครั้งด้วยความเสียดาย สะบัดใบหน้าโสมมเดินหลบเลี่ยงกลุ่มเด็กๆ ไปอีกทาง ตั้งใจว่าจะออกจากป่าแห่งนี้ไปให้เร็วที่สุดตนเป็นเพียงคนร่อนเร่ มีหรือจะกล้ายุ่งวุ่นวายกับเด็กจากหอหงไถที่มีเบื้องหลังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ

“ถุย!! ฝากแล้วมาเอาคืนด้วยเล่า!” ฉู่หลิงพ่นน้ำลายตามหลังคนโฉดชั่วทั้งสอง

“พี่สาว” หลิ่วจีกระตุกแขนรั้งตัวนางเอาไว้อีกครั้ง น้ำตาที่คลอเต็มสองเบ้าตาใกล้จะหยดลงมารอมร่อ

เสียงร้องขอเบาหวิวราวกับลูกแมวหมดแรง ทำให้ฉู่หลิงเลิกใช้สายตาอาฆาตแค้นมองไปที่มนุษย์สองคนนั้นแล้วหันมามองเด็กๆ ที่ยืนอยู่รอบตัวแทน

“เจ้าใช้การได้เลยทีเดียว หากพบเจอกันเร็วกว่านี้ข้าจะให้เจ้าเป็นสมุนมือหนึ่งของข้า” หญิงสาวตบไหล่เจียวจูเบาๆ สองครั้ง เด็กมนุษย์ผู้นี้กล้าหาญ เสียดายเหลือเกินที่ตนกัดใครไม่ได้ในเวลานี้

“เอาล่ะ หากผู้พิทักษ์ตามมาก็บอกเขาได้เลยว่าข้าจะไปลงโลงแล้ว ถือว่าพวกเจ้ามีบุญคุณข้าจะเตือนสักหน่อย พวกเจ้ารีบกลับเข้าเขตไปเสียหากมีแวมไพร์ได้กลิ่นพวกเจ้าแล้วจะลำบาก”

หญิงสาวกล่าวจบก็เดินอาดๆ แหวกเถาวัลย์ปากอุโมงค์เตรียมจะกลับไปนอนในโลงตามเดิม

“เดี๋ยวนะ!! ข้าควรจะอยู่ในสถาบันวิจัยภายในเขตปลอดแวมไพร์ไม่ใช่หรือ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน"

หญิงสาวหันกลับมาหากลุ่มเด็กมอมแมมทั้งสิบคนอีกครั้ง เพิ่งจะสังเกตว่าเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งกายของคนชั่วสองคนเมื่อครู่กับเด็กเหล่านี้ก็แปลกประหลาดเหมือนกัน สถานที่ที่นางยืนอยู่นี่ก็แปลก ตกลงเรื่องราวมันยังไงกันแน่

“ทางเข้าเขตอยู่ตรงไหน หรือหอสังเกตการณ์หงไถอยู่ตรงไหน ข้าออกมาอยู่ในป่านี้ได้อย่างไรกัน พวกเจ้ารีบพาข้ากลับไปที่หอหงไถก่อน ข้าถูกฉีดยาแล้วพวกเจ้าไม่ต้องกลัว” หญิงสาวเดินกลับมาถามเจียวจูเด็กหญิงที่ตัวสูงที่สุดในกลุ่มและดูเหมือนจะเป็นผู้นำของเด็กๆ เพิกเฉยกับเรื่องเสื้อผ้าและทรงผมแปลกๆ ของเด็กมนุษย์กลุ่มนี้ไปชั่วคราว

“เอ๋! ข้าเปิดฝาโลงออกมาเองไม่ใช่หรือ โลงก็อยู่ในห้องหินแห่งนั้น ช่วงเวลาไม่เกิน 5 นาทีเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครแบกโลงข้าออกมาไกลถึงนอกเขตนี่” นางมั่นใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทันสมัยและสะอาดหมดจดอย่างแน่นอน

โลกภายนอกแม้จะเหลือเพียงตึกสูงระฟ้าที่ถูกทิ้งร้างตั้งตระหง่านอยู่ทั่วเมือง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีพื้นที่ป่าหรือสวนสาธารณะ ต่างกับภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสังเคราะห์ทั้งหมด ดินที่เข้าปากนางไปขณะที่ดิ้นรนต่อสู้กับไอ้ตัวเหม็นสองคนนั้น บ่งบอกได้ชัดว่าเป็นดินจริงจากโลกภายนอก ไม่ใช่ดินสังเคราะห์ลอกเลียนแบบแต่อย่างใด

หญิงสาวชักเท้ากลับไปทางปากอุโมงค์อีกครั้ง เตรียมจะไปดูโลงศพของตนให้เห็นกับตา

“ที่แท้นางก็เป็นหญิงเสียสติ” เจียวจ้านทำสัญญาณให้สหายทุกคนล้อมวงเข้าหากัน กระซิบกระซาบกันเบาๆ

“ข้าคิดว่านางเป็นคนหลงทางมาเสียอีก จะได้ชวนนางไปอยู่กับพวกเรา เสียดายจัง” หลิ่วจีเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวคนงามแล้วส่งเสียงแมวป่วยออกมาอีกครั้งด้วยความอาลัย นางปรารถนาให้มีสตรีสักคนเข้ามาอยู่ในหอหงไถ จะได้มาช่วยดูแลพวกตนเหมือนกลุ่มพี่สาวที่เคยอยู่ที่นั่น

“นี่!! ข้าได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันนะ ข้าไม่ได้บ้า” ฉู่หลิงหันมาตวาดลั่น

กลุ่มเด็กสิบคนรีบกลับมายืนตรงด้วยท่าทางปกติ พยักหน้าหงึกหงักโดยพร้อมเพรียงกัน คนเขาบอกว่าตัวเองไม่บ้านั่นล่ะคือบ้า!!

“ตกลงหอสังเกตการณ์หงไถที่พวกเจ้าอยู่นั่นอยู่ที่ไหนกัน พาข้าไปได้หรือไม่”

“ได้เจ้าค่ะ” หลิ่วจีรีบตอบกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นสดใสขึ้นทันใด

“รอข้าเดี๋ยว เดี๋ยวข้ากลับไปดูโลงข้าสักหน่อย” ฉู่หลิงขอตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง ว่านางได้ก้าวออกมาจากโลงศพของตนเองจริงหรือไม่ 

“พี่สาวช้าก่อน ข้างในนั้นมันมืด เดี๋ยวพวกเราจุดคบไฟให้ท่านถือติดมือไปด้วย” เจียวจ้านรีบตะโกนบอก ภายในใจก็เต้นกระหน่ำรุนแรง อย่าบอกนะว่าพี่สาวผู้นี้พักอาศัยอยู่ในโลงศพ!!

แวมไพร์สาวหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลง หากเป็นตอนที่ตนเองยังมีพลังอันแข็งแกร่งในฐานะแวมไพร์ นางสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างในความมืดได้อย่างชัดเจน แต่เวลานี้ไม่ใช่แล้ว หากอยากจะตรวจสอบให้ละเอียดสักหน่อย มีไฟไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย

“ทำอะไรกันน่ะ ไม่มีใครพกไฟแช็กมาสักคนเลยหรือไง” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นเด็กชายตัวผอมกร่อง ใช้หินสองก้อนตีกันอยู่หลายที แต่ก็ยังไม่สามารถจุดไฟลงบนหญ้าแห้งให้ลุกติดขึ้นมาได้

“นี่เรียกว่าหินเหล็กไฟ เอามันมากระทบกันก็จะเกิดประกายไฟ ท่านรออีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้นขอรับ” เด็กชายอธิบายตอบกลับด้วยความสุภาพ

กว่าฉู่หลิงจะได้คบไฟที่เด็กๆ ฉีกชายเสื้อผ้าบนร่างกายมาพันเข้ากับปลายไม้แล้วจุดมันจากกองหญ้าแห้งที่เพิ่งก่อติด ก็กินเวลาไปอีกพักใหญ่ นางรับคบไฟแล้วกำชับให้เด็กๆ เข้าไปรอนางอยู่ที่ปากอุโมงค์

“พวกเจ้าเดินหลบเข้ามาซ่อนตัวด้านในก่อน ที่นี่ยังไม่ปลอดภัยเวลานี้ข้าเองก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ด้วยนะ” 

เด็กชายหญิงสิบคนซึ้งใจจนน้ำตาแทบจะร่วง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีผู้ใดเคยคิดห่วงพวกเขาเช่นนี้ ทุกคนจึงเดิมตามฉู่หลิงไปอย่างว่าง่าย น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

หญิงสาวใช้มือผลักบานประตูหินทางเข้าถ้ำลับไปพร้อมกับคบไฟในมือ ทันทีที่นางเข้ามาประตูหินก็ปิดกลับไปดังเดิม

ฉู่หลิงเลื่อนคบไฟไปสำรวจที่ฝาโลงเป็นอันดับแรก นางนอนเหงาๆ อยู่ในโลงก็เลยใช้เล็บตะกายฝาโลงศพซึ่งทำจากไม้ ตั้งใจจะส่งเสียงกวนประสาทหมอและผู้ดูแลจากสถาบันวิจัยให้รำคาญเล่น แต่นางลืมไปว่าตนเองไม่ได้มีเล็บแหลมคมยาวเฟื้อยอีกต่อไป นิ้วมืออ่อนนุ่มของตนจึงถูกเสี้ยนไม้ฝาโลงแทงสวนเข้าไปจนเลือดไหล

“ใช่แล้ว ข้าก็อยู่ในโลงนี้มาตั้งแต่ต้น ยังมีรอยเลือดติดเศษไม้แตกที่ฝาโลงด้านในอยู่เลย” หญิงสาวรำพันออกมา ใช้นิ้วลูบคลำร่องรอยเลือดจางๆ ที่หลงเหลืออยู่

“เอ๋..” หญิงสาวสะดุดตาเข้ากับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนฝาโลง ซึ่งก่อนหน้านี้นางนอนจ้องอยู่นานก็ไม่เห็น

รูปทรงอักขระเวทที่แวมไพร์ทุกคนสามารถอ่านได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความชุดหนึ่งที่อ่านได้ใจความว่า โลงศพนี้เป็นโลงศพเก่าแก่ที่ตกทอดต่อกันมาจากแวมไพร์สายเลือดแท้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

เจ้าของโลงศพรุ่นหลังในยุคก่อนที่มนุษย์จะสร้างเขตปลอดแวมไพร์ขึ้นมา ได้สร้างอักขระเวทไว้ที่ฝาโลงใบนี้เพื่อเตรียมการไว้ภายหน้า หากในอนาคตแวมไพร์ถูกกำจัดและจวนเจียนจะสูญพันธุ์ ก็ให้ใช้เลือดของแวมไพร์สาวพรหมจารีหยดลงที่ฝาโลง อักขระเวทจะส่งโลงพร้อมกับคนในโลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง เพื่อก่อกำเนิดสายพันธุ์แวมไพร์สืบต่อไปไม่ให้สูญหายไปจากโลก

“อื้อฮือ ถึงกับสร้างโลงศพเทเลพอร์ต” ฉู่หลิงอึ้งงันตาค้างกับความสามารถอันล้ำลึกของแวมไพร์รุ่นพี่

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย สองพี่น้องหลังเขาวั้งซานกู่
9.5
ลู่ฉางกัง ทายาทผู้มั่งคั่งที่เคยใช้ชีวิตอย่างเย่อหยิ่งจนสูญเสียสิ่งสำคัญ ได้รับโอกาสครั้งที่สองเมื่อกล่องไม้โบราณนำพาเขาย้อนสู่อดีตในร่างเด็กชายวัยสิบขวบ ณ มิติคู่ขนานแห่งนี้ เขาได้พบกับบุคคลในความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน การเดินทางเพื่อแก้ไขความผิดพลาดและปกป้องครอบครัวจึงเริ่มต้นขึ้น แม้เนื้อแท้เขาจะไม่ใช่คนดีเพียบพร้อมและเต็มไปด้วยกิเลส แต่บททดสอบแห่งการเอาตัวรอดจะค่อยๆ ขัดเกลาคุณชายเจ้าอารมณ์ให้รู้จักความหมายของชีวิตและการนำพาคนรักไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย หนีอดตายแต่ได้ระบบสุดเทพ!
7.5
เมื่อโชคชะตาบีบบังคับให้เผชิญกับความหิวโหยในโลกที่ทรัพยากรขาดแคลน การมีชีวิตรอดแต่ละวันช่างยากลำบาก ร่างกายผ่ายผอมกำลังนำพาเขาไปสู่ความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในวินาทีที่สติกำลังดับวูบเพราะความอดอยาก เสียงปริศนาก็ดังขึ้นพร้อมการตื่นขึ้นของระบบสุดยอดที่ไม่มีใครเทียบ ระบบนี้ไม่เพียงมอบหนทางรอด แต่ยังมาพร้อมพลังอำนาจที่พลิกผันโชคชะตา จากคนที่ต้องคุ้ยหาเศษอาหาร เขาต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมระบบเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่และเอาชนะอุปสรรค การเดินทางหนีตายจึงเปลี่ยนเป็นการผจญภัยสุดระทึก
หน้าปกนวนิยาย นางร้ายของท่านเสนาบดี
9.4
ซูหนี่คือนักแสดงเจ้าบทบาทที่ประสบอุบัติเหตุจากการถูกแฟนละครไล่ล่าจนเสียชีวิต ทว่าวิญญาณกลับหลุดเข้าไปอยู่ในร่างของนางร้ายในบทละครที่เธอเพิ่งรับเล่น ซึ่งเป็นสตรีที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมวางยาจนได้แต่งงานกับบัณฑิตหนุ่มจ้าวหนิงหลง แต่สิ่งที่ต่างจากเดิมคือในโลกนี้เธอมีลูกน้อยวัยสามขวบถึงสองคนติดสอยห้อยตามมาด้วย ซูหนี่จึงต้องหาทางดิ้นรนแก้ไขชะตากรรมเพื่อหนีจากความตายตามบทละครที่กำหนดไว้ให้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นนี้
หน้าปกนวนิยาย มนต์เสน่หาซาตานเถื่อน
7.9
เมื่อพี่ชายของมนตราคือต้นเหตุที่ทำให้คนรักของโดมต้องจบชีวิตอย่างน่าสลด เขาจึงกลับมาเพื่อชำระแค้นและมอบบทลงโทษที่แสนเร่าร้อนให้เธอเป็นการตอบแทน ทว่าเธอกลับไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา แต่เป็นแม่มดผู้มีมนตรามหาเสน่ห์ที่ร่ายเวทให้เขาตกหลุมพรางแห่งความปรารถนาจนยากจะถอนตัว แม้จะพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกและยึดมั่นในความเกลียดชังเพียงใด แต่หัวใจของซาตานร้ายกลับพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์อันเย้ายวนจนไม่อาจต้านทานรักครั้งนี้ได้อีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร
9.0
โชคชะตาเล่นตลกส่งชายหนุ่มจากโลกปัจจุบันย้อนเวลากลับไปสู่ร่างของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ทว่าท่ามกลางสถานการณ์บีบคั้นที่ยากจะหลีกเลี่ยง เขาจึงจำเป็นต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงด้วยการปลอมตัวเข้าไปเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลหลิน ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่เคยห้ำหั่นกับจอมมารมาอย่างยาวนาน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะที่คาดไม่ถึงท่ามกลางเหล่าศัตรูจึงอุบัติขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งที่ต้องเผชิญในโลกแฟนตาซีแห่งนี้
หน้าปกนวนิยาย The End of Love สิ้นสุดทางรัก
9.3
ฉางอี้หง หญิงสาวผู้มีโฉมงามและกลิ่นกายหอมประหลาด มีร่างกายพิเศษที่สามารถสมานบาดแผลให้หายสนิทได้โดยไร้ร่องรอย เธอตกหลุมรัก ต้วนชางหลาง คู่หมั้นหนุ่มตั้งแต่แรกเห็นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ท่ามกลางความคลั่งรักที่โหมกระหน่ำ ชายหนุ่มเฝ้ารอคอยวันนี้มาแสนนานเพื่อที่จะได้ครอบครองและมอบสัมผัสรักอันเร่าร้อนให้แก่เธอเพียงผู้เดียว ทว่าภายใต้พรสวรรค์อันเหนือธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่ดูดดื่มนี้ ชะตากรรมที่รอคอยหญิงสาวผู้แสนพิเศษคนนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป