
เชลยรักพิทัก์บัลลังก์
ตอน 2
ในรัชศกอวิ๋นไท่เปียวปีที่สิบสอง แคว้นต้าอวี่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพง ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง เชื้อพระวงศ์แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ฮ่องเต้ลุ่มหลงมัวเมาสุรานารี ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยโจรร้ายออกปล้นทรัพย์ หัวเมืองเหนือถูกฮ่องเต้เซียนเป่ยที่นำทัพด้วยตนเองตีจนแตกพ่าย กองทัพอันยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวประชิดเมืองหลวง ฮวิ๋นลี่เปียวฮ่องเต้ของต้าอวี่ ตกพระทัยจนตาเหลือกค้างคาอกของสนมนางใน หลังตั้งสติขึ้นได้ก็รีบเรียกตัวเหล่าองค์ชายและขุนนางเข้าหารือที่ห้องทรงพระอักษรกลางดึก ถกเถียงกันไปจนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า ต้าอวี่ต้องขอสงบศึก ยกดินแดนทางเหนือให้เซียนเป่ย พร้อมทั้งจะส่งเครื่องราชบรรณาการ และส่งองค์ชายอวิ๋นหรงหยาง ผู้เป็นหลานชาย ไปเป็นตัวประกันที่เซียนเป่ย ศึกครั้งนั้นจึงนับว่าจบลงอย่างเฉียดฉิว
หลังจากวันที่ต้าอวี่ส่งองค์ชายอวิ๋นหรงหยางมาที่เซียนเป่ยก็นับว่าผ่านมาสามปีแล้ว สามปีที่คนเหล่านั้น แลกความสุขสบายของตนเอง ด้วยชีวิตขององค์ชายในอดีตฮ่องเต้อย่างเขาอวิ๋นหรงหยาง
ชายหนุ่มนอนกระสับกระส่ายอยู่บนตั่ง ในห้วงความฝันหมุนเปลี่ยนเหมือนดังโคมม้าวิ่ง ภาพสุดท้ายที่เสด็จแม่มากอดเขาร่ำไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด พระนางขอติดตามเขามายังเซียนเป่ยด้วย แต่มีหรือที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นจะยินยอม ก็ที่เขายังมีชีวิตอยู่มิใช่เพราะโจรชั่วหลงรักพี่สะใภ้ตนเอง จนต้องกักขังนางเขาไว้ในตำหนักในหรอกหรือ และองค์ชายที่สมควรตายเช่นเขาอยู่รอดปลอดภัย ล้วนใช้เลือดเนื้อของเสด็จแม่เข้าแลก ความแค้นที่ยิ่งใหญ่นี้ผลักดันให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป อยู่เพื่อวันหนึ่งมือคู่นี้จะได้สังหารโจรชั่วผู้นั้นด้วยตนเอง
ดวงตาคมค่อย ๆ ฝืนปรือตาขึ้น ทว่าเปลือกตาอันหนักอึ้งก็ทำให้เขาหลับตาลงไปอีกครั้ง
“ฟื้นแล้วหรือ ฟื้นแล้วก็ลุกมาดื่มยาเสียหน่อย ไม่เช่นนั้นเจ้าไม่คิดว่าจะผิดต่อความเมตตาที่ข้าช่วยเอาไว้หรอกหรือ” อวิ๋นหรงหยางลืมตาตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงอ่อนหวานทว่าติดจะห้วนไปสักหน่อยปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นั่นสินะ เขาถึงกับลืมเลือนไปเสียได้ บัดนี้แผงอกเขาสัมผัสได้ถึงที่นอนอันนุ่มสบาย มิใช่ผ้ายัดฟางที่เคยนอนเหมือนเช่นเดิม ก่อนหน้านั้นเขาถึงกลับกล้าปล่อยให้ตนเองหมดสติไปจริง ๆ เสียได้ การเผอเรอเช่นนี้ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตาย
“อึก! กระหม่อมขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงยื่นมือเข้าช่วย กระหม่อมจะลุกเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ ทำผ้าปูเตียงตำหนักพระองค์เปรอะเปื้อนแล้ว”
“อย่าได้ใส่ใจ องค์ชายอวิ๋นไม่ต้องรีบร้อนค่อย ๆ ลุก ท่านยังบาดเจ็บไม่จำเป็นต้องฝืนตนเอง และอย่าได้ถือสากับคำพูดของโฮ่วทู่เลย น้องสาวข้าผู้นี้พูดจาเช่นนี้เอง ทว่าความจริงจิตใจนางดียิ่ง” อวิ๋นหรงหยางถูกประคองขึ้น นางกำนันส่งถ้วยยาให้ เขารับมาถือเอาไว้ กลิ่นฉุนโชยเข้าจมูก เขาจ้องมองน้ำสีดำด้วยดวงตานิ่งเฉย
สองพี่น้องฝาแฝดจ้องมองคนบนตั่ง สายตาของทั้งคู่ถึงแม้จะไม่ได้แสดงท่าทีใดออกไป แต่กระนั้นก็อวิ๋นหรงหยางก็รับรู้ว่า กำลังถูกหยั่งเชิง เขารีบยกชามยาขึ้นดื่มทีเดียวจนหมดถ้วย จากนั้นก็วางเอาไว้ในถาดให้นางกำนัลเอาออกไป องค์หญิงลูน่าโฮ่วทู่ส่งน้ำตาลก้อนไปตรงหน้า อวิ๋นหรงหยางชะงักนิ่งก่อนจะเชยตาขึ้นมองพลางส่งยิ้มออกไป
“ขอบพระทัยองหญิงลูน่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ชอบรสหวาน”
“มีคนไม่ชอบรสหวานด้วยหรือ ข้าว่าเจ้าน่าจะชอบนะ ถึงจะหวานเพียงนิด ถึงจะช่วยลดความขมทั้งชีวิตของเจ้าไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ได้ลิ้มรสเลยมิใช่หรือ รสชาติหวานน่ะต้องค่อย ๆ กินถึงจะสุขใจ” ก้อนน้ำตาลขนาดเล็กถูกยัดมือของอีกฝ่าย
“จะกินหรือไม่ อยู่ที่องค์ชายจะเลือก ข้ากับน้องสาวมีน้ำตาลมอบให้ท่าน หากท่านไม่อยากกินก็ทิ้งมันไปเสีย และเดินออกจากตำหนักนี้ไปได้ทุกเมื่อ”
อวิ๋นหรงหยางจ้องมองน้ำตาลก้อนเล็กในมือตนเอง ความร้อนจากฝ่ามือ ทำให้น้ำตาลละลายลงไปบ้างแล้ว ดวงตาคมพลันแววโรจน์ขึ้น เหตุใดเขาจะไม่เข้าใจถึงความนัยที่องค์ชายฝาแฝดผู้นี้เอ่ย คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขา นอกจากเสด็จแม่แล้ว ล้วนไม่มีเลยสักคน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจก็ดี หรือหลอกใช้ก็ช่าง อวิ๋นหรงหยางรับเอาไว้แล้ว บุญคุณในวันนี้ เขาย่อมจดจำใส่ใจไม่มีวันลืม
ชายหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นช้า ๆ อ้าปากงับก้อนน้ำตาลในฝ่ามือ เพียงคำแรกที่ปลายลิ้นสัมผัสก้อนเล็ก ๆ นั้น ความหวานก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก แทรกซึมสู่กลางใจ เขาหลับตาลงช้า ๆ เพื่อซึมซับความหวานล้ำนั้นในฝังลึกลงไปสู่เลือดเนื้อและแก่นกระดูก เพียงครู่เดียวก็เงยหน้าขึ้นมา จ้องมองไปที่สองพี่น้องฝาแฝด พลันคุกเข่าลงไปที่พื้น
“หรงหยางยินดีทำตามพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายลูน่าโฮ่วยี่ผู้เป็นพี่ชายค้อมตัวลงไปประคององค์ชายต่างแคว้นขึ้นมา ตบฝ่ามือไปที่ต้นแขนเบา ๆ
“องค์ชายเลือกได้ดี ข้าให้สัญญาต่อจากนี้ จะไม่มีผู้ใดรังแกเจ้าได้ จงติดตามน้องสาวข้าให้ดี นางมีชีวิตที่ดีหนึ่งวัน ท่านก็ย่อมมีชีวิตต่อไปเช่นกัน” เขาไม่ได้ถามว่าเพราะเหตุใดจึงให้เขาติดตามองค์หญิงลูน่าโฮ่วทู่ คาดว่าองค์ชายลู่น่าโฮ่วยี่ก็ย่อมมีความจำเป็นของตนเอง ทุกคนล้วนมีความจำเป็นของตนเองทั้งนั้น ไยต้องถามให้มากความ เพียงมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อรอวันนั้นไม่ดีกว่าหรือ
“เจ้าหิวแล้วกระมัง ข้าให้นางกำนัลยกอาหารเข้ามาให้ เสด็จพี่ของข้าบอกเช่นไร เจ้าก็ทำไปตามนั้น พวกเราพี่น้องจะปกป้องเจ้าเอง”
“ขอบพระทัยองค์ชายโฮ่วยี่และองค์หญิงโฮ่วทู่พ่ะย่ะค่ะ”
สองพี่น้องลูน่าเดินออกไปจากห้องแล้ว นางกำนัลก็ยกอาหารเข้ามาในห้อง อาหารการกินที่เป็นอาหารจริง ๆ มิใช่อาหารหมูเหมือนที่เคยกินก่อนหน้านั้น อวิ๋นหรงหยางก้าวขาแข็งทื่อเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง นางกำนัลคีบกับข้าวใส่ถ้วย ปรนนิบัติเขาเหมือนเช่นในอดีต อดีตที่เขายังเป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์ ในครั้งที่เสด็จพ่อยังไม่สวรรคต และเสด็จแม่ก็ยังเป็นฮองเฮาสตรีที่ยิ่งใหญ่ มิใช่นางบำเรอของฮ่องเต้ชั่วอย่างทุกวันนี้ น้องชายสามีที่หลงรักพี่สะใภ้ สังหารพี่ชายแย่งชิงทั้งบัลลังก์และภรรยา คนเช่นนี้หากเขาไม่ฆ่ามันด้วยมือตนเอง เขาจะมีหน้าไปพบเจอเสด็จพ่อได้อย่างไร
ในเมื่อวันนี้สองพี่น้องส่งถ่านกลางหิมะยื่นความช่วยเหลือมาให้ ต่อให้ปลายทางจะเป็นนรกขุมสุดท้าย เขาก็ยินดีจะกระโดดลงไป
“น้ำใจครั้งนี้หรงหยางรับเอาไว้แล้ว”
************************
คุณอาจจะชอบ





